คืนนั้นหิมะโปรยปรายกระหน่ำ อีกคราหนึ่งแห่งความหนาวเยือกกล้ำกรายเข้ามา ย่านสะพานฮั่นเฉียวในอำเภอเว่ยสุ่ย คือถิ่นพำนักของราษฎรผู้ยากไร้ทั้งหลาย
บนถนนโหยวฟาง ณ เบื้องหน้าประตูเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง ซึ่งเหนือวงกบแขวนผ้าขาวผืนยาวดุจใบเรือไว้ ผ้าขาวปลิวสะบัดคลุมหม่นไปทั้งหน้าบ้าน ให้บรรยากาศเยียบเย็นหดหู่ยิ่งนัก ตลอดสองสามวันนี้ มีชาวบ้านไม่น้อยแวะเวียนหยุดยืนที่หน้าประตูเรือนนี้
เหตุประการแรก ก็เพราะเรือนหลังนี้ถูกทิ้งร้างมาร่วมยี่สิบปีแล้ว บัดนี้กลับมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ย่อมล่อให้หมู่เพื่อนบ้านละแวกนั้นออกมาชะเง้อมองด้วยความอยากรู้
เหตุประการที่สอง ก็เพื่อดูให้เห็นกับตาว่า ช่างรองเท้าผู้ลือชื่อไปทั่วบริเวณสะพานฮั่นเฉียวนี้ มิหนำซ้ำยังโด่งดังไปถึงย่านสะพานเทียนเฉียวด้วยนั้น เหตุใดถึงตกอับมาถึงเพียงนี้
เมื่อไม่กี่ปีก่อน กิจการของช่างรองเท้าเฒ่ารายนี้รุ่งเรืองนัก ย่อมเก็บสะสมเงินทองได้พอสมควร จึงย้ายขึ้นไปซื้อเรือนเล็กแถวย่านสะพานเทียนเฉียว ที่มีแต่อดีตขุนนางและเศรษฐีผู้มั่งคั่งพอจะจับจองที่อยู่ได้ น่าเสียดายที่บุตรชายไม่เอาถ่าน เข้าไปหลงระเริงในบ่อนทงเป่าเสียจนถลุงทรัพย์หมดสิ้น แม้แต่เรือนเล็กแถวย่านสะพานเทียนเฉียวก็ต้องขายทิ้ง ในที่สุดจำใจหอบข้าวของกลับมาอยู่เรือนเดิมในย่านสะพานฮั่นเฉียวนี้
เหตุประการที่สาม ย่อมเพราะช่างรองเท้าเฒ่าถูกบุตรทำให้เจ็บช้ำน้ำใจจนสิ้นใจตาย เรือนทั้งหลังหลายวันมานี้จึงเหลือแต่เพียงเสียงคร่ำครวญครางแห่งงานศพดังแว่วไม่ขาดสาย ยิ่งดึงดูดชาวบ้านคอข่าวคราวทั้งหลายให้มามุงดูความเป็นไป
ยามสองแห่งราตรี หิมะยังคงฟุ้งกระจายลอยต้องลม บนถนนซอกซอยนั้น คนตีระฆังยามเดินตรวจตราเรือนแถบละแวกเมืองมาบรรจบกับคนหาบคูเข้าโดยบังเอิญ ทั้งคู่ยืนคุยฆ่าเวลาอยู่พักหนึ่ง เล่าความเปลี่ยนแปลงของบ้านช่างรองเท้าในสองสามวันมานี้ให้กันฟังเพียงผิวเผิน
หาได้มีผู้ใดล่วงรู้ไม่ ว่าหลังจากทั้งสองเดินสวนกันผ่านไปแล้วนั้น ณ ช่องตรอกแคบด้านข้างเรือนทรุดโทรมหลังเดียวกัน ยังคงมีเงาร่างหนึ่ง ยืนอยู่เงียบกริบในความมืด
ในสายหมอกหิมะพรำ เงาร่างนั้นยืนแฝงตัวอยู่ในเงาทึบของตรอก มิมีเสียงฝีเท้า ไม่มีแม้แต่ลมหายใจให้ได้ยิน ราวกับหาใช่ผู้มีชีวิตไม่ เพียงเมื่อคนตีระฆังยามกับคนหาบคู่เดินสวนกันเลยไปไกลแล้ว เขาจึงก้าวเท้าหวนกลับมาอย่างไร้สุ้มเสียง
รูปร่างภายนอกดูเผินๆ คล้ายชายชราอายุหลายสิบปีหลังค่อมคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ แต่ครั้นปลายเท้าเหยียบลงบนผืนหิมะนุ่มร่วนกลับไม่ทิ้งแม้เงารอยเท้าสักนิดเดียว
น่าอัศจรรย์และน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
เงาร่างนั้นเดินมาหยุดหน้าประตูเรือนทรุดโทรมของช่างรองเท้า ค่อยเหยียดปลายเท้าเตะผนังเบาๆ หนึ่งครั้ง ร่างทั้งร่างก็เหมือนสิ้นน้ำหนัก ลอยเคล้าลมหนาวพัดสูงขึ้น ก่อนจะร่อนลงในลานเรือนอย่างแผ่วเบาไร้เสียงดังแม้แต่น้อย
ภายในเรือน ในห้องหนึ่ง
หนุ่มหน้าเหลี่ยมคนหนึ่งเพิ่งจัดแจงให้หญิงชราที่เพิ่งเอนกายนอนหลับไปเมื่อครู่เรียบร้อย ก่อนหมุนตัวกลับมาปิดบานประตูอย่างแผ่วเบา แล้วเลี้ยวเข้าห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง
ในห้องนั้น ร่องรอยที่ใช้เป็นศาลตั้งศพบิดายังเก็บกวาดไม่หมด เงินกระดาษกระจัดกระจาย เถ้าธูปยังถมทับอยู่หลายจุด ตะเกียงน้ำมันไม่กี่ดวงสั่นระริกแสง รินไออุ่นเพียงเล็กน้อย
บนฝาผนัง แขวนรูปวาดใบหน้าตอบซูบของช่างรองเท้าเฒ่าเอาไว้ ชิดพื้นผนังมีเตียงไม้เก่าแคบๆ ตั้งชิดอยู่หนึ่งแคร่
หนุ่มหน้าเหลี่ยมเดินมาถึงข้างเตียง เอื้อมมือควานหยิบห่อผ้าจากใต้หมอนขึ้นมา เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นแข็งของชิ้นเงินก้อนเล็กแตกยับข้างใน ใบหน้าของเขาก็เงียบงัน
ระหว่างที่นิ่งไปเช่นนั้น เขาเองก็เหมือนเพลียล้าจากงานฝังศพช่างรองเท้าเฒ่าตลอดทั้งวันอย่างหนักหน่วง จึงทิ้งตัวเอนลงบนเตียง กอดห่อผ้าแนบอก มุดตัวเข้าผ้าห่มหลับใหลไปในที่สุด
ครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่รู้ว่าเพราะลมหนาวกราดเกรี้ยว หรือเพราะใจเป็นทุกข์อัดแน่นกันแน่ อยู่ๆ หนุ่มหน้าเหลี่ยมก็จามออกมาอย่างแรง
“ฮัดเช้ย!”
เขาสูดน้ำมูกกลับ พลิกตัวขยับกายกำลังจะหลับต่อให้สนิท ทว่าแล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง!” แหลมใสขึ้นมาหนึ่งคำ
คล้ายมีของหนักบางอย่างร่วงกระแทกพื้นกระดานอย่างจัง
หนุ่มหน้าเหลี่ยมสะดุ้งโหยง ตื่นเต็มตา รีบจุดตะเกียงน้ำมันทันที แล้วก็เห็นว่า เป็นรูปวาดบิดาติดผนังตรงศีรษะเตียงนั่นเอง ไม่รู้ว่าเพราะลมหิมะนอกหน้าต่างแรงเกินไปหรืออย่างไร รูปจึงร่วงหล่นลงมากองกับพื้น
หนุ่มหน้าเหลี่ยมลุกพรวดออกจากผ้าห่ม ก้มเก็บรูปขึ้นมา ถอนหายใจหนึ่งคำ พึมพำอยู่ที่ปากว่า
“ท่านพ่อ เป็นลูกเองที่ทำผิดต่อท่าน…แต่ท่านไม่ต้องห่วง ลูกกู้เงินมาได้ไม่น้อยแล้ว พรุ่งนี้จะไปขอยืมเพิ่มจากลูกชายท่านคหบดีโจวให้ครบก้อนก็พอ เขาสนิทกับลูก ไยจะหวงไม่ยอมให้ยืมเล่า พอได้เงินมา ลูกก็จะกลับไปที่บ่อนทงเป่า เอาทุกอย่างที่แพ้พนันไปนั้น ชนะกลับคืนมาให้หมด! ถึงตอนนั้น ลูกจะพาแม่ ย้ายกลับไปอยู่ย่านสะพานเทียนเฉียว แล้วจะย้ายอัฐิท่านพ่อขึ้นไปฝังไว้บนสุสานหมิงเยว่ให้จงได้ ท่านไม่ต้องห่วงแล้ว!”
ขณะคำพูดไหลพรั่งพรูออกจากปาก ลมหนาวกระโชกแรงจากภายนอกกรูกระโจนผ่านหน้าต่างเข้ามา ปะทะแสงไฟจนตะเกียงดับวูบมืดสนิท
หนุ่มหน้าเหลี่ยมตัวสั่นสะท้านวูบหนึ่ง รีบเหยียดมือออกไปท่ามกลางความมืด เสาะคลำที่ฝาผนัง แขวนรูปช่างรองเท้าเฒ่ากลับขึ้นไปอีกครั้ง
เขากำลังจะกลับมามุดผ้าห่มให้หายหนาว แต่แล้วจู่ๆ ก็พลันได้ยินเสียงใครบางคนเอื้อนเอ่ยอยู่ข้างหูตนเองขึ้นมาว่า
“แขวนกลับหัวอยู่!”
หนุ่มหน้าเหลี่ยมหยุดชะงัก ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบคลำรูปวาดในความมืด ก็พบว่าตำแหน่งมันผิดที่ผิดทางอยู่จริงๆ แขวนกลับหัวเสียอย่างนั้น นี่นับเป็นการล่วงเกินผู้ตายอย่างใหญ่หลวง!
เขารีบแก้ไขจัดรูปให้กลับถูกท่าโดยสัญชาตญาณ แล้วก็เผลอหลุดปากไปเบาๆ ว่า
“ขอบใจมาก…”
ทว่าทันทีที่คำขอบคุณเพิ่งหลุดริมฝีปาก ความเย็นเยียบที่ยากหาถ้อยคำบรรยายก็ผุดขึ้นมาจากปลายยอดหัวใจของเขา ลามวาบไปทั่วสี่เบญจางคุลีและทุกส่วนสรรพางค์ในชั่วพริบตาเดียว!
ความหวาดผวาจนตัวแข็งทื่อ! เข่าทั้งสองสั่นระริกแทบทรุดลงตรงนั้น ดึกดื่นป่านนี้ ในเรือนทรุดโทรม มีเพียงเขากับมารดาชราที่หลับอยู่ห้องถัดไปเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อไม่ให้มารดาล่วงรู้ว่าตนกลับไปกู้หนี้ยืมสินเตรียมกลับเข้าไปในบ่อนทงเป่าอีกครั้ง เขาจึงลงกลอนประตูห้องนี้เสียเองตั้งแต่ก่อนเข้านอน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ณ เวลานี้ ในห้องนี้…ควรจะมีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น!
ถ้าเช่นนั้นแล้ว เมื่อครู่เสียงที่เอ่ยว่า “แขวนกลับหัวอยู่” นั้น…เป็นเสียงของผู้ใด?! พอคิดถึงตรงนี้ หนุ่มหน้าเหลี่ยมก็รู้สึกราวกับเลือดลมทั่วกายถูกตรึงจนกลายเป็นน้ำแข็ง ความเย็นเยียบหาที่สุดมิได้โอบรัดร่าง!
ยิ่งพอไล่ทบทวนในหัว เสียงที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ช่างคุ้นหูนัก เหตุใดจึงคล้ายเสียงของบิดาผู้ล่วงลับของเขาไม่มีผิดเพี้ยนเล่า?
“เจ้าคิดจะไปพนันอีกแล้วหรือ?”
เสียงถามเย็นเยียบอีกระลอกดังก้องขึ้นข้างหูหนุ่มหน้าเหลี่ยม ทำให้เขาทั้งตัวสั่นสะท้านไปหมด!
ร่างของเขาแข็งเหมือนไม้ที่ถูกน้ำค้างแข็งเกาะ ลำคอฝืดเฝื่อนฝืนหันหน้ากลับไปอย่างยากเย็น พึ่งพาเพียงแสงสะท้อนสลัวจากผืนหิมะนอกหน้าต่างเท่านั้น เขาจึงได้เห็นเงาร่างหลังค่อมผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังของตน
ใบหน้านั้นซีดเซียวไร้วี่แววโลหิต นัยน์ตาดำทะมึน ลุ่มลึกจนน่าหวาดหวั่น ใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยรอยพับย่นดูอำมหิตเย็นยะเยือก!
หากไม่ใช่ช่างรองเท้าเฒ่าที่เพิ่งฝังไปในป่าช้าวันนี้แล้วจะเป็นใครได้อีก?!
“ท่านพ…พ่อ?” หนุ่มหน้าเหลี่ยมถึงกับอึ้งงันทั้งตัว เอ่ยออกมาอย่างสั่นระริก
“ลูกอกตัญญู! เจ้ากล้ายังจะไปพนันอีกแล้วหรือ?” เงาอสุรกายนั้นเปล่งเสียงอีกครั้ง ทั้งโกรธาและเย็นชาขุ่นมัวประหนึ่งดังมาจากห้วงแดนคนตาย
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ขะ…ข้าไม่กล้าแล้ว! ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!” หนุ่มหน้าเหลี่ยมขนลุกซู่ไปทั้งกบาล ลมหายใจติดขัด ระหว่างขาทั้งสองเกิดไออุ่นวาบ ละอายเสียจนกลั้นไม่อยู่
เขาเองก็รู้สึกผิดต่อการตายของบิดาอยู่แล้ว บัดนี้ร่างไร้วิญญาณเพิ่งถูกฝังไป ณ ป่าช้า พอมาเจอเหตุอาถรรพ์เช่นนี้ในยามดึก ใจจะไม่แตกสลายได้อย่างไร!
แต่เงาร่างอสุรกายนั้นหาได้ตั้งใจฟังคำพร่ำวิงวอนของเขาไม่ ร่างนั้นราวกับเคลื่อนตัวฉับพลันเพียงกะพริบตา ก็พุ่งมาหยุดตรงหน้าหนุ่มหน้าเหลี่ยมห่างไม่ถึงหนึ่งนิ้ว!
ใบหน้าซีดขาวดุจศพ ปลายลิ้นยาวแดงดั่งโลหิตแลบออกมาจ่อปลายจมูกของหนุ่มหน้าเหลี่ยมแทบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ!
“ลูกอกตัญญู หากเจ้ากล้ากลับไปพนันอีกครั้งเดียว พ่อจะพาตัวเจ้าไปเสียด้วยกัน จะได้ไม่ต้องให้เจ้าอยู่คอยทำให้แม่เจ้าช้ำใจตายตามมาอีกคน!”
เสียงเย็นเยียบอย่างหาที่สุดมิได้แผ่ก้องอยู่ข้างหู ทำเอาหนุ่มหน้าเหลี่ยมถึงกับสูญเสียความสามารถในการขบคิดใดๆ ในพริบตาเดียว ทำได้เพียงหลับตาปี๋ ส่ายหน้ารัวๆ แล้วพยักหน้ารับสารภาพโทษอย่างไม่ลืมหูลืมตา!
“ท่านพ่อ! ลูกไม่กล้าแล้ว! ลูกไม่กล้าแล้วจริงๆ! พรุ่งนี้ลูกจะเอาเงินที่กู้มาคืนให้หมดทุกคน ไม่เหลือแม้แต่เหรียญเดียว!”
“ท่านพ่อ! ลูกทำผิดไปแล้ว!”
“…”
หนุ่มหน้าเหลี่ยมเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ จะเคยพบเจอสิ่งใดเยี่ยงเทพยดาอสูรผีสางมาก่อนเล่า เมื่อมาเจอกับเหตุอาถรรพ์ตรงหน้า จึงได้แต่หวีดร้องจนแทบเสียสติ เสียงก้องกังวานไปทั่วถนนโหยวฟาง
เขาไม่รู้ว่าตนเองร้องอยู่นานเท่าใด จนกระทั่งความเย็นเยียบที่พันธนาการอยู่ทั่วทั้งร่างนั้นค่อยๆ สูญสลายไปจนสิ้น จึงค่อยกล้าลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง!
กลับเห็นเพียงความว่างเปล่าเบื้องหน้า ร่างทั้งร่างของเขาทรุดฮวบลงนั่งกองบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เหลือแต่เสียงมารดาชราที่อยู่หลังประตูห้องตะโกนเคาะเรียกด้วยความเป็นห่วงดังแว่วมาเท่านั้น!
รุ่งอรุณวันถัดมา หิมะหยุดโปรย ไก่ทองขันปลุกฟ้าสาง
ฟ้ายังสลัวอึมครึมอยู่ ครั้นบนถนนโหยวฟาง ชาวบ้านทีละคนก็ทยอยมารวมกลุ่มกันอยู่หน้าเรือนทรุดโทรมของช่างรองเท้า ต่างชี้ไม้ชี้มือซุบซิบกันไม่ขาดปาก
แท้จริงเมื่อคืนหนุ่มหน้าเหลี่ยมร้องโวยวายด้วยความตระหนกตกใจ เสียงดังลั่นจนปลุกซ้ายขวาบ้านใกล้เรือนเคียงให้ตื่นกันทั้งแถบ
พอถึงเช้าตรู่ เรื่องช่างรองเท้าในเรือนทรุดโทรม “โดนผีหลอก” ก็แพร่สะพัดไปทั่วครึ่งถนนโหยวฟางแล้ว ชาวบ้านยากจนเหล่านี้จะยอมปล่อยเรื่องสนุกอึกทึกครึกโครมเช่นนี้ให้ผ่านไปเฉยๆ ได้อย่างไร ก่อนออกไปตลาดหรือไปหางานทำ ต่างก็พากันมามุงดูเรื่องราวให้หายคันปาก
แล้วก็เห็นว่า ทันทีที่ประตูเรือนช่างรองเท้าเปิดออก หนุ่มหน้าเหลี่ยมผู้ห่อหุ้มตัวเองมิดชิดจากลมหนาวก็หอบห่อเงินที่กู้เขามา ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะเอาไว้เป็นทุนพนัน เดินเคาะประตูบ้านเจ้าหนี้ทีละหลังๆ คืนเงินทุกตำลึงทุกเหรียญไม่เว้นใคร
แม้ระหว่างทางจะต้องเดินผ่านหน้าบ่อนทงเป่าก็ยังไม่กล้าเหลือบตามองแม้เพียงชำเลืองเดียว!
หลังจากพักใจพักกายอยู่กับบ้านไปสองสามวัน หนุ่มหน้าเหลี่ยมก็ดูราวกับกลายเป็นคนละคน เขาขอรับเอาบันทึกวิธีเย็บรองเท้าและซ่อมรองเท้าที่บิดาทิ้งไว้จากมือมารดา แล้วเริ่มต้นรับทำรองเท้าหาเลี้ยงชีพจากเรือนนี้อีกครั้ง นับแต่นั้นไม่เคยเอ่ยปากเรื่องการพนันขึ้นมาอีกเลย
ส่วนคืนวันนั้นแท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง หนุ่มหน้าเหลี่ยมก็ไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟังแม้แต่คนเดียว
ทว่าเหล่าชาวบ้านรวมจากการเปลี่ยนแปลงข้ามคืนของเขาเอง และจากเสียงกรีดร้องตะโกนอย่างเสียสติที่ดังสะท้อนกลางดึกคืนนั้น ต่างก็พอจะคาดเดาเงื่อนงำบางอย่างกันได้ทีละเล็กละน้อย
ต่อมา เมื่อเรื่องราวแพร่สะพัดปากต่อปากลงไปถึงนักเล่านิทานใต้สะพานเทียนเฉียว พวกเขาก็แต่งเติมสีสันให้มากขึ้น ขยายส่วนที่ชวนขนหัวลุกให้พิสดารเหนือจริงยิ่งกว่าเดิม แล้วนำไปเล่าเป็นนิทานเล่าปากให้เหล่าคนจิบชาผ่านทางไปมาฟังกันเพลินๆ
เรื่องเล่าช่วงนี้เอง ถูกตั้งชื่อไว้ว่า “ลูกหลงกลับใจ ผู้หลงทางรู้กลับตัว”
…
แน่นอน ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากนั้น
อวี๋เฉิน ผู้ใช้วิชากระดาษคนกระดาษม้าให้สร้างร่างวิญญาณช่างรองเท้าเฒ่าขึ้นมา หลังจากขู่ขวัญหนุ่มหน้าเหลี่ยมจนหัวหดแล้ว ก็เก็บกระดาษคนกลับคืน เดินฝ่าหิมะกลับสุสานชิงเฟิงหลิง
…เวลานี้ จิตวิญญาณของเขายังไม่อาจบันดาลให้ร่างนั่งอยู่บนเนินสุสาน แล้วบังคับควบคุมกระดาษคนในตัวเมืองได้พร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้เอง คืนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ร่างกระดาษที่สมมุติเป็นวิญญาณช่างรองเท้าเฒ่าจึงต้องฉวยจังหวะขณะที่หนุ่มหน้าเหลี่ยมกำลังจัดแจงให้มารดาชรายอมนอนหลับ ถึงจะแทรกตัวเข้าไปในห้องของอีกฝ่ายได้
ส่วนตัวของอวี๋เฉินนั้น ยืนควบคุมกระดาษคนอยู่ตรงหัวมุมถนนโหยวฟางนั่นเอง
หลังจากตะคอกข่มขวัญหนุ่มหน้าเหลี่ยมไปชุดใหญ่ เขาก็เก็บกระดาษคนใส่แขนเสื้อ แล้วอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านพากันมามุงดูความวุ่นวาย เดินสะบัดชายเสื้อจากไปอย่างไร้ร่องรอย
นี่แหละคือวิธีที่อวี๋เฉินคิดขึ้นมาได้
เขากับหนุ่มหน้าเหลี่ยมมิใช่ญาติพี่น้องกัน อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางยอมฟังคำตักเตือนของตน ต่อให้บิดามารดายังตักเตือนไม่รู้กี่ครั้ง เขายังไม่ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ
หากคิดจะให้ “ลูกหลงกลับใจ ผู้หลงทางรู้กลับตัว” อย่างแท้จริง ก็ต้องลงยาแรง!
และอวี๋เฉินในยามนี้ ทั้งมิใช่ผู้มีวิชาอักษร ทั้งมิใช่นักยุทธ์ฝีมือกล้า มีแต่ต้องฝากพึ่งพิงอาคมกระดาษคนกระดาษม้า กลายร่างเป็นวิญญาณช่างรองเท้าเฒ่า ให้บทเรียนหนึ่งที่ตราตรึงไปทั้งชีวิตแก่หนุ่มหน้าเหลี่ยมผู้นั้น
จากนี้ไป เพียงเขาคิดจะเหยียบย่างเข้าบ่อนพนันเมื่อใด ภาพที่ผุดขึ้นในหัวจะต้องเป็นใบหน้าผีของบิดาเขาในคืนนั้นก่อนทุกครา
แม้คืนเดียวกันนั้นเขาจะถูกความหนาวกัดกร่อนจนตัวสั่น พอกลับถึงสุสานชิงเฟิงหลิงต้องมุดผ้าห่มอยู่นานร่วมหนึ่งเค่อจึงจะรู้สึกอุ่นกลับมา
แต่ในอกของอวี๋เฉิน กลับรู้สึกโล่งสบายอย่างยิ่ง
ประการแรก แน่นอนว่าเพราะหนุ่มหน้าเหลี่ยมเลิกข้องแวะการพนันเสียได้ นับว่าเขาช่วยกอบกู้ครอบครัวหนึ่งเอาไว้ ถือเป็นการสั่งสมคุณงามความดีสักเรื่อง
ประการที่สอง ย่อมเพราะผลตอบแทนที่คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตได้ให้คำมั่นไว้
ก่อนหน้านี้ เพียงอาศัยวิชากระดาษคนกระดาษม้า เขาก็ทำให้เตาเหลี่ยนต้าจ้วงอันธพาลหน้าแผลเป็นคลั่งจนสติแตกได้ แล้วในครานี้ยังใช้วิธีเดียวกัน ทำให้หนุ่มหน้าเหลี่ยมผู้ดื้อด้านถึงขั้นบิดาตายทั้งยังคิดจะไปพนันต่อ กลับใจในชั่วข้ามคืน
ท้ายที่สุด ต้นสายปลายเหตุทั้งมวล ล้วนเป็นผลบุญที่คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตมอบให้เขา
บัดนี้ ความปรารถนาสุดท้ายอีกข้อหนึ่งได้รับการสนองแล้ว คัมภีร์โปรดสรรพชีวิต…จะมอบสิ่งใดให้เขาอีกเล่า?