ลมหนาวและเกล็ดหิมะค่อย ๆ แผ่วลง แสงอรุณแรกฉายแหวกขอบฟ้า
เมืองอำเภอเว่ยสุ่ยเริ่มคึกคักมีชีวิตชีวา
บนสุสานชิงเฟิงหลิง อวี๋เฉินปิดประตูหน้าต่างแน่นสนิท เพียงจิตคิดสะกิดก็หยิบคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตออกมากาง
ก็เห็นว่า ณ ต้นคัมภีร์ อักขระสีเถ้าถ่านที่บรรจุคำปณิธานสุดท้ายของช่างทำรองเท้าเฒ่านั้นมลายหายไปดุจควัน
แทนที่กลับเป็นภาพเงาผีหลังค่อม ณ ริมสายน้ำหวงเฉวียน ผินกายมาทางอวี๋เฉินค้อมกายคำนับเบาๆ ก่อนก้าวย่างขึ้นสู่สายน้ำเชี่ยวกรากยืดยาว
แล้วเลือนหายไป ไม่อาจเห็นอีก
ถัดจากนั้น ณ ต้นคัมภีร์ ตัวอักษรสีหม่นดั่งควันก็แลบวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง
【ความปรารถนาสามัญระดับเก้าสำเร็จ วิญญาณสามัญระดับเก้าถึงคราวโปรด ประทาน ‘กลั่นกระดูกชำระกาย’】
“กลั่นกระดูกชำระกายงั้นหรือ?”
มันเป็นสิ่งอันใดกันแน่? เป็นของวิเศษทำนองเดียวกับเคล็ดวิชากระดาษคนกระดาษม้าหรือ? หรือว่าเป็นเม็ดยาวิเศษอะไรสักอย่าง?
ขณะที่ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในห้วงสมองของอวี๋เฉิน แสงทองคำในคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตก็แล่นวาบ แรงดึงดูดอันหาประมาณมิได้ถาโถมลงมาสวมทับร่างเขา
ชั่วพริบตา อวี๋เฉินรู้สึกเพียงว่าฟ้าดินกลับตาลปัตร ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าก็มิใช่กระท่อมเก่าทรุดโทรมคุ้นตาของตน หากแต่กลายเป็นท้องพระโรงมหึมาหาที่สุดมิได้
ท้องพระโรงแห่งนั้นสูงตระหง่าน โอ่อ่าสง่า ทั้งองค์เป็นสีหม่นเทาออกดำ เส้นสันเหลี่ยมคมชัด ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมทรงอำนาจ ผ่านบานประตูใหญ่ทรงข่มขวัญออกไป สิ่งที่อวี๋เฉินเห็นคือสายน้ำยืดยาวสายหนึ่งเชี่ยวกรากไม่รู้สิ้น สายน้ำม้วนฟองคะนองคลื่น ประหนึ่งเสียงมังกรคำรามพยัคฆ์แผดก้อง งดงามตระการตายิ่งนัก
ถึงยามนี้เอง อวี๋เฉินจึงค่อยรู้สึกตัว
สายน้ำเชี่ยวกรากสายนี้ ไฉนจะไม่ใช่หวงเฉวียนอันกว้างใหญ่ที่เคยเห็นในคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตครั้งก่อนเล่า? ตนเองเวลานี้…เข้ามาอยู่ในภาพม้วนของคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตแล้วกระนั้นหรือ?
อวี๋เฉินข่มฝ่ายสะทกสะท้านในอก กวาดตามองโดยรอบ
ก็เห็นว่าภายในท้องพระโรงกว้างใหญ่แห่งนี้ มีของแปลกประหลาดทำจากทองแดงนานาชนิดซึ่งเขามองไม่ออกว่ามีไว้สิ่งใดเรียงรายอยู่ ที่ปากประตูยังมีประติมากรรมหัสเดียงสาสัตว์ร้ายหน้าตาอัปลักษณ์ทอดตัวขวาง
เพียงเหลือบแลเพียงครา อวี๋เฉินก็รู้สึกศีรษะมึนตื้อ หนักอึ้ง ต้องรีบหลุบตาลง ครั้นสายตาเผลอก้มมองลงด้านล่าง เขากลับชะงักงัน
ตรงกลางท้องพระโรง มีหม้อขนาดมหึมาทำจากทองสัมฤทธิ์เก่าแก่ ขอบหม้อหล่อเป็นรูปเศียรสัตว์ร้ายตั้งตระหง่าน ภายในหม้อเต็มไปด้วยของเหลวสีดำข้นคลั่กไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด ประหนึ่งเหวนรกอันน่ากลัวรอฮุบกลืนผู้คน
แน่นอน สิ่งเหล่านี้หาใช่เรื่องเร่งด่วนไม่ เรื่องที่น่าหวาดหวั่นกว่าคือเวลานี้อวี๋เฉินเองก็กำลังอยู่ในหม้อใบนี้…เขาเหยียดมือออกอย่างสัญชาตญาณ คิดจะยันขอบหม้อแล้วกระโจนออกไป
ทว่า ของเหลวสีดำข้นนั้นกลับหนักหน่วงดุจภูผาทับนับหมื่น ทำให้แขนขาของอวี๋เฉินสิ้นเรี่ยวแรงขยับไม่ได้แม้แต่น้อย!
ถัดมา ในกะโหลกศีรษะของอวี๋เฉินก็พลันดังกัมปนาทขึ้นมา
【กลั่นกายชำระกระดูก ชำระเส้นเอ็นฟาดไขกระดูก จากภายหลังสู่เซียนเทียน คือจุดเริ่มต้นแห่งการกลั่นชี่ เป็นรากฐานของสรรพสิ่งทั้งปวง】
ชั่วขณะนั้น อวี๋เฉินถึงกับแข็งทื่อ หรือว่าหม้อใบนี้เองคือสิ่งที่เรียกว่า ‘กลั่นกระดูกชำระกาย’ กัน?
ว่ากันว่างั้น ที่แท้ภาพเบื้องหน้ามิใช่มีผู้ใดคิดจะต้มเขาทั้งเป็น หากแต่เป็น…ผลพวงจากคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต?
เอาตัวเองลงตุ๋นในหม้อเหล็ก?
ช่างวิกลพิสดารเกินพอแล้ว อวี๋เฉินบ่นพึมพำอยู่ในใจ
ทว่าไม่นาน เขาก็ไม่มีใจจะคิดฟุ้งซ่านต่อ เพราะของเหลวสีดำไม่รู้ที่มานั้น เริ่มเดือดพลุ่งพล่านขึ้นมา ดุจน้ำเดือดบนเตา ส่งเสียงปุดๆ ปุดๆ ไม่ขาดสาย คลื่นความร้อนพลุ่งพล่านกระเพื่อมขึ้นมาเป็นระลอก!
พร้อมกันนั้น ความร้อนแรงดุจโลหะเหลวหลอมละลายก็ถาโถมลงสู่แขนขายันกระดูกทุกท่อนของอวี๋เฉิน!
ยิ่งประหลาดกว่านั้น แรงร้อนหาได้กัดกร่อนเพียงผิวหนังไม่ หากแต่ซึมลึกประหนึ่งโรคเรื้อรังเกาะกระดูก ไหลทะลุเข้าสู่แขนขายันโครงกระดูกทั้งร่างของอวี๋เฉิน!
ชั่วขณะนั้น ทั้งตัวอวี๋เฉินประดุจจมดิ่งลงในลาวาอันน่าสะพรึง ปวดร้าวจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ!
แต่ในระหว่างนั้นเอง เขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กระดูก เลือดเนื้อ ผิวหนัง และอวัยวะภายในทั้งหลาย ล้วนคล้ายแท่งเหล็กแดงที่ถูกตีซ้ำแล้วซ้ำเล่ามิรู้จบ!
ยิ่งทวีความแข็งแกร่ง! ยิ่งทวีความแกร่งทน! ยิ่งทวีพลังกำลัง!
สิ่งสกปรกแปลกประหลาดนานาชนิด ถูกขับไล่ออกจากทุกส่วนในเรือนกายของอวี๋เฉิน ประหนึ่งฟองน้ำสกปรกที่ถูกชะล้างอยู่ในสายธาร ค่อยๆ กลับกลายเป็นสะอาดสะอ้าน
กระบวนการเช่นนี้มิอาจปฏิเสธได้ว่าน่าผ่อนคลายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนอึมครึมอย่างอวี๋เฉิน แน่นอน หากมิได้เจ็บปวดสาหัสปานนี้ก็คงจะดียิ่งกว่า
ไม่รู้เลยว่าล่วงไปเนิ่นนานเพียงใด ความปวดร้าวรุนแรงดุจคลื่นทะเลถาโถมซัดสาดแขนขายันโครงกระดูกและอวัยวะภายในของอวี๋เฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลอมชำระ!
ตีหล่อ!
ประหนึ่งไม่มีที่สิ้นสุด!
ไม่รู้เลยว่าล่วงผ่านไปเท่าใด บางทีอาจจะหลายชั่วยาม บางทีอาจจะหลายวันหลายคืน ท่ามกลางความปวดแสนสาหัสเกินพรรณนา อวี๋เฉินเพียงรู้สึกว่าร่างกายตนราวกับถูกตีหล่อมากมายเป็นหมื่นครั้ง
จนกระดูกดุจคานเหล็ก เส้นเอ็นดุจแส้เหล็ก ผิวหนังแลเนื้อหนังดุจเกราะโลหะ ชี่โลหิตพลุ่งพล่านประหนึ่งเตาหลอมเดือดพล่านคำรามไม่หยุด!
เมื่อนั้นเอง เขาในที่สุดก็ถูกคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตดีดตัวโยนกลับออกมา ความปวดทรมานราวถูกลาวาท่วมทับแช่ไว้ก็ค่อยๆ จางลงเช่นกัน
ในโลกความเป็นจริง ยังเป็นกระต๊อบเก่าทรุดโทรมหลังเดิม เวลาเพียงผ่านไปชั่วพริบตาเท่านั้น เหมือนครั้งก่อนที่ศึกษาวิชาเคล็ดวิชากระดาษคนกระดาษม้า แม้อวี๋เฉินในความรู้สึกจะผ่านประสบการณ์มาเนิ่นนาน ทว่าในโลกจริงเกรงว่ายังไม่ทันครบแม้แต่การกะพริบตาครั้งหนึ่ง
“ฮู้…” เขาปล่อยลมหายใจขุ่นยาวเหยียด ลูบขมับของตนพลางพึมพำเสียงเบา “นี่หรืออย่างไรที่เรียกว่ากลั่นกระดูกชำระกาย ช่างทรมานคนเกินประมาณ”
ทว่าแม้จะปวดทรมานนัก ผลลัพธ์ที่ได้รับก็มิใช่เล็กน้อย ครั้นลืมตา อวี๋เฉินก็สัมผัสได้ชัดแจ้งถึง…ความเปลี่ยนแปลง
ดวงตาของเขาสามารถมองเห็นฝุ่นละอองทุกเม็ดบนพื้นดิน ใบหูของเขาสามารถฟังเสียงอีกากระพือปีกอยู่บนพื้นหิมะนอกผนังบ้านได้อย่างชัดถนัด
หูตากระจ่างแจ้ง!
ยังไม่เพียงเท่านั้น!
อวี๋เฉินก้มมองคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตในมือ
ณ ต้นคัมภีร์ ตัวอักษรสีหม่นเหมือนถูกรมควันคล้ายมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
【ผู้ถือคัมภีร์: อวี๋เฉิน】
【หน้าที่ในสังกัด: ไม่มี】
【ระดับวิถีเต๋า: ขั้นเซียนเทียน】
【เทพอิทธิฤทธิ์: เคล็ดวิชากระดาษคนกระดาษม้า】
“ขั้นเซียนเทียน?”
คิ้วของอวี๋เฉินกระตุก เขาเคยได้ยินถ้อยคำนี้จากปากเหล่าอันธพาลในเมืองอำเภอมาก่อนอยู่บ้าง เหล่าบุรุษผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อฝึกเรือนกายเลือดเนื้อไปจนถึงขีดสุดแล้ว ก็มักอาศัยสมุนไพรนานาชนิดชำระกาย ชะล้างสิ่งอสุภในไขกระดูก จนก่อเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘กำลังภายใน’ ขึ้น
เมื่อมีกำลังสายนี้ ก็ย่อมได้รับสมญาว่าขั้นเซียนเทียน หมัดสามารถปลดปล่อยเสียงระเบิด ฝ่ามือสามารถตัดกระแสน้ำ แรงกำลังยกกระถางสำริดหนักทวนฟ้า ทำลายหินบดเหล็กได้มิใช่เรื่องยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำเล่าลือว่าขอบเขตเซียนเทียนนี้เอง คือรากฐานสำหรับก้าวเข้าสู่หนทางที่เรียกว่า ‘ฝึกบำเพ็ญทางเต๋า’ และ ‘กลั่นชี่’
แน่นอนว่า ผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขั้นเซียนเทียนนั้นมีน้อยอยู่แล้ว ส่วนผู้บำเพ็ญตนที่ก้าวสู่หนทางเซียนยิ่งน้อยลงไปอีก ทั่วทั้งเมืองอำเภอเว่ยสุ่ย ดูเหมือนจะมีเพียงขุนนางสักหนึ่งสองท่านในกรมวั่งชี่แห่งศาลาว่าการเท่านั้น ที่ก้าวล่วงเข้าสู่ประตูแห่งการฝึกบำเพ็ญทางเต๋าได้
อวี๋เฉินครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ หลับตาลง ก็สัมผัสได้ว่าภายในแขนขายันโครงกระดูกทั้งร่าง น่าอัศจรรย์นักที่มี ‘กำลัง’ สายหนึ่งยากจะอธิบายประหนึ่งกำลังซ่อนเร้นตัวอยู่ ราวกับเป็นเพียงสัญชาตญาณ กล้ามเนื้อของเขาเคลื่อนไหว ดันส่งกำลังสายนี้ออกไป หมัดหนึ่งก็พุ่งฉวัดเฉวียนออกจากตัว!
ตูม!
เสียงระเบิดดังกัมปนาทสะเทือนแก้วหูสะท้อนสั่นไปทั่วห้อง ก่อเกิดลมแรงกระชากฉีกอากาศ เป่าดับตะเกียงน้ำมันที่ยังลุกโชนอยู่ให้มอดลง!
“เฮอะ!”
ยามนี้เอง อวี๋เฉินจึงได้ลิ้มรสแจ้งชัดว่า ‘กลั่นกระดูกชำระกาย’ ที่ว่าให้คุณูปการเพียงใดกันแน่! ที่ว่ากันว่า ‘สายบุ๋นยากจน สายบู๊ต้องมั่งคั่ง’ นั้นมิใช่คำลวง
เมืองอำเภอเว่ยสุ่ยนั้นเดิมก็ไม่ใหญ่ แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีไม่น้อย ทว่าผู้ที่ฝึกจนถึงขั้นเซียนเทียน นอกจากต้องมีพรสวรรค์แล้ว ยังต้องมีทรัพย์สินเงินทอง
ยังไม่นับสมุนไพรวิเศษมากมายที่ต้องใช้ในการชำระไขกระดูก เพียงแค่เนื้อสดเลือดคาวที่ต้องบริโภคเป็นประจำ ก็ล้วนเป็นเงินก้อนโต
คงมิอาจกินแต่ใบผักลวกกับข้าวต้มใสแล้วยังใฝ่ฝันจะฝึกได้ผิวทองกระดูกเหล็ก ดาบหอกแทงไม่เข้าอย่างหน้าชื่นตาบานหรอกกระมัง?
กระทั่งแม้จัดสรรเช่นนั้นแล้ว กว่านักยุทธ์ผู้ฝึกฝนมาตั้งแต่เยาว์วัยคนหนึ่งจะบ่มเพาะกำลังภายในออกมาได้ ก็ต้องทุ่มเทเวลานับสิบปี
แต่คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตนี้ ใช้เวลาเพียง…ชั่วพริบตาเดียว?
หากไม่นับชั่วยามที่เขาใช้หมกอยู่ในคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตแล้วไซร้ ในความเป็นจริงเพียงแค่ชั่วครู่เดียว เขาก็จากเด็กหนุ่มตัวผอมบางที่มือเปล่ายังจับไก่ไม่อยู่ กลับกลายเป็นยอดนักยุทธ์ขั้นเซียนเทียนไปแล้ว
แม้ยามนี้จะมีแต่เรือนกายแข็งกล้าไร้กระบวนท่า มีแต่พลังมหาศาลไร้ประสบการณ์ก็จริง
ทว่าความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็ยังทำให้อวี๋เฉินสัมผัสได้ถึงความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่เคยมีมาก่อน หากว่าในยามนี้เขากลับไปพบเจอเตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงเข้าอีกครั้ง ไม่จำต้องพึ่งกระดาษคนกระดาษม้า ไม่ต้องทำท่าทำทีเป็นผีสางอันใด อาศัยเพียงร่างกายขั้นเซียนเทียนนี้ก็เพียงพอจะบดขยี้เจ้าสองอันธพาลไร้ยางอายได้อย่างง่ายดาย!
น่าเสียดายก็แต่ยังหาที่ใช้ไม่เจอในชั่วขณะนี้ หลังจากจิตใจกระเพื่อมระลอกหนึ่ง อวี๋เฉินก็ค่อยๆ สงบลง
พร้อมกันนั้นคลื่นความหิวโหยอย่างถึงที่สุดก็ถาโถมจากทุกหยาดหยดเลือดเนื้อในกาย ราวกับวิญญาณอดอยากที่หิวโหยมาเป็นสิบวันครึ่งเดือนคอยสะกิดกระตุกเส้นประสาททุกเส้นของอวี๋เฉิน!
ผลข้างเคียงของการเป็นยอดนักยุทธ์ขั้นเซียนเทียนมาเยือนแล้ว การฝึกยุทธ์นี้แต่เดิมก็เป็นเรื่องที่ยิ่งฝึกได้ดียิ่งต้องกินมาก
คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตสามารถกลั่นเรือนกายของอวี๋เฉินให้ถึงขอบเขตเซียนเทียนได้ในชั่วขณะเดียว ทว่ามิอาจชดเชยสารอาหารและพลังงานที่ร่างกายเช่นนี้ต้องการแทนเขาได้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อวี๋เฉินก็หยิบเงินทองที่เก็บสะสมมาหลายปีออกมา ลงเขาไป
เรื่องอื่นไว้ทีหลังก่อน ประการแรกต้องไปอิ่มหนำให้ห้าตับไตไส้พุงเต็มเสียก่อน!