บทที่ 30: ผลพวงจากพายุ
ฝูงชนที่หน้าบอร์ดประกาศผลค่อยๆ สลายตัวไปเมื่อเสียงระฆังเรียนเสริมช่วงค่ำดังขึ้น ทว่าแรงสั่นสะเทือนจากบอร์ดสีแดงใบนั้นกลับรุนแรงราวกับอาฟเตอร์ช็อกของแผ่นดินไหวระดับ 8 ที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมของโรงเรียน
ห้อง ม.4 ห้อง 14 กลายเป็นศูนย์กลางของพายุลูกนี้
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ภายในห้องเรียนกลับไม่เงียบสงบลง แต่กลับระเบิดความวุ่นวายที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่หลินเทียนก้าวเข้าห้อง เขาถูกกลุ่มเพื่อนนักเรียนชายรุมล้อมจนแทบไม่มีที่หายใจ
“พี่เทียน! มึงยังใช่คนอยู่ป่ะเนี่ย! เลข 148 คะแนน!” “บอกมาซะดีๆ อาจารย์หยางเอายาทิพย์อะไรให้มึงกิน?” “ต่อไปวิชาฟิสิกส์ ฝากลูกพี่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมครับ?”
หลินเทียนทำตัวไม่ถูกกับความกระตือรือร้นที่ถาโถมเข้ามากะทันหัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางเย็นชาหรือผลักไสคนอื่นเหมือนเมื่อก่อน เขาสัมผัสได้ว่าสายตาของเพื่อนร่วมห้องเหล่านี้ไม่มีการดูถูกหรือเมินเฉยอีกต่อไป แต่มันถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนทั้งอิจฉา ชื่นชม และอยากรู้อยากเห็น
ในจังหวะนั้นเอง หยางหมิงอวี่หอบแผนการสอนเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อน
ทันทีที่เขาปรากฏตัว ห้องที่เคยเสียงดังพลันเงียบกริบไปสามวินาที ก่อนที่ใครบางคนจะเริ่มปรบมือ และเสียงปรบมือนั้นก็ลามไปทั่วห้องราวกับไฟลามทุ่ง เสียงปรบมือในครั้งนี้หนักแน่นและจริงใจกว่าครั้งไหนๆ มันคือความเคารพที่ออกมาจากใจจริง จางเหว่ยนักเรียนพละถึงกับตื่นเต้นจนกระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วตะโกนสุดเสียง “อาจารย์หยางโคตรเจ๋งเลย!”
หยางหมิงอวี่ยิ้มพลางเดินไปที่โพเดียม เขาโบกมือเบาๆ เป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ
“เอาละ นั่งลงได้ทุกคน” เสียงของเขาไม่ดัง แต่มันมีพลังที่ทำให้คนสงบลงได้ “ครูรู้ว่าตอนนี้ทุกคนกำลังตื่นเต้น ดีใจแทนหลินเทียน และดีใจแทนห้อง 14 ของเรา ความสุขนี้พวกเราคู่ควรจะได้รับมันครับ”
เขากวาดสายตามองไปทั่วห้อง มองดูใบหน้าของนักเรียนแต่ละคนที่แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
“แต่ว่า” เขาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง “คะแนนสอบย่อยครั้งนี้มันผ่านไปแล้ว มันพิสูจน์ได้แค่ ‘อดีต’ ของเรา แต่มันพิสูจน์ ‘อนาคต’ ของเราไม่ได้ ชัยชนะของหลินเทียนคือผลจากความพยายามส่วนตัวของเขา และมันคือกระสุนนัดแรกที่ห้อง 14 ของเรายิงออกไป แต่มันเป็นเพียงแค่นัดแรกเท่านั้น”
เขาหยิบชอล์กขึ้นมาเขียนตัวอักษรตัวใหญ่บนกระดาน: 【กลุ่มยุทธศาสตร์สายวิทย์】
“ความสำเร็จของหลินเทียนพิสูจน์ข้อวินิจฉัยของครูอย่างหนึ่ง: ตราบใดที่มีวิธีการที่ถูกต้อง พวกเธอทุกคนก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นม้ามืดได้ เพื่อที่จะถอดแบบความสำเร็จนี้ ครูตัดสินใจขยาย ‘กลุ่มยุทธศาสตร์สายวิทย์’ อย่างเป็นทางการ” สายตาของหยางหมิงอวี่คมปลาบขึ้น “หัวหน้ากลุ่มยังคงเป็นหลินเทียน และตอนนี้ ครูต้องการรองหัวหน้ากลุ่มหนึ่งคน”
นักเรียนทุกคนต่างกลั้นหายใจ ตำแหน่งรองหัวหน้ากลุ่มไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือการยอมรับ
“รองหัวหน้ากลุ่มคนนี้ต้องมีความรับผิดชอบสูง เต็มใจช่วยเหลือเพื่อน และที่สำคัญ ต้องเก่งในการนำจุดความรู้ที่กระจัดกระจายมารวบรวมสรุปเป็นบทเรียนอย่างเป็นระบบ ครูขอประกาศว่า คนที่จะมารับตำแหน่งนี้คือ...”
สายตาของหยางหมิงอวี่ค่อยๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เด็กสาวที่เอาแต่ก้มหน้าและไร้ตัวตนที่สุดในห้องคนนั้น
“เฉินจิ้ง”
สิ้นเสียงประกาศ ทั้งห้องฮือฮาทันที หลินเทียนถึงกับขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในการตัดสินใจครั้งนี้ ส่วนตัวเฉินจิ้งเองนั้นเหมือนลูกกวางที่ตื่นตระหนก เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจและหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้มหัวลงซุกที่เดิม ร่างกายสั่นเทาด้วยความประหม่า
“อาจารย์ครับ เธอ... จะไหวเหรอ?” นักเรียนชายใจกล้าคนหนึ่งถามขึ้น
“ไหวหรือไม่ไหว ครูไม่ได้เป็นคนกำหนด และพวกเธอก็ไม่ใช่คนกำหนด แต่คือตัวเธอเองต่างหากที่จะเป็นคนกำหนด” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่เด็ดขาด “ตั้งแต่วันนี้ไป หลินเทียนรับผิดชอบการพิชิตโจทย์ยาก—งานภายนอก ส่วนเฉินจิ้งรับผิดชอบการสรุปและจัดระเบียบข้อมูล—งานภายใน สมุดบันทึกของกลุ่มยุทธศาสตร์จะกลายเป็น ‘ตำราทางการ’ ของห้อง 14 ที่จะพิมพ์แจกจ่ายให้ทุกคน ใครอยากก้าวหน้าในการสอบครั้งต่อไป ต้องศึกษาตำราชุดนี้ให้แตกฉาน”
การจัดการนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว ทั้งมอบเกียรติให้หลินเทียน ผลักดันเฉินจิ้งให้ก้าวออกมา และสร้างความหวังที่จับต้องได้ให้แก่นักเรียนคนอื่นๆ
“เอาละ เริ่มเรียนได้” หยางหมิงอวี่ไม่เปิดโอกาสให้ใครคัดค้าน เขาเริ่มเปิดแผนการสอนทันที
ภายในห้องเรียน กระแสแห่งการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความหวังเริ่มไหลเวียนอย่างเงียบเชียบ
...
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องพักครู บรรยากาศกลับอึดอัดจนแทบจะแข็งตัว
หลิวเฟิงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน หลังจากบอร์ดประกาศผลถูกติด เขาก็ออกจากโรงเรียนไปก่อนเวลา และเพิ่งกลับมาเอาของ แต่เขากลับพบว่าตัวเองได้กลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน สายตาแต่ละคู่ที่มองมาเปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงจนเขานั่งไม่ติด เหล่าอาจารย์ที่เคยเป็นพรรคพวกของเขาในตอนแรก ตอนนี้ต่างพากันทำตัวห่างเหินราวกับเขาเป็นโรคติดต่อ
ประตูห้องพักครูเปิดออก หยางหมิงอวี่เดินเข้ามา สายตาของอาจารย์ทุกคนเปลี่ยนจากหลิวเฟิงมาที่หยางหมิงอวี่ทันที แววตาเหล่านั้นต่างจากเมื่อวานราวฟ้ากับเหว
“เสี่ยวหยาง กลับมาแล้วเหรอ” อาจารย์จาง หัวหน้าหมวดเลขทักทายอย่างกระตือรือร้น “เมื่อกี้เสียงเฮในห้องคุณดังไปถึงข้างล่างเลยนะ สะใจจริงๆ!”
“เด็กๆ แค่เล่นกันสนุกๆ น่ะครับ” หยางหมิงอวี่ยิ้มถ่อมตัว พลางเดินตรงไปที่ที่นั่งของเขา เขาทำเหมือนมองไม่เห็นหลิวเฟิงที่กำลังขวัญเสีย และไม่สนใจสายตาที่ซับซ้อนรอบข้าง เขาเพียงแค่วางแผนการสอนลงและรินน้ำดื่มตามปกติ
เขาเปิดสมุดเตรียมการสอนเล่มใหม่ ที่หน้าแรกเขาเขียนชื่อคนคนหนึ่งลงไป: “จ้าวหมิ่น”
จากนั้นเขาก็ร่างแผนการปฏิบัติงานลงข้างใต้: ก้าวแรก: จุดเริ่ม—พ่อของเธอ จ้าวกั๋วเฉียง ก้าวที่สอง: จุดทะลวง—โครงการศูนย์โลจิสติกส์ตอนใต้ ก้าวที่สาม: วิธีการ—สร้างสถานการณ์ "บังเอิญพบ" ส่งข้อมูล จุดไฟแห่งความหวัง
เขาวางปากกาลง หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าออกมาจากลิ้นชัก ใช้นิ้วลากผ่านหัวข้อข่าวเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตา
ในการพิชิตหลินเทียน เขาใช้ความรู้ที่ล้ำยุค มันคือการ “โจมตีจากมิติที่เหนือกว่า” แต่ในการพิชิตจ้าวหมิ่น เขาต้องใช้การหยั่งรู้ถึงก้นบึ้งของหัวใจ และการจับจุดความปรารถนาที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของปุถุชนให้แม่นยำ
หลังเลิกเรียนเสริม หยางหมิงอวี่ไม่ได้กลับบ้าน แต่เขาเปลี่ยนชุดเป็นแจ็คเก็ตธรรมดา เดินเข้าไปในเขตเมืองเก่าที่วุ่นวาย ยามดึกสงัด อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นเหล้า
เขาเดินตามความทรงจำไปยังร้านอาหารข้างทางชื่อ “พ่างจื่อบาร์บีคิว” ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าคนงานหลังเลิกงาน คนที่เขาตามหา พ่อของจ้าวหมิ่น จ้าวกั๋วเฉียง น่าจะอยู่ที่นี่
หยางหมิงอวี่แอบสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดฝั่งตรงข้าม ไม่ถึงสิบนาที ร่างที่ดูซูบโซก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าร้านบาร์บีคิว ท่าทางเดินโอนเอน นั่นคือจ้าวกั๋วเฉียงจริงๆ ผมของเขาเหนียวเหนอะหนะ หนวดเคราเฟิ้ม ชุดทำงานสีน้ำเงินเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำมัน แผ่ซ่านไปด้วยความสิ้นหวังที่ถูกชีวิตบดขยี้
เขานั่งลงที่มุมร้าน สั่งถั่วลิสงหนึ่งจานและเบียร์ที่ถูกที่สุดสองขวด แล้วเริ่มดื่มกินอยู่คนเดียว
หยางหมิงอวี่มองดูเขา พลางกำกระดาษหนังสือพิมพ์ในกระเป๋าแน่นขึ้น โอกาสใกล้จะมาถึงแล้ว เขาจะทำตัวเหมือนนักล่าที่ชาญฉลาดที่สุด โยนเหยื่อที่ทรงพลังพอจะเปลี่ยนชีวิตของอีกฝ่ายไปตลอดกาลออกไปในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด