ตอนที่ 19 โลกแห่งการฝึกเซียนนั้นโหดร้าย
สถาบันฉีอวิ๋น สวนสาธารณะเล็กๆ
ในฐานะโรงเรียนเอกชนระดับหรู สภาพแวดล้อมที่นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนทั่วไปจะเทียบเคียงได้
การออกแบบสวนนั้นดูแพงและมีระดับ น้ำพุตรงกลางและป่าละเมาะโดยรอบบางครั้งทำให้คนลืมไปว่าที่นี่คือโรงเรียน และป่าเล็กๆ แห่งนี้ยังเป็นต้นเจียจู๋เถาแดงราคาแพงจากต่างประเทศ ได้ข่าวว่าพ่อแม่ของนักเรียนคนหนึ่งบริจาคให้ฟรีๆ
ในป่าละเมาะมีนักเรียนเดินเล่นให้เห็นประปราย บางคนนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ เวลาเลิกเรียนใกล้จะพลบค่ำ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมาอย่างเหนื่อยล้า ทำให้สวนสาธารณะที่สดชื่นดูเงียบสงบและเกียจคร้านขึ้นมาบ้าง
ถ้าหากไม่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเปลือยท่อนบน โชว์มัดกล้ามเนื้อของตัวเองอย่างเต็มที่ละก็
ฟงซินจื่อจ้องมองแขนขวาของเขาอยู่นาน ดวงตาที่ว่างเปล่าถึงเริ่มขยับ "เอาละ ใส่เสื้อผ้าเถอะ"
อวี่มั่วที่อยู่ข้างๆ หน้าแดงก่ำ มือทั้งสองข้างปิดหน้าไว้ แต่แอบมองลอดซอกนิ้วเป็นพักๆ พอได้ยินดังนั้นก็รีบส่งเสื้อผ้าข้างกายให้ทันที
ฟงซินจื่อหัวเราะแล้วพูดว่า "แฟนของนายนี่ขี้อายจังนะ"
เจียงซื่อที่กำลังสวมเสื้อเหลือบมองหล่อน "ไม่ใช่แฟน"
"อ้อ ไม่ใช่แฟนแต่พามาที่นี่เนี่ย ยิ่งเกินไปใหญ่เลยนะ"
"เพื่อน ทางผ่านน่ะ"
อวี่มั่วพยักหน้าหงึกๆ เหมือนไก่จิกข้าวอยู่ข้างๆ
ที่ฟงซินจื่อจู่ๆ สั่งให้เจียงซื่อถอดเสื้อ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะหล่อนสนใจในร่างกายของเขา
รอจนเจียงซื่อแต่งตัวเรียบร้อย ฟงซินจื่อถึงเท้าคางด้วยมือข้างเดียว แล้วพูดอย่างสง่างามว่า "ดูเหมือนซูซานจะมองพลาดไปเหมือนกัน หล่อนบอกฉันว่านายกระโดดทีเดียวสูงห้าหกเมตร แต่เหยียบหมู่เมฆไม่ติด มีความเป็นไปได้สูงที่จะพัวพันกับสมาคมแม่มด"
ขณะสวมเสื้อ เจียงซื่อนึกถึงท่าทีของซูซานก่อนหน้านี้
ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการแก้แค้น หรือเพื่อสลัดความสงสัยออกจากตัวเอง ถึงได้ทำเรื่องที่ดูเกินกว่าเหตุแบบนี้
แต่ก็ไม่เป็นไร เขาไม่ใช่คนนิสัยเก็บตัว
เรื่องที่ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักถูกคนเห็น เขาไม่เคยใส่ใจ ตอนที่ฝึกหนักจนเครื่องติดในสำนักชิงอวิ๋น เขาจะถอดเสื้อท่อนบนออก แล้วฝึกจนเหงื่อท่วมตัว จากนั้นก็เดินไปล้างตัวที่ม่านน้ำหน้าถ้ำจันทรามายาให้สะใจไปเลย
เพียงแต่ทุกครั้งที่เขาจมดิ่งอยู่กับการฝึก ปิงถังจะไล่สาวน้อยเวทมนตร์คนอื่นๆ ออกไปหมดก็เท่านั้น
ในเมื่อตอนนี้ฟงซินจื่อต้องการตรวจสอบ เจียงซื่อก็ย่อมไม่มีอะไรต้องอิดออด ขนาดที่หน้าประตูโรงเรียนเขายังตั้งใจจะถอดโชว์เลยด้วยซ้ำ
คนเยอะก็ไม่เห็นเป็นไร เขามีความมั่นใจในกล้ามเนื้อของตัวเองอย่างที่สุด
เพียงแต่ฟงซินจื่อเองที่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมในตอนท้าย เพราะมันจะเสียภาพลักษณ์โรงเรียน เลยพาพวกเขามาที่สวนสาธารณะฉีอวิ๋นที่ลับตาคนแทน
"บนตัวของนายไม่มีร่องรอยคำสาปที่มาจากสมาคมแม่มด" ฟงซินจื่อพูดพลางชี้ไปที่ดวงตาของตัวเอง "ถ้ามี เนตรตรวจมารของฉันไม่มีทางมองพลาดหรอก และตอนนี้ก็ไม่มีพลังเวทของสัตว์ภัยพิบัติด้วย ดูเหมือนซูซานจะเข้าใจผิดไปเองนะ หล่อนสะเพร่าแบบนี้เสมอแหละ"
เมื่อเทียบกับซูซาน กินเร็น หรือแม้แต่หยินลั่ว ความสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนของฟงซินจื่อนั้นดูโดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะตั้งแต่ตอนที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติสาขาย่อยเพิ่งก่อตั้งในเป่ยไห่ สาวน้อยเวทมนตร์คนแรกที่พวกเขาหาพบก็คือฟงซินจื่อ
ในฐานะสาวน้อยเวทมนตร์ จุดที่พิเศษที่สุดของฟงซินจื่อก็คือเนตรตรวจมารของหล่อน
พลังของสาวน้อยเวทมนตร์ส่วนใหญ่ แม้จะเริ่มจากระยะแตกหน่อ ก็สามารถใช้พลังบางส่วนผ่านเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ได้โดยไม่ต้องแปลงร่าง
แต่ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ พลังของสาวน้อยเวทมนตร์ทุกคนก็ไม่สามารถแสดงออกมาผ่านร่างกายเนื้อได้
จุดนี้เจียงซื่อเองก็เคยลองมานับครั้งไม่ถ้วน และยืนยันได้ว่าเป็นทางตันที่แท้จริง
ทว่าเนตรตรวจมารของฟงซินจื่อ กลับเป็นการใช้พลังของสาวน้อยเวทมนตร์โดยไม่ต้องแปลงร่าง และไม่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์เป็นสื่อกลาง แถมยังคงอยู่ถาวรในร่างกายเนื้ออีกด้วย
และสิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ แม้จะไม่ถึงขั้นตาบอด แต่โลกในสายตาของหล่อนก็ต่างจากคนปกติอย่างสิ้นเชิง ได้ยินว่ามันไร้สีสันโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่ขาวดำธรรมดา แต่คือไร้สี ดังนั้นพลังเวทจึงดูโดดเด่นอย่างยิ่งในดวงตาคู่นั้น
เพราะมีเพียงพลังเวทเท่านั้นที่มีสีในสายตาของหล่อน
ดังนั้นก่อนมา เจียงซื่อจึงได้ชำระล้างพลังเวทในตัวจนสะอาดหมดจด อีกฝ่ายย่อมมองไม่เห็นพลังเวทแม้แต่นิดเดียว
ในสำนักชิงอวิ๋น การฝึกฝนขั้นพื้นฐานที่สุดคือการควบคุมพลังเวท สาวน้อยเวทมนตร์ทุกคนต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังเวทที่ละเอียดอ่อน วิธีทำให้พลังเวทไม่รั่วไหลออกมาเลยแม้แต่น้อย และการซ่อนพลังเวทของตนเอง
เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสำนักชิงอวิ๋นกับหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ หากความแตกเมื่อไหร่ก็เสี่ยงที่จะถูกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติมาปิดล้อมประตูสำนักได้ง่ายๆ
วิชาพื้นฐานชุดนี้ก็คือผลลัพธ์จากความพยายามหลายปีของเจียงซื่อ เพราะก้าวแรกในการพัฒนาพลังสาวน้อยเวทมนตร์ของเขาก็คือการควบคุมพลังเวทให้สมบูรณ์แบบ
ในนิยายออนไลน์ที่เขาเคยอ่าน นี่คือพื้นฐานของพื้นฐาน หากพื้นฐานไม่แน่น แล้วอาศัยการกินยาหรือการถ่ายทอดพลังเพื่อเลื่อนระดับ ส่วนใหญ่พลังจะกลวงโบ๋ ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นย่อมต้องเข้มงวดกับพื้นฐานอย่างหนัก
และในฐานะผู้บุกเบิก การควบคุมพลังเวทของเจียงซื่อนั้นเข้าขั้นเชี่ยวชาญจนถึงขีดสุด
ต่อให้เนตรตรวจมารของฟงซินจื่อจะจ้องจนเลือดออก ก็ไม่มีทางมองเห็นพลังเวทจากตัวเขาได้แม้แต่เส้นเดียว
คราวก่อนที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติก็แค่เพราะไม่รู้ว่าหมู่เมฆคือเครื่องตรวจจับพลังเวทสัตว์ภัยพิบัติ ประกอบกับปกติชินกับการมีพลังเวทสัตว์ภัยพิบัติติดตัวไว้บ้าง ถึงได้พลาดท่าไป
"แต่การที่นายกระโดดได้สูงห้าหกเมตร เห็นได้ชัดว่ายังคงได้รับผลกระทบจากพลังเวทอยู่"
เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อยของฟงซินจื่อ เจียงซื่อจึงถือโอกาสให้เหตุผลบังหน้าในการมาหาหล่อนครั้งนี้ "คนของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติก็บอกกับผมแบบนี้เหมือนกัน ว่าถ้ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับสาวน้อยเวทมนตร์และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะได้รับผลกระทบจากพลังเวทได้ง่าย ผมอยากรู้ว่าในอนาคตผมจะได้รับผลกระทบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือเปล่า?"
"เรื่องนี้หน่วยงานจัดการภัยพิบัติเคยสังเกตเห็นปรากฏการณ์แบบนี้อยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคน มันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย" ฟงซินจื่อมองเขาด้วยความสนใจ "แต่ว่าน้องสาวของนาย เพิ่งเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ได้ไม่นานใช่ไหม?"
"เธอได้รับเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์มานานมากแล้วครับ"
เมื่อหนึ่งปีก่อนตอนสอบเลื่อนชั้น เขาทำความสะอาดแล้วเคยเห็นเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ของเจียง เข่อเข่อ
จริงๆ แล้วเจียง เข่อเข่อก็ไม่ได้ซ่อนมัน — ตอนนั้นการปิดข่าวเรื่องสาวน้อยเวทมนตร์ในเมืองบีเอชเพิ่งจะสิ้นสุดลง คนที่รู้จักเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ยังมีไม่มาก จึงไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องในตอนนั้นก็เย็นชาถึงจุดเยือกแข็ง เจียงซื่อจะไม่ถาม และเจียง เข่อเข่อก็ไม่มีทางอธิบายเด็ดขาด
"ผมเคยเห็นตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น ผมเลยสงสัยว่าอาจจะถูกกระทบมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ"
อวี่มั่วที่ไม่พูดจามาตลอดแอบเงยหน้ามองเจียงซื่อแวบหนึ่ง
สมกับเป็นท่านเจ้าสำนักจริงๆ โกหกหน้าตายได้เก่งมาก สุดยอดไปเลย
ในฐานะศิษย์เอกรุ่นแรกของสำนักชิงอวิ๋น หล่อนย่อมรู้ดีว่าสมรรถภาพร่างกายของเจียงซื่อไม่เกี่ยวกับพลังเวทของน้องสาวเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันคือผลลัพธ์จากความพยายามวันแล้ววันเล่า...
หล่อนนับถือท่านเจ้าสำนักในใจที่ไม่โอ้อวดตัวเอง และไม่รังเกียจเลยที่ความพยายามของตนจะถูกกลบด้วยสิ่งที่เรียกว่าผลกระทบจากพลังเวท
แถมยังโกหกได้อย่างจริงจังจนดูไม่ออกว่ามีความประหม่าเลยสักนิด อวี่มั่วน่ะเวลาโกหกทีไรมักจะถูกจับได้ง่ายๆ ทุกที...
ฟงซินจื่อเองก็มองไม่ออกว่าเจียงซื่อกำลังโกหก อันที่จริงในสายตาของหล่อน การจะแยกแยะอารมณ์ของเจียงซื่อนั้นทำได้ยากมาก ในโลกที่ไร้สีสัน สีหน้าท่าทางจะสูญเสียรายละเอียดไปเยอะมาก
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่แปลกแล้วละ" ฟงซินจื่อนั่งไขว่ห้าง วางมือทั้งสองไว้บนเข่า มองเจียงซื่ออย่างสบายอารมณ์ "การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน ผลกระทบย่อมไม่หายไปหรอก แต่โดยปกติแล้วการเพิ่มขึ้นของสมรรถภาพร่างกายจะมีขีดจำกัดอยู่ โดยทั่วไปจะไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงที่รุนแรงอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลไป"
"ผลข้างเคียงปกติคืออะไรครับ?"
"ก็น่าจะอายุขัยสั้นลงเพราะร่างกายแข็งแกร่งเกินไปน่ะ" ฟงซินจื่อปลอบใจต่อ "แต่ตราบใดที่ไม่ได้ลงแข่งกีฬาระดับอาชีพติดต่อกันนานๆ ก็แค่หายไปปีสองปีเท่านั้นแหละ"
พูดซะง่ายเชียว
แต่เรื่องแบบนี้ เจียงซื่อก็รู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ชาติก่อนตอนที่เขาโหมฝึกร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ก็เคยมีหมอบอกเขาแบบนี้เหมือนกัน
การก้าวข้ามขีดจำกัดในแต่ละครั้ง ล้วนต้องแลกมาด้วยอายุขัยของร่างกาย การออกกำลังกายที่เหมาะสมส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่การฝึกฝนที่สุดโต่ง มันคือการกัดกินร่างกายของตัวเอง
ทว่าสำหรับเจียงซื่อแล้ว หากไม่สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวิถีเต๋าได้ การมีชีวิตอยู่ต่ออีกไม่กี่ปีนั้นก็ไม่มีความหมายอะไร
การทุ่มเทเตรียมพร้อมทุกอย่าง และเมื่อโอกาสมาถึง ก็จงคว้ามันไว้ให้แน่น ไม่ยอมให้โอกาสหลุดลอยไปแม้แต่นิดเดียว นั่นแหละคือผู้แสวงหาเต๋า
"งั้นเหรอครับ ผมค่อยสบายใจหน่อย"
หลังจากจบหัวข้อสนทนาสั้นๆ เจียงซื่อก็ถามต่อว่า "เรื่องที่เมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์สามเมล็ดของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติหายไป คุณรู้เรื่องนี้ไหมครับ?"
ดวงตาที่ซีดจางเบนไปทางอื่นเล็กน้อย "ได้ยินมาบ้าง"
"ภายในหน่วยงานจัดการภัยพิบัติมีคนทรยศ มันจะไม่เป็นอันตรายต่อเข่อเข่อใช่ไหม?"
"วางใจเถอะ หน่วยปฏิบัติการสาวน้อยเวทมนตร์เป็นแผนกอิสระ จะไม่ส่งผลกระทบถึงน้องสาวนายหรอก"
"ไม่มีใครรับประกันได้ว่าในหมู่สาวน้อยเวทมนตร์จะไม่มีคนทรยศ ผมเห็นในเน็ตมีคนบอกว่า ฟงซินจื่อเคยติดต่อกับคนของสมาคมแม่มดเมื่อนานมาแล้ว หลายคนสงสัยว่าคุณมีความสัมพันธ์กับสมาคมแม่มด"
เด็กสาวหัวเราะเบาๆ อย่างสง่างามทันที "ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง นายมาหาฉันเพราะกังวลเรื่องนี้ กลัวว่าฉันจะลงมือกับน้องสาวนายใช่ไหม?"
"มิกล้าครับ คุณเป็นถึงสาวน้อยเวทมนตร์ แถมยังเคยเป็นหัวหน้าทีมสาวน้อยเวทมนตร์ที่เก่งที่สุดในเป่ยไห่ ถ้าฟงซินจื่อจะลงมือ ผมมาที่นี่ก็เท่ากับเอาตัวมาติดกับแล้ว ผมแค่หวังว่าคุณจะช่วยดูแลน้องสาวผมหน่อย"
"นายนี่เป็นพี่ชายที่ใส่ใจดีนะ"
อวี่มั่วที่กอดกระต่ายอยู่ข้างๆ พอได้ยินฟงซินจื่อพูดแบบนั้น ก็ทำหน้าพิลึกทันที แต่เพราะก้มหน้าอยู่เลยไม่มีใครสังเกตเห็น
หล่อนแอบเงยหน้ามองแวบหนึ่ง ฟงซินจื่อดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์ความคิดกะทันหัน ตอนที่อวี่มั่วแอบมองอยู่นั้น อีกฝ่ายก็รับรู้ถึงสายตาได้อย่างรวดเร็วและมองกลับมา
ดวงตาสีดำที่ว่างเปล่า ทำใหอวี่มั่วรีบดึงฮู้ดลงมาบังสายตาทันที
เหมือนกระต่ายน้อยที่ตกใจกลัว
ฟงซินจื่อเม้มปากยิ้ม "มีกินเร็นอยู่ด้วย วางใจเถอะ กินเร็นแม้จะยังเด็กไปบ้างแต่มีศักยภาพสูงมาก การก้าวเข้าสู่ระยะเบ่งบานก็แค่เรื่องของเวลา หล่อนเก่งมากนะ"
"เทียบกับเธอแล้ว ผมยังอยากจะเชื่อมั่นในตัวคุณที่มีประสบการณ์มากกว่าครับ"
"ถ้าคำนี้เข้าหูกินเร็นละก็ คืนนี้หล่อนต้องแอบไปร้องไห้ใต้ผ้าห่มแน่ๆ ถึงหล่อนจะชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่จริงๆ แล้วในใจเปราะบางมากเลยนะ" ฟงซินจื่อพูดเหมือนกำลังรำลึกความหลัง "นายอย่าไปพูดแบบนี้ต่อหน้าหล่อนเชียวละ"
"ครับ"
จากนั้นฟงซินจื่อก็หยิบเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ของตัวเองออกมา
จริงๆ แล้วจะเรียกว่าเมล็ดพันธุ์ก็ดูจะไม่ค่อยถูกนัก
เมล็ดนั้นแตกหน่อออกมาแล้ว และเริ่มมีเค้าโครงของดอกไม้ให้เห็นลางๆ
เจียงซื่อรูม่านตาหดเกร็งทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นการเปลี่ยนรูปร่างของเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์
ทว่าดอกไม้นั้นร่วงโรยไปกว่าครึ่งแล้ว กลีบดอกที่เหลือก็เหี่ยวเฉา "อย่างที่นายเห็น แม้ฉันจะไม่อยากเกษียณ แต่จริงๆ แล้ว เมล็ดพันธุ์ของฉันเริ่มมีปัญหาแล้วละ แค่จะแปลงร่างยังลำบากเลย และไม่มีพลังเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย"
ที่สำคัญที่สุดคือ เจียงซื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมาคมแม่มด กลิ่นที่ขุ่นมัวหลังจากถูกมลภาวะพลังเวทกัดเซาะ
อวี่มั่วน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็รีบดึงแขนเสื้อเขาในทันที
สำนักชิงอวิ๋นให้ความสำคัญกับสมาคมแม่มดมาก ศิษย์ในสำนักย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายของสมาคมแม่มดเป็นอย่างดี ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้ปิงถังเพิ่งจะเตือนให้ระวังสมาคมแม่มดเอาไว้
หลังจากฟงซินจื่อหยิบเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ออกมา หล่อนก็คอยสังเกตท่าทางและการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าเจียงซื่อไปด้วย
แม้จะไม่มีสีช่วยแยกแยะ แต่ถ้ามีสมาธิ หล่อนก็ยังพอจะแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง
แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อะไรเลย สีหน้าของอีกฝ่ายก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์นี้ของหล่อนเป็นครั้งแรก หล่อนถอนหายใจพลางหมุนเมล็ดพันธุ์รูปทรงประหลาดในมือเล่น "และมีอีกเรื่องที่อาจจะทำให้นายผิดหวัง ฉันไม่ใช่สาวน้อยเวทมนตร์ที่เก่งที่สุดในเป่ยไห่หรอก"
ขณะที่เจียงซื่อกำลังคิดว่าทำไมเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ของอีกฝ่ายถึงมีการเปลี่ยนรูปร่าง และทำไมถึงมีกลิ่นอายการกัดเซาะของพลังเวทสมาคมแม่มด
อีกฝ่ายก็เริ่มรำลึกความหลังไปเอง สีหน้าดูเหม่อลอย "เมื่อก่อนฉันก็เคยคิดว่าตัวเองเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ที่เก่งที่สุด อยากจะปกป้องเมืองเจียงไห่ด้วยตัวคนเดียว ตอนนั้นความฝันของฉันคือการไม่ให้เด็กผู้หญิงคนอื่นต้องมาแบกรับหน้าที่ของสาวน้อยเวทมนตร์"
นี่มันไม่ใช่การทำลายความฝันของคนอื่นเหรอ?
เจียงซื่อดึงสติกลับมา และวิจารณ์ในใจ
ไม่นึกเลยว่าจะมีคนที่มีความฝันเป็นการทำลายความฝันของคนอื่น ช่างไร้สาระจริงๆ...
ฟงซินจื่อยิ้มขื่น "จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันได้พบกับสาวน้อยเวทมนตร์คนนั้น"
หล่อนหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "สาวน้อยเวทมนตร์สีม่วง"
อวี่มั่วกะพริบตา เงยหน้ามองท่านเจ้าสำนักของตัวเองแวบหนึ่ง
เจียงซื่อสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่ฟังเงียบๆ
"พวกนายไม่ค่อยรู้เรื่องสาวน้อยเวทมนตร์ คงจะจินตนาการยากละมั้ง ว่าสาวน้อยเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งจริงๆ พลังทำลายล้างที่มากพอจะทำให้คนสิ้นหวังน่ะ มันเป็นยังไง พลังของฉันต่อหน้าหล่อนก็เหมือนเด็กทารก หล่อนใช้พลังที่เหนือกว่าบดขยี้ความสามารถทุกอย่างของฉัน และบดขยี้ความฝันของฉันจนแหลกละเอียด"
ในดวงตาที่ว่างเปล่าอดไม่ได้ที่จะฉายแววความผิดหวังและเจ็บปวด "ฉันเคยคิดว่า ตัวตนที่น่ารัก แข็งแกร่ง และเยือกเย็นขนาดนั้น ถึงจะเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ที่แท้จริง"
คำว่าน่ารักนี่ดูจะเกินมาหน่อยนะ
"ฉันเคยคิดจะไปหาพวกสมาคมแม่มดเพื่อเอาพลังมาจริงๆ นั่นแหละ" ฟงซินจื่อหัวเราะเยาะตัวเอง "ผลก็อย่างที่เห็น แค่หาเรื่องใส่ตัวเท่านั้นแหละ เพราะงั้นตอนนี้ฉันไม่ใช่ทั้งสาวน้อยเวทมนตร์ที่เก่งที่สุด และแทบจะไม่นับว่าเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ยังดีที่มีกินเร็นอยู่ กินเร็นมีศักยภาพมาก หล่อนจะต้องทำได้ดีกว่าฉันแน่ๆ..."
เจียงซื่อถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "แล้วตอนนั้นทำไมคุณไม่เกษียณไปเลยละ?"
เด็กสาวจึงชูเมล็ดพันธุ์ของตนขึ้น เมล็ดพันธุ์สีดำสนิทภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงสีเลือดนั้น สะท้อนแสงสีรุ้งออกมา
ราวกับว่าแม้แต่ดวงตาที่ว่างเปล่าของหล่อน ก็เปล่งประกายระยิบระยับ "เพราะฉันน่ะ ยังอยากจะช่วยคนอื่นอยู่ อยากจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายนี้ ปกป้องคนที่ไม่ไม่มีพลังยังไงละ จะเกษียณได้ยังไงกัน ในเมื่อพลังของฉันยังไม่หายไป ฉันก็มีหน้าที่ต้องปกป้องเมืองบีเอช จนกว่าตัวฉันในฐานะสาวน้อยเวทมนตร์จะตายจากไปจริงๆ"
เด็กสาวที่อาบแสงอาทิตย์อัสดงดูเหมือนเปลวไฟที่กำลังจะมอดดับ แต่ยังคงมีแสงโชติช่วงกระโดดโลดเต้นออกมาไม่ขาดสาย
พร้อมกับการลับขอบฟ้าของดวงตะวัน ในที่สุดก็ต้องเลือนหายไป
แสงอาทิตย์อัสดงเลื่อนไหลออกจากตัวหล่อน ผสมปนเปไปกับเงาของยามเย็น ฟงซินจื่อยกมือปิดปากหาว "เพราะงั้น เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ วางใจเถอะ น้องสาวนายจะไม่ตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าจะเป็นกินเร็นหรือฉัน ก็จะปกป้องน้องสาวนายให้ดีที่สุด"
"ขอบคุณครับ"
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้คุยกันต่อ ฟงซินจื่อเดินมาส่งทั้งสองคนจนถึงหน้าสถาบัน
รปภ. เห็นพวกเขาเดินออกมา ก็จ้องเขม็งไปตลอดทาง
มีคนแอบถ่ายรูปอยู่ข้างๆ ฟงซินจื่อแค่ยิ้มและโบกมือให้อย่างเป็นธรรมชาติ เผชิญหน้ากับกล้องอย่างสง่าผ่าเผย
จนกระทั่งทั้งสองคนเดินออกมาไกลแล้ว อวี่มั่วถึงได้แอบดึงชายเสื้อเขาเบาๆ
มือข้างหนึ่งยังคงกอดกระต่ายไว้แน่น ครึ่งหน้าถูกกระต่ายบังไว้ พลางถามเสียงเบาว่า "ท่านเจ้าสำนัก เคยเอาชนะหล่อนมาก่อนเหรอคะ?"
สาวน้อยเวทมนตร์สีม่วงที่แข็งแกร่งในเมืองบีเอช นอกจากท่านเจ้าสำนักแล้ว จะเป็นใครไปได้อีก?
"ไม่รู้สิ" เจียงซื่อส่ายหน้า "ผมลืมไปแล้ว"
สาวน้อยเวทมนตร์ที่เคยสู้ด้วยมีเยอะเกินไป ใครจะไปจำได้ว่าเป็นคนไหน
แต่พื้นฐานยืนยันได้ว่า ฟงซินจื่อคนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสมาคมแม่มดจริงๆ
คงต้องรอดูความคืบหน้าจากทางซูซานแทน
"หล่อนคงจะ... สิ้นหวังมากเลยนะคะ"
ลูกน้องตัวน้อยข้างกายพูดเสียงเบาอีกครั้ง พอหันกลับไปมอง เด็กสาวกอดกระต่ายไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ฮู้ดบนหัวหลุดลงมาเพราะไม่ได้ดึงไว้ เผยให้เห็นเส้นผมยาวสลวย
ดวงตาสีฟ้าอ่อนหรี่ลงเล็กน้อย แม้กระต่ายจะบังใบหน้าท่อนล่างไว้ แต่ก็สัมผัสได้ว่าหล่อนกำลังยิ้มอย่างหวานซึ้ง "อวี่มั่ว อวี่มั่วได้อยู่ข้างๆ ท่านเจ้าสำนักแบบนี้ดีที่สุดเลยค่ะ เพราะว่าพวกเราอยู่ด้วยกัน เพราะงั้น ไม่รู้สึกสิ้นหวังเลยสักนิดเดียว"
"กลับไปฝึกฝนจิตเต๋าให้ดี" เจียงซื่อเหลือบมองหล่อนอย่างเย็นชา "ฝีมือห่างชั้นกันเกินไป ไม่ช้าก็เร็วจะถูกคัดออก วิถีแห่งเต๋านั้นไร้ไมตรี ไม่มีใครจะร่วมทางไปกับศิษย์ที่ถูกคัดออกหรอกนะ"
"เอ๋? เอ๋! หนู... หนูจะพยายามค่ะ!"
(จบตอน)