บทที่ 31: "บังเอิญพบ" ในร้านเหล้า
บรรยากาศในร้าน “พ่างจื่อบาร์บีคิว” เต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่
ท่ามกลางอากาศร้อนระอุที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยี่หร่าและควันบุหรี่ เหล่าคนงานต่างพูดคุยกันเสียงดัง บ่นเรื่องการทำงานล่วงเวลาที่ไม่มีวันสิ้นสุดและค่าแรงอันน้อยนิด ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการถูกชีวิตเคี่ยวกรำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แอลกอฮอล์คือสิ่งปลอบประโลมเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาในเวลานี้
จ้าวกั๋วเฉียงนั่งขดตัวอยู่ตรงมุมร้าน ดูแปลกแยกจากความครึกครื้นรอบข้าง เขาทำเพียงดื่มเหล้าเงียบๆ แก้วแล้วแก้วเล่า ราวกับอยากจะกรอกความกลัดกลุ้มและความอัปยศทั้งหมดลงไปในท้อง เพื่อใช้แอลกอฮอล์ทำให้เส้นประสาทที่แบกรับภาระหนักอึ้งจนเกินทนนั้นชาหนึบไปเสีย
ในจังหวะนั้นเอง ร่างหนึ่งก็นั่งลงตรงที่ว่างฝั่งตรงข้ามกับเขา
“เถ้าแก่ ถั่วแระจานหนึ่ง เบียร์สองขวดครับ”
ผู้มาใหม่น้ำเสียงราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ จ้าวกั๋วเฉียงไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาเพียงแต่รินเหล้าใส่แก้วตัวเองจนล้น ในสถานที่แบบนี้ การนั่งร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้าถือเป็นเรื่องปกติ
หยางหมิงอวี่ไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา เขาทำตามอย่างอีกฝ่าย กินถั่วแระและดื่มเบียร์เงียบๆ เขาไม่ได้จงใจจับจ้องไปที่จ้าวกั๋วเฉียง เพียงแค่มองไปยังควันไฟที่พวยพุ่งอยู่ที่เตาย่างด้วยสีหน้าเหมือนคนมีเรื่องในใจ
ความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งคู่เกือบสิบนาที
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจอันหนักหน่วงดังออกมาจากปากของหยางหมิงอวี่ มันไม่ดังไม่เบาจนเกินไป แต่มันกลับเหมือนตะขอที่เกี่ยวเอาความรู้สึกร่วมของผู้ที่กำลังตกอับอยู่ข้างๆ ออกมาได้พอดี
จ้าวกั๋วเฉียงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพึมพำอย่างไม่ชัดเจนว่า “เป็นไงน้องชาย เจอเรื่องกลุ้มใจมาเหมือนกันเหรอ?”
หยางหมิงอวี่ยิ้มขมขื่น หยิบขวดเบียร์ขึ้นมารินใส่แก้วที่ว่างเปล่าของจ้าวกั๋วเฉียงจนเต็ม แล้วรินให้ตัวเองด้วย
“ยิ่งกว่ากลุ้มอีกครับ” เขายกแก้วขึ้นชูให้จ้าวกั๋วเฉียงจากระยะไกล “บ้านใครก็มีเรื่องลำบากใจกันทั้งนั้นแหละพี่”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายดูมีมารยาท จ้าวกั๋วเฉียงก็ยกแก้วขึ้น แก้วทั้งสองกระทบกันก่อนจะถูกกระดกจนหมดในอึกเดียว เบียร์ที่ไหลลงสู่ท้องช่วยร่นระยะห่างระหว่างชายแปลกหน้าสองคนให้ใกล้กันขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ผมดูคุณ... ไม่เหมือนพวกที่ทำงานก่อสร้างแถวนี้นะ” จ้าวกั๋วเฉียงเรอออกมาคำหนึ่ง เริ่มพูดมากขึ้น
“เมื่อก่อนเป็นช่างเทคนิคอยู่ในโรงงานเล็กๆ ครับ แต่โรงงานดันเจ๊ง ก็เลยต้องระเหเร่ร่อนไปวันๆ” หยางหมิงอวี่สร้างตัวตนปลอมออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ข้างบนมีคนแก่ ข้างล่างมีเด็ก มีแต่เรื่องต้องใช้เงินทั้งนั้น กดดันฉิบหายเลยพี่”
“ก็นั่นน่ะสิ!” คำพูดนี้แทงใจดำจ้าวกั๋วเฉียงเข้าอย่างจังจนเขาระเบิดความอัดอั้นออกมา “สมัยนี้จะหาเงินสักแดงมันยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก! กูเนี่ย ขับรถบรรทุกใหญ่มาสิบกว่าปี ลุยมาตั้งแต่ใต้จดเหนือ ผลลัพธ์คืออะไร? ร่างกายพังพินาศ แต่เงินในกระเป๋าดันสะอาดกว่าหน้าอีก! เมียกับลูกก็พากันดูถูก... กูมันก็แค่ไอ้ขยะ!”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ คว้าขวดเบียร์มาจ่อปากแล้วซดอึกใหญ่จนเหล้าไหลเปื้อนมุมปากชุ่มปกเสื้อ
หยางหมิงอวี่นั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้ขัดจังหวะหรือปลอบโยน เพียงแต่รอให้เขาหยุดพัก แล้วค่อยๆ ดันจานเนื้อย่างที่เพิ่งมาเสิร์ฟไปตรงหน้าเขา
“พี่ อย่าพูดแบบนั้นเลย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคนตกชะตากรรมเดียวกัน “พี่มีฝีมือ มีความสามารถขับรถใหญ่ ไปที่ไหนก็ไม่มีวันอดตายหรอก ไม่เหมือนผม นอกจากหยิบจับเครื่องจักรพังๆ นั่นแล้ว ก็ทำห่าอะไรไม่เป็นเลย”
“ฝีมือ?” จ้าวกั๋วเฉียงหัวเราะเยาะตัวเอง “สมัยนี้ฝีมือมันมีค่าที่ไหน! คนขับรถเกลื่อนเมือง เถ้าแก่จะกดขี่จะรีดไถยังไงก็ได้ เหนื่อยแทบตายยังไม่พอค่าเค็มๆ ค่าหยูกยาเมียกูเลย...”
พูดถึงตรงนี้ เสียงของเขาก็สั่นเครือ ขอบตาเริ่มแดงก่ำ ชายวัยสี่สิบกว่าปีที่ถูกแอลกอฮอล์กระตุ้นอารมณ์แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
หยางหมิงอวี่รู้ดีว่า... ได้เวลาแล้ว
เขาทำเป็นจะหยิบบุหรี่ จึงล้วงซองบุหรี่ยับๆ ออกมาจากกระเป๋า แต่ในจังหวะที่หยิบซองบุหรี่ออกมานั้น กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกพับจนเยินใบหนึ่งก็ “บังเอิญ” ติดออกมาด้วย และตกลงบนโต๊ะที่เปื้อนคราบน้ำมัน
“เชี่ย ติดมาด้วยเหรอเนี่ย” หยางหมิงอวี่พึมพำ หยิบหนังสือพิมพ์ใบนั้นขึ้นมาแสร้งทำเป็นกางดูแวบหนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจยาวๆ โยนมันทิ้งไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ
การกระทำเล็กๆ นี้ดึงดูดความสนใจจากจ้าวกั๋วเฉียงได้สำเร็จ
เขาอาศัยแสงไฟสลัวเหลือบไปเห็นตัวอักษรสีดำตัวหนาบนหนังสือพิมพ์: 【รับสมัครด่วน ค่าตอบแทนสูง】, 【พนักงานขับรถบรรทุก】
สายตาของจ้าวกั๋วเฉียงชะงักไปทันที
“น้องชาย นี่มัน...” เขาชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่หนังสือพิมพ์ใบนั้นอย่างลังเล
“เฮ้อ อย่าไปพูดถึงมันเลยพี่” หยางหมิงอวี่โบกมือทำท่าทางหงุดหงิด “เพื่อนคนหนึ่งให้มา บอกว่าแถวตอนใต้ของเมืองจะสร้างโลจิสติกส์พาร์คขนาดใหญ่ กำลังรีบรับสมัครช่างอาวุโสที่มีประสบการณ์ ค่าตอบแทนดีจนน่ากลัว แต่เสียดายที่ผมแม้แต่พวงมาลัยยังไม่เคยจับ เรื่องดีๆ แบบนี้คงไม่ถึงคิวผมหรอก”
พูดจบเขาก็หัวเราะเยาะตัวเอง จุดบุหรี่ขึ้นสูบอึกใหญ่ ราวกับกำลังระบายความ “โชคร้าย” ของตัวเอง
แต่หัวใจของจ้าวกั๋วเฉียงกลับเริ่มเต้นแรงขึ้นมาทันที
ตอนใต้ของเมือง? โลจิสติกส์พาร์ค? ค่าตอบแทนสูง?
คำเหล่านี้แต่ละคำราวกับค้อนที่ทุบลงบนใจที่ด้านชาของเขามานาน เขาจ้องหนังสือพิมพ์แผ่นนั้นเขม็ง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง ยื่นมือออกไปแล้วก็หดกลับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความปรารถนาและความกังขา
“ขะ... ขอผมดูหน่อยได้ไหม?” สุดท้ายเขาก็อดใจไม่ไหว เสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
“ดูสิพี่ สำหรับผมมันก็แค่กระดาษเปล่าใบหนึ่งนั่นแหละ” หยางหมิงอวี่ดันหนังสือพิมพ์ไปให้ ทำท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ
จ้าวกั๋วเฉียงคว้าหนังสือพิมพ์ไปทันที เขาอ่านข่าวสั้นๆ บนนั้นอย่างรวดเร็ว แววตาจากความลังเลเปลี่ยนเป็นตกตะลึง และสุดท้ายคือความตื่นเต้นสุดขีด
ในหนังสือพิมพ์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าโครงการมีขนาดใหญ่มาก ในช่วงแรกต้องการพนักงานขับรถขนส่งทางไกลจำนวนมากเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้าง ค่าตอบแทนดีเยี่ยม ข้อมูลนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในใจเขาในเวลานี้
“นี่... นี่มันเรื่องจริงหรือเปล่าน้องชาย?” เขาเงยหน้าขึ้น แววตาจ้องมองหยางหมิงอวี่อย่างคาดคั้น
“ใครจะไปรู้ล่ะพี่?” หยางหมิงอวี่เคาะเถ้าบุหรี่ น้ำเสียงยังคงดูสบายๆ “เพื่อนผมบอกว่าโครงการใหญ่แบบนี้เขารีบเอาคน ไม่เรื่องมากหรอก ใครไปก่อนก็ได้โอกาสก่อน อย่างพี่ที่มีประสบการณ์มาสิบกว่าปีเนี่ย ไปถึงยังไงเขาก็เอา แต่ว่า... เรื่องดีแบบนี้ คนก็คงแย่งกันเพียบเหมือนกัน”
คำพูดนี้กึ่งเยินยอกึ่งยั่วยุ มันเข้าไปสะกิดทั้งความทะนงตัวและความขี้ขลาดที่ขัดแย้งกันในใจของจ้าวกั๋วเฉียง
เขาคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์ ควรจะได้รับโอกาสสำคัญ แต่ก็กลัวว่าสภาพที่มอซอและล้มเหลวของตนจะไปแข่งกับใครเขาไม่ได้
“คะ... คือ สภาพกูแบบนี้... เขาจะเอาเหรอวะ?” เขาจับผมที่เหนียวเหนอะและลูบคางที่มีหนวดเคราเฟิ้มด้วยความเคยชิน เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกละอายใจกับสภาพที่น่าอนาถของตนเอง
“ของแบบนี้ใครจะไปบอกได้ล่ะพี่” หยางหมิงอวี่ขยี้ก้นบุหรี่จนดับแล้วลุกขึ้นยืน “พี่ครับ ผมต้องกลับแล้ว ลูกที่บ้านรอกินข้าวอยู่”
เขาหยิบเงินไม่กี่หยวนวางลงบนโต๊ะ “มื้อนี้ผมเลี้ยงเองพี่ ถือว่ารู้จักกันไว้”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
“เฮ้ย น้องชาย เดี๋ยวก่อน!” จ้าวกั๋วเฉียงรีบเรียกไว้ “แล้วหนังสือพิมพ์นี่...”
หยางหมิงอวี่หันกลับมามองหนังสือพิมพ์ที่จ้าวกั๋วเฉียงกำไว้แน่นในมือ เขายิ้มแล้วโบกมือพลางบอกว่า “ถ้าพี่เชื่อมั่นในตัวเองก็ลองไปดูพี่ ยังไงสำหรับพี่ก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เก็บหนังสือพิมพ์ไว้เถอะ สำหรับผมมันไร้ค่าแล้ว... ไปละนะ!”
พูดจบเขาก็ไม่รั้งรอ เดินหายลับไปกับฝูงชนบนท้องถนนในความมืดทันที
เสียงจอแจของร้านบาร์บีคิวทั้งร้านราวกับจะเลือนหายไปจากประสาทสัมผัสของจ้าวกั๋วเฉียงในวินาทีนี้
เขาไม่ได้ยินอะไร ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
ในโลกของเขามีเพียงหนังสือพิมพ์แผ่นบางๆ ที่เปื้อนคราบน้ำมันในมือ กับข้อความไม่กี่บรรทัดบนนั้นที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของเขาไปตลอดกาล
เขาหยิบเบียร์ที่เหลืออยู่ครึ่งขวดขึ้นมา แต่ไม่ได้ดื่มต่อ เขาเพียงแต่จ้องมองมันนิ่งๆ
เหล้า... ก็ยังคงเป็นเหล้าขวดเดิม
แต่ในสายตาของเขาตอนนี้ มันไม่ใช่ยาพิษที่ใช้มอมเมาตัวเองอีกต่อไป
เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา อ่านทีละตัวอักษรอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ พับมันอย่างระมัดระวัง และเก็บใส่ในกระเป๋าเสื้อด้านในที่แนบชิดกับตัวที่สุด ราวกับว่านั่นไม่ใช่แค่กระดาษหนังสือพิมพ์ใบหนึ่ง แต่มันคือตั๋วเดินทางใบเดียวที่จะพาเขาไปสู่โลกใบใหม่
เขาลุกขึ้นยืน วางเงินค่าเหล้าที่เหลือไว้บนโต๊ะ โดยไม่หันกลับไปมองสถานที่ที่เขาจมปลักอยู่หลายค่ำคืนนี้อีกเลย
เขาพยายามยืดแผ่นหลังที่เคยค่อมลงให้ตรงขึ้น แม้ฝีเท้าจะยังดูโอนเอนอยู่บ้าง แต่ทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปนั้นมั่นคงอย่างยิ่ง... นั่นคือทางกลับบ้าน
แสงจากโคมไฟริมถนนทอดเงาของเขาให้ยาวเหยียด
คืนนี้ เขาอยากกลับบ้าน ไปอาบน้ำให้สะอาด และโกนหนวดโกนเคราให้เกลี้ยงเกลา
พรุ่งนี้ เขาอยากจะไปลองดูสักตั้ง
เพื่อเมียที่ยังนอนป่วยอยู่บนเตียง และเพื่อลูกสาวที่เขาไม่ได้สบตาตรงๆ มาเนิ่นนานเหลือเกินที่โรงเรียน
เผื่อว่า... เผื่อว่ามันจะสำเร็จล่ะ?