บทที่ 14: ผู้ปกครองกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
เขาเปิดสมุดบันทึก สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หน้าของ “หลินเทียน”
ในหน้านั้นไม่มีถ้อยคำหรูหราอย่าง “ทักษะความเป็นผู้นำ” หรือ “มูลค่าในอนาคต” ปรากฏอยู่เลย แต่มันถูกแทนที่ด้วยบันทึกเรียบง่ายไม่กี่บรรทัด:
บิดา: หลินเจี้ยนจวิน พนักงานโรงงานทั่วไป มารดา: จางกุ้ยหลาน พนักงานแคชเชียร์ซูเปอร์มาร์เก็ต ปมขัดแย้งหลักในครอบครัว: มองว่าเกมคืออสูรร้ายที่ทำลายชีวิตลูก การสื่อสารกับลูกใช้การตะคอกเป็นหลัก วิธีการสอนสั่งเน้นความรุนแรงและดิบเถื่อน
นี่คือภาพจำลองที่ชัดเจนที่สุดของครอบครัวชนชั้นแรงงานจีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 พวกเขารักลูกแต่กลับไม่รู้วิธีที่จะแสดงความรัก พวกเขาคาดหวังให้ลูกได้ดีมีอนาคตไกลแต่กลับใช้วิธีที่ซื่อบื้อที่สุดในการบีบคั้น สำหรับครอบครัวประเภทนี้ การมานั่งวาดวิมานในอากาศนั้นใช้ไม่ได้ผลหรอก เพราะอุดมการณ์ทางการศึกษาที่สวยหรูใดๆ จะถูกพวกเขามองว่าเป็นแค่ “ตรรกะเพ้อเจ้อ” ของพวกที่ไม่รู้จักทำมาหากิน
สิ่งที่เขาต้องการคือความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการหยิบยื่นความจริงใจที่จับต้องได้ออกมาให้เห็น
หยางหมิงอวี่เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เวลา 19:20 น. เวลานี้พวกเขาน่าจะเพิ่งทานมื้อค่ำเสร็จ
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์ตามที่บันทึกไว้ในประวัติ
โทรศัพท์ดังอยู่สี่ห้าครั้งก่อนจะมีคนรับสาย เสียงผู้หญิงที่ฟังดูเหนื่อยล้าดังแว่วมา น้ำเสียงนั้นดูเกรงใจ “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าเรียนสายกับใครคะ?”
เธอคือ จางกุ้ยหลาน แม่ของหลินเทียน
“สวัสดีครับ ใช่ผู้ปกครองของนักเรียนหลินเทียนไหมครับ? ผมชื่อหยางหมิงอวี่ เป็นอาจารย์ประจำชั้นของเขาครับ” หยางหมิงอวี่ผ่อนจังหวะการพูดให้ช้าลง น้ำเสียงนุ่มนวลและดูจริงใจ
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ทันใดนั้นน้ำเสียงของจางกุ้ยหลานก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที ถึงขั้นแฝงแววสั่นเครือที่สังเกตได้ “อะ...อาจารย์หยาง? สวัสดีค่ะ! คือ...หลินเทียนไปก่อเรื่องอะไรที่โรงเรียนอีกหรือเปล่าคะ? เขาหนีเรียนไปร้านอินเทอร์เน็ตอีกแล้วใช่ไหม?!”
นี่คือคำถามที่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณ มันเต็มไปด้วยความกังวลและการ “คาดการณ์ในแง่ร้าย” ของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้ลูกมาตลอดหลายปี ในความคิดของเธอ การที่ครูโทรมาหาที่บ้านในเวลาค่ำมืดแบบนี้ นอกจากเรื่องฟ้องความผิดแล้ว คงไม่มีเหตุผลที่สองแน่นอน
“คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ” หยางหมิงอวี่รีบปลอบ “ที่ผมโทรมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อจะมาฟ้องเรื่องไม่ดีครับ ในทางตรงกันข้าม ผมมีเรื่องดีๆ จะมาแจ้งให้ทราบครับ”
“เรื่องดี?” จางกุ้ยหลานทวนคำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย เห็นชัดว่าเธอไม่เชื่อว่าคำคำนี้จะมาเชื่อมโยงกับลูกชายของเธอได้
“ใช่ครับ” หยางหมิงอวี่ตอบยืนยัน “วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก ผมเฝ้าสังเกตหลินเทียนมาตลอดทั้งวัน ผมพบว่าเขาเป็นเด็กที่ฉลาดมากคนหนึ่งเลยนะครับ”
คำชมที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวนี้ทำให้จางกุ้ยหลานถึงกับอึ้งไปสนิท นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ยินคนอื่น โดยเฉพาะคนเป็นครู ออกปากชมลูกชายของเธอ? เธอถึงกับใบ้กินไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับยังไงดี
หยางหมิงอวี่ไม่ปล่อยให้เธอคิดนาน เขาพูดต่อทันที: “พลังสมาธิของเขา ถือเป็นระดับท็อปในบรรดานักเรียนทั้งหมดที่ผมเคยเจอมาเลยล่ะครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ เขาแค่เอาพรสวรรค์อันล้ำค่านั้นไปใช้ผิดที่ผิดทางไปหน่อยเท่านั้นเอง”
เขาไม่ได้ใช้คำที่แสลงหูอย่างคำว่า “เกม” โดยตรง แต่เลือกใช้คำว่า “ใช้ผิดที่ผิดทาง” ซึ่งฟังดูเป็นกลางกว่า
“คุณแม่กับคุณพ่อ คงจะปวดหัวกับเรื่องที่เขาหมกมุ่นอยู่กับหน้าจอมากเลยใช่ไหมครับ?” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ประโยคนี้เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขเปิดเขื่อนความอัดอั้นในใจของเธอ ความน้อยเนื้อต่ำใจและความมืดแปดด้านที่สะสมมานานพบทางระบายออกมาในที่สุด “ก็นั่นแหละค่ะอาจารย์หยาง! พวกเราหมดปัญญาแล้วจริงๆ! ตีก็แล้ว ด่าก็แล้ว พังเครื่องทิ้งก็แล้ว แต่มันก็ไม่เคยฟังเลย! พวกเราสองคนผัวเมียหาเงินมาลำบาก ก็แค่อยากให้ลูกตั้งใจเรียนจะได้มีอนาคตดีๆ แต่เขากลับ...”
“ผมเข้าใจดีครับ” หยางหมิงอวี่ฟังจนจบก่อนจะเอ่ยขึ้น “การด่าทอหรือทุบตีไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันยิ่งจะผลักให้เขาเตลิดไปไกลกว่าเดิม คุณแม่ครับ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ครับ”
“เปลี่ยนวิธีคิด?”
“ใช่ครับ เราจะมองเขาเป็น ‘เด็กติดเกม’ ไม่ได้ แต่เราต้องมองเขาเป็น ‘อัจฉริยะที่หลงทาง’ ปัญหาของเขาไม่ใช่ความโง่ แต่เป็นเพราะยังไม่มีใครบอกเขาว่า เส้นทางไหนที่มันน่าตื่นเต้นและรุ่งโรจน์กว่ากัน”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงผู้ชายที่แหบห้าวและเต็มไปด้วยความระแวดระวังก็ดังแทรกเข้ามาในสาย “ฮัลโหล! นั่นใครน่ะ? อัจฉริยะหลงทางอะไรกัน? อย่ามาหลอกขายฝันพวกเราชาวบ้านร้านตลาดหน่อยเลย!”
เขาคือพ่อของหลินเทียน หลินเจี้ยนจวิน ที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านและคว้าโทรศัพท์ไปคุยเอง
“คุณพ่อครับ สวัสดีครับ ผมหยางหมิงอวี่ ครูประจำชั้นของหลินเทียนครับ” น้ำเสียงของเขายังคงนิ่งสงบ “ผมกำลังปรึกษาเรื่องของหลินเทียนกับคุณแม่อยู่น่ะครับ”
“ปรึกษาอะไร? มันไปทำเรื่องบ้าบออะไรมาอีกใช่ไหม? อาจารย์ไม่ต้องเกรงใจนะ จะลงโทษยังไงก็จัดมาได้เลย! พวกผมในฐานะผู้ปกครองพร้อมร่วมมือกับโรงเรียนเต็มที่!” คำพูดของหลินเจี้ยนจวินนั้นเด็ดขาดและดุดันตามสไตล์
“คุณพ่อครับ ที่ผมโทรมาคืนนี้ไม่ได้จะมาลงโทษเขาครับ” หยางหมิงอวี่เน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน “แต่ผมอยากจะขอร้องให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยร่วมมือกับผม เพื่อช่วยพาสายเลือดของคุณกลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องครับ”
“ร่วมมือ? จะให้ร่วมมือยังไง? ถ้ามันยอมฟังคำพวกผม มันคงสอบติดมหาลัยดังๆ ไปนานแล้ว!”
“วันนี้ผมจัดที่นั่งใหม่ให้เขาครับ” หยางหมิงอวี่ไม่สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดนั้น แต่เข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที “ผมให้เขานั่งคู่กับนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เรียบร้อยและตั้งใจเรียนมากๆ ครับ”
คุณพ่อหลินแค่นเสียงเหอะ “ย้ายที่นั่งจะมีประโยชน์อะไร? นั่งตรงไหนมันก็นอนไม่ก็เล่นเกมเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“ไม่เหมือนครับ” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่เริ่มดูจริงจังขึ้น “คุณพ่อเคยคิดไหมครับว่า แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของเด็กผู้ชายคืออะไร?”
“คืออะไรล่ะ?”
“มันคือ ‘ความรับผิดชอบ’ และ ‘ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายต่อหน้าเพศตรงข้าม’ ครับ”
มุมมองนี้ สำหรับคนอย่างหลินเจี้ยนจวินแล้ว มันดูแปลกใหม่เกินไปจนเขาตามไม่ทัน
หยางหมิงอวี่อธิบายต่อ: “ผมให้เขานั่งข้างๆ เพื่อนที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะผมอยากจะกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบของเขา ผมบอกเขาว่า ‘เธอฉลาดขนาดนี้ พอจะช่วยเพื่อนร่วมโต๊ะหน่อยได้ไหม?’ เมื่อเด็กผู้ชายถูกมอบหมายบทบาทให้เป็น ‘ผู้ปกป้อง’ หรือ ‘ผู้ช่วยเหลือ’ เขาจะยืดอกขึ้นโดยอัตโนมัติ ต่อให้เป็นแค่เพื่อศักดิ์ศรีวัยรุ่นอันน้อยนิดต่อหน้าสาวๆ เขาก็จะไม่กล้าทำตัวห่วยแตกจนเกินไปนักหรอกครับ”
“สิ่งที่ผมอยากขอให้พวกคุณร่วมมือด้วยนั้นง่ายมากครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เลิกด่าเขาเรื่องเล่นเกมไปเลย เขาอยากเล่นก็ปล่อยเขาเล่นไป แต่ขอให้พวกคุณช่วยบอกเขาว่า ‘อาจารย์หยางเขาไว้ใจแกนะ เขาชมว่าแกเป็นเด็กฉลาดที่สุดคนหนึ่งในห้อง แถมยังให้แกเป็นหัวหน้ากลุ่มคอยช่วยเพื่อนด้วย แกอย่าทำให้อาจารย์เขาผิดหวังล่ะ’ ”
“เราจะไม่สู้กับเขาครับ แต่เราจะยกยอเขาขึ้นที่สูง ใช้ความเชื่อมั่นและความคาดหวังเป็น ‘หมวกทรงสูง’ สวมให้เขา เชื่อผมสักครั้งเถอะครับ หลายครั้งที่การเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งต้องการเพียงแค่โอกาสเดียว... โอกาสที่เป็นเหตุผลให้เขาอยากจะ ‘ทำตัวให้ดีขึ้น’ ด้วยตัวเองครับ”
ปลายสายตกอยู่ในความเงียบที่ยาวนาน
คุณพ่อและคุณแม่หลินดูเหมือนจะอึ้งจนพูดไม่ออกเมื่อเจอทฤษฎี “ยกยอเพื่อพิชิตใจ” แบบใหม่ของหยางหมิงอวี่เข้าไป เพราะมันช่างสวนทางกับคติ “รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี” หรือ “ครูดุศิษย์จึงได้ดี” ที่พวกเขายึดถือมาทั้งชีวิต
ผ่านไปครู่ใหญ่ คุณพ่อหลินถึงได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แบ่งรับแบ่งสู้ว่า “อาจารย์... ที่พูดมาเนี่ย... มันจะได้ผลจริงๆ เหรอครับ?”
“คุณพ่อครับ การศึกษาคือการทดลองอย่างหนึ่ง ไม่มีใครการันตีผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ” หยางหมิงอวี่เอ่ยอย่างซื่อสัตย์ “เพราะฉะนั้น เรามาลองเดิมพันกันดูสักตั้งไหมครับ?”
“โดยใช้ผลการสอบย่อยครั้งแรกในเดือนหน้าเป็นเกณฑ์ ถ้าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ท่าทีการเรียนของหลินเทียนไม่เปลี่ยนไปเลย คะแนนยังรั้งท้ายห้องเหมือนเดิม ผมจะเดินทางไปขอโทษคุณทั้งสองคน และยอมรับว่าวิธีของผมมันผิด ถึงตอนนั้นพวกคุณจะใช้วิธีการปกครองที่เข้มงวดแบบเดิมผมก็จะไม่ขัดครับ”
“แต่ถ้าหากคะแนนของเขาขยับขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ผมขอให้คุณทั้งสองเชื่อใจผมต่อไปและสนับสนุนผมต่อไป คุณพ่อคิดว่ายังไงครับ?”
ข้อเสนอนี้เต็มไปด้วยความจริงใจ และที่สำคัญคือความเสี่ยงของผู้ปกครองแทบจะเป็นศูนย์ เพราะมันไม่ได้บังคับให้พวกเขาต้องทำอะไรเลย แค่ขอให้ “ไม่ต้องทำอะไร” เท่านั้นเอง
คุณพ่อหลิน... พ่อจอมดื้อรั้นคนนี้เริ่มคล้อยตาม เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะหันไปปรึกษากับภรรยา สุดท้ายเขาก็พูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ตกลง! อาจารย์หยาง ผมจะเชื่อคุณดูสักครั้ง! หนึ่งเดือน! เรามาดูกันในหนึ่งเดือนนี้!”
“ขอบคุณที่ไว้ใจครับ” หยางหมิงอวี่ตอบรับอย่างจริงจัง “วางใจได้เลยครับ เป้าหมายของเราเหมือนกัน นั่นคืออนาคตของเด็กครับ”
เมื่อวางสาย หยางหมิงอวี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขารู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าการรับมือกับหลี่เฟินเป็นชั่วโมงเสียอีก แต่เขารู้ดีว่า “กระดูกชิ้นโต” สองชิ้นแรก เขาเริ่มจะสยบมันได้ชั่วคราวแล้ว
การปะทะทางโทรศัพท์เป็นเพียงบทโหมโรง สมรภูมิที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ของเช้าวันถัดไป