เมื่อซูเฉินกลับมาถึงที่พัก เขาหยุดนิ่งตรงประตูโพรงไม้
สิ่งแรกที่เห็นคือ...กวางเขาทองที่ควรจะมีห้าตัว ตอนนี้เหลือเพียงสาม
“อืม...” เขาเท้าสะเอว มองไปรอบ ๆ
ไม่ต้องถามก็รู้ — สองตัวนั้นหายไปกับใคร
“เลิฟ ข้ารู้ว่าเจ้าขนกลับมา แต่ไอ้เอียวา...” เขาหรี่ตา “เจ้าคงอดใจไม่ไหวสินะ”
เขาถอนหายใจ “ไม่เป็นไร ถือว่าเฝ้าบ้านดี แต่ทีหลังไม่ต้อง!”
พูดจบ เขาก็เข้าไปจัดการซากที่เหลือ เริ่มลงมือเรียนรู้ “ศิลปะแห่งการชำแหละ” ด้วยตัวเอง
เลือดสีทองจาง ๆ ไหลอาบแขน กลิ่นคาวคลุ้งในอากาศ
แต่พอแล่ไปไม่ทันไร เขาก็ชะงัก —
นี่มัน... เนื้อวัวเอห้าเลยนี่หว่า!
เนื้อมันวาว สีแดงสดสวย กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นทันทีที่สัมผัสอากาศ
ซูเฉินกลืนน้ำลาย เอามือเช็ดมุมปากพลางหัวเราะ “ฮ่า ๆ ๆ ชีวิตนี้มันคุ้มแล้ว!”
เขาจัดการแล่ส่วนเนื้อออกเป็นชิ้นอย่างประณีต แล้วขนลงห้องใต้ดิน
แต่พอเปิดห้องเย็น กลับพบว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำแข็งละลายไปกว่าครึ่ง
“ไม่ได้แล้ว ต้องทำเพิ่ม”
ซูเฉินรวบรวมพลังจากระบบ “อุณหภูมิต่ำสุด”
ผิวน้ำเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ อีกครั้ง
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาพึมพำ “อย่างน้อยก็พอกินไปอีกหลายวัน”
ค่ำวันนั้น เขาเตรียม “มหกรรมเนื้อเอห้า”
แผ่นหินแกร่งถูกวางบนไฟ เปลวเพลิงส่องแสงสีส้มอุ่น
เสียง ฉ่าาาา ดังขึ้นเมื่อเนื้อสัมผัสแผ่นหินร้อน
กลิ่นหอมไขมันละลายลอยคลุ้งทั่วโพรงไม้
ซูเฉินยกเนื้อชิ้นแรกขึ้นกัด ดวงตาแทบหลับด้วยความสุข
“โอ้ พระเจ้า... ถ้ามีเกลือสักนิดคงสมบูรณ์แบบ”
หลังกลืนคำสุดท้าย เขาวางส้อมไม้ลง พลางพึมพำกับตัวเอง
“ข้าต้องหามันให้ได้...เกลือ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”
เลิฟบินกลับมาในตอนหัวค่ำ เกาะลงบนหัวเขาอย่างเคย
ปากของมันยังมีคราบเลือดติดอยู่จาง ๆ
“กินเสร็จแล้วสินะ...” ซูเฉินกลอกตา
สายตาเหลือบไปเห็นต้นของเอียวาที่กระตุกเบา ๆ เหมือนอิ่มจนขยับไม่ไหว
เขานั่งลงหน้ากองไฟ ใช้หอกพาดข้างตัว
กลิ่นเนื้อย่างยังติดปลายจมูก แต่ความง่วงค่อย ๆ ครอบงำ
เมื่อเผลอพิงหลังกับไม้โพรง ตาก็ปิดลงโดยไม่รู้ตัว
เขาตื่นอีกทีเมื่อแสงอาทิตย์จางหาย
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มของยามสนธยา
“เฮ้อ... หลับยาวไปหน่อย” เขาบ่น พลางคว้าหอกไว้แน่น
เลิฟบินมานั่งบนหัวอีกครั้ง เหมือนพร้อมเดินทาง
“ไปลำธารกันเถอะ ข้าอยากแช่น้ำ ดูดาวสักหน่อย”
ยามค่ำ ลำธารตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงลำน้ำธรรมดา
มันคือ “สายแสงแห่งชีวิต”
พื้นก้นลำธารเต็มไปด้วยหินเรืองแสงนับพัน
สีฟ้า ม่วง เขียว เหลือง ส่องประกายสะท้อนผิวน้ำไหวระริก
แสงทั้งหมดรวมกันเป็นคลื่นระยิบระยับราวท้องฟ้ากลับหัว
สายน้ำไหลช้า ๆ ผ่านขาเขา เย็นเยียบแต่ไม่หนาว
ซูเฉินยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึก
กลิ่นน้ำ กลิ่นหญ้า กลิ่นชีวิต — ผสมกันอย่างกลมกลืน
“เลิฟ...” เขาเอ่ยเสียงเบา “ที่นี่...มันสวยเหลือเกิน”
เลิฟเหลือบตาขึ้นข้างหนึ่ง แล้วเหลือบมองมนุษย์ที่ยืนพูดกับแสง
ในใจมันพึมพำ เห็นทุกวันก็แบบนี้แหละ ไม่มีอะไรพิเศษ
แต่มันไม่ได้พูดออกมา แค่เงียบฟังเสียงน้ำไหล
ซูเฉินถอดเสื้อผ้าตัวเดียวที่มี ลงไปว่ายในน้ำใส
เลิฟบินไปเกาะบนหินริมฝั่ง มองเขาเล่นน้ำด้วยสายตาเย็นชาแบบนกผู้ใหญ่ที่ต้องเลี้ยงเด็กมนุษย์โง่ ๆ
แสงเรืองรองสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้ผิวเขาเปล่งแสงอ่อนราวเทพในตำนาน
เขาแช่อยู่ในน้ำเนิ่นนาน ปล่อยให้ความงามซึมเข้าไปในใจ
ก่อนกลับ เขาเก็บหินเรืองแสงก้อนใหญ่หลายก้อนติดมือไปด้วย
เมื่อกลับถึงโพรงไม้ เขาจัดวางหินเรืองแสงไว้รอบในห้อง
แสงนวลกระจายทั่ว ทำให้ทั้งโพรงเปล่งประกายราวบ้านแห่งแสงดาว
“ในที่สุด... ก็ไม่ต้องนอนมืดอีกแล้ว”
เขายิ้มบาง ๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนฟูกนุ่มที่ทำจากวัสดุรองไข่ของเลิฟ
“ที่สวยขนาดนั้นอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก...แต่ข้าเพิ่งจะเห็น”
เขาพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ หลับไป
หลายวันต่อมา
ชีวิตของซูเฉินไหลไปอย่างเรียบง่าย
ตื่นเช้ารดน้ำผัก กลางวันทำจานดินเผา เย็นมาก็ย่างเนื้อกิน
จาน ถ้วย หม้อ ตอนนี้เรียงอยู่เต็มชั้นไม้
เขาเคยคิดจะสร้างบ้าน แต่ผลัดไปเรื่อยเพราะ “ขี้เกียจ”
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเอ่ยกับเลิฟ
“เลิฟ... ให้ข้าขี่เจ้าหน่อยสิ”
เลิฟที่นอนซุกหัวอยู่บนโต๊ะ หันตามองเขาเฉย ๆ
จากนั้นบินมาใกล้หน้า — แล้วใช้ปีกเล็ก ๆ ฟาดหน้าเขาเบา ๆ สองที
ซูเฉินกะพริบตา “เข้าใจแล้ว... หมายถึงไม่ใช่สินะ”
เขาถอนหายใจ “ฝันข้าพังอีกแล้ว”
วันต่อมา หลังมื้อเนื้ออันสมบูรณ์
ซูเฉินรู้สึกไฟในอกลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“ข้าจะสร้างบ้าน!”
เขาลุกพรวด ถือขวานออกไปยังสวนหลังบ้าน
ตัดไม้ต้นใหญ่หลายต้น เตรียมซุงสำหรับบ้านหลังแรก
เจาะหลุมวางเสา แปดต้นหน้าหลัง
เสาตรงกลางสูงกว่าที่เหลือ ให้เป็นจั่วหลังคา
สามวันผ่านไป ด้วยแรงกายและความมุ่งมั่น
บ้านไม้ซุงหลังแรกของซูเฉินก็เสร็จสมบูรณ์
มีประตู มีหน้าต่าง มีหลังคา — ทุกอย่างครบถ้วน
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป กลิ่นไม้สดใหม่อบอวล
เขานั่งลงบนพื้น มองรอบ ๆ อย่างอิ่มเอม
“ข้ามีบ้านแล้ว...”
น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เขายกมือลูบผนัง
“ต่อไปคงต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ เตียง...”
แต่แล้วเขาก็หัวเราะ “ลืมห้องครัวอีกแล้วสิ”
คืนนั้น เขาออกไปอาบน้ำที่ลำธารอีกครั้ง
แสงหินเรืองรองสะท้อนบนผิวน้ำเหมือนคืนแรก
ลมเย็นพัดแผ่วผ่าน เสียงแมลงกลางคืนร้องระงม
เมื่ออาบน้ำเสร็จ เขากลับเข้าบ้านใหม่ของตัวเอง
นอนบนฟูกที่ย้ายมาจากโพรงไม้
เลิฟกลับไปเกาะบนไข่เงียบ ๆ
และในความเงียบสงบของค่ำคืนนี้ —
โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่งอยู่รอบชายผู้หนึ่ง
ผู้ที่เริ่มมี “ชีวิต” อีกครั้ง... ในต่างโลกที่ไร้ผู้คน