หลายวันต่อมา
เช้านี้ซูเฉินถือถังไม้เดินตรงไปยังลำธาร
เขามีเป้าหมายใหม่ — อยากลอง “กินปลา”
ไซดักปลาที่เขาสานจากไม้ไผ่ แบบง่าย ๆ ดูทื่อแต่ใช้ได้
หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายวัน ในที่สุดเขาก็ทำมันสำเร็จ
คืนนั้นเขาใช้เศษเนื้อกวางหั่นเล็ก ๆ เป็นเหยื่อ
ใส่ไว้กลางไซแล้ววางทิ้งไว้ในน้ำ
รุ่งเช้า เมื่อไปเก็บ เขาพบเพียงปลาตัวเล็ก ๆ สองสามตัว
“ปากมันเล็กไปสินะ...” เขาพึมพำ
วันต่อมา เขาขยายช่องทางเข้าให้ใหญ่ขึ้น
และในที่สุด ก็ได้ปลาเต็มมือ
เนื้อปลาของโลกนี้ไม่เหมือนปลาน้ำจืดบนโลกเดิมเลย
สีของมันส้มสดเหมือนแซลมอน แต่สว่างกว่ามาก
เมื่อโดนแสงแดด มันเปล่งประกายจาง ๆ ราวกับมีไฟอยู่ภายใน
ซูเฉินยกชิ้นเนื้อขึ้นพิจารณา
“ถ้าข้ากินเยอะ ๆ ตัวข้าจะส่องแสงได้ไหมนะ...” เขาหัวเราะกับตัวเอง
ปลาบางส่วนเขานำมาปล่อยในบ่อน้ำข้างบ้าน
บางตัวก็มุดเข้ามาเองตามคลองน้ำที่เขาขุดไว้
พอตกกลางคืน บ่อของเขาเปล่งแสงระยิบระยับจากปลาเรืองแสงพวกนั้น
รวมกับหินเรืองแสงที่เก็บมาจากลำธาร
หากมองจากฟ้า กลางป่ามืดสนิทจะเห็นเพียง “จุดแสงเล็ก ๆ ”
ส่องสว่างอยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า — นั่นคือบ้านของซูเฉิน
รุ่งเช้า
เขาตื่นจากเสียงนกกาที่ร้องอยู่ไม่ไกล
แต่เสียงหนึ่งที่ดังแทรกมานั้น ทำให้เขาชะงัก
เสียง “ไก่ขัน”
มันธรรมดา มาก จนแทบไม่น่าใส่ใจ
แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองอยู่ “ต่างโลก” — เสียงนี้กลับกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดทันที
“ข้าเคยได้ยินมันทุกวันตั้งแต่เด็ก... แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินอีกในที่แบบนี้”
เขาเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท้องจะร้องเบา ๆ
ไข่ดาวกับสเต็กเนื้อรมควัน... ดีเลย
แล้วก็หัวเราะขมขื่น “แต่จะไปหาไข่จากที่ไหนกันล่ะ”
แน่นอน เขานึกถึง “ไข่” ใบเดียวที่มีอยู่ข้างโพรงบ้าน — แล้วก็ส่ายหน้า
“ไม่ ไม่ใช่แบบนั้นแน่ อย่าคิดบ้า ๆ”
เขาจำได้ว่าต้นเสียงมาจากทางตะวันตก เลยป่าไผ่ไป
วันนี้เขาจะไปสำรวจดูสักหน่อย
เลิฟหายไปสามวันแล้ว
มันหายตอนกลางคืน ตามนิสัยที่เริ่มสังเกตได้ว่า ทุกๆ สามวันมันจะบินไปไหนสักแห่งหนึ่งหนึ่งวันเต็ม แล้วค่อยกลับมาเช้าของอีกวัน
ซูเฉินไม่รู้ว่าตอนนี้คือเดือน วัน หรือปีที่เท่าไร
เขาเลิกนับไปนานแล้ว
แต่สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือ วันนี้ไม่มีเลิฟอยู่บนหัว
เขารู้สึกเหมือนบางอย่างขาดหายไปในความเงียบของเช้า
แต่ก็พยายามไม่ใส่ใจ คว้ามีดประจำตัวออกเดินสู่ป่าไผ่
ป่าไผ่เหมือนเดิม — เงียบ สูง หนาแน่น
พื้นดินเต็มไปด้วยใบไผ่แห้งที่ส่งเสียงกรอบแกรบทุกย่างก้าว
เขาเดินเข้าไปลึกกว่าครั้งก่อน ที่เคยมาตัดไผ่ไปทำไซ
คราวนี้เขาใช้มีดกรีดเครื่องหมายไว้ตามลำต้น กันหลง
“ต้องมีสิ เสียงไก่แบบนั้น แถวนี้แน่”
แต่หลังจากเดินอยู่นาน เขากลับไม่เห็นอะไรเลย
ไม่แม้แต่รอยขน หรือรอยคุ้ยดินของไก่
เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์เลยหัว แสงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทอง
ซูเฉินเหงื่อท่วม ความอดทนเริ่มหมด
“ทำไมข้ายังอยู่ในป่าไผ่นี่วะ...”
แล้วเขาก็เข้าใจในวินาทีนั้น — เขาหลงทาง
เขาหลงเพราะเสียงนั้น
ตอนที่ได้ยิน เขาตื่นเต้นจนวิ่งตามโดยไม่ทันทำเครื่องหมาย
พอถึงต้นเสียง กลับเจอแต่ความว่างเปล่า
“หรือข้าเจอ... ผีไก่?”
เขาพูดติดตลกแต่แฝงความหวาด
เขาพยายามวิ่งย้อนกลับทางเดิม
แต่ยิ่งวิ่ง ป่าไผ่กลับยิ่งลึกขึ้นเรื่อย ๆ
ลำต้นแต่ละต้นเหมือนกันไปหมด
ท้องฟ้าเริ่มมืด ลมพัดใบไผ่เสียดสีกันเป็นเสียงคล้ายกระซิบ
ซูเฉินหยุด หอบ นั่งลงพิงต้นไผ่ต้นหนึ่ง
พยายามตั้งสติ
เขาลองใช้มีดให้แปลงเป็นเข็มทิศ
แต่มีดกลับนิ่งสนิท — ไม่ตอบสนอง
“ไม่ได้เรื่องเลย...” เขาพึมพำ
เขายังไม่เข้าใจกลไกของมันทั้งหมด ว่ามีขอบเขตแค่ไหน
ถ้าเลิฟอยู่ เขาคงไม่กลัวแบบนี้
เขาตะโกนเรียกชื่อมัน หลายครั้ง จนเสียงแหบแห้ง
ไม่มีคำตอบ
ความหิวเริ่มกัดท้อง เขามีแต่น้ำที่พกติดตัว
ไม่ได้นึกว่าจะมาไกลขนาดนี้ ตอนแรกแค่ตั้งใจสำรวจ
แต่ตอนนี้... แค่ได้กลับบ้านก็ดีแล้ว
ซูเฉินมองไปรอบ ๆ
ป่าไผ่นี้ใหญ่โตเกินกว่าจะประเมิน
ถ้าเดินมั่ว มีหวังยิ่งหลงลึก
เขาเงยหน้ามองยอดไผ่ คิดอยากใช้ “กระบองวิเศษ” ขยายตัวเพื่อปีนขึ้นไปดูทิศทาง
แต่แค่เห็นความสูงระดับห้าสิบเมตร หัวใจก็หดวูบ
“ตกมานี่ไม่ตายก็คงพิการ...”
เขาถอนหายใจ “งั้นรอเลิฟมาหาดีกว่า หวังว่ามันจะเอะใจว่าข้าหายไป”
ตกเย็น
เขาหาที่โล่งเล็ก ๆ ทำเป็นแคมป์ชั่วคราว
หาหน่อไม้มาก่อไฟเผา
กลิ่นหอมสดของหน่อไม้กระจายไปทั่วบริเวณ
เขาใช้มีดปลอกเปลือกหน่อไม้ออก
ข้างในเป็นสีเขียวอ่อนน่ากิน
“อย่างน้อยก็มีอะไรกิน”
รสชาติเจือจาง แต่นุ่มดี
ถึงไม่อิ่มแต่ดีกว่าท้องว่าง
เขานั่งกินเงียบ ๆ ใต้แสงไฟจากกองไม้
ฟังเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่
ความรู้สึกวังเวงคลี่คลุมทั้งร่าง
พระอาทิตย์ค่อย ๆ ตก ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม
เงาไผ่ทาบลงบนพื้นเป็นลายซ้อนทับกัน
คืนนี้... เขาต้องนอนในป่าจริง ๆ