บทที่ 2 : วิกฤต (1)
ลำธารใสสะอาดไหลเอื่อยอยู่ท่ามกลางป่าเขียวชอุ่ม ใต้น้ำเต็มไปด้วยก้อนหินหลากสี บางก้อนเปล่งแสงแผ่วเบาเมื่อกระทบแสงอาทิตย์ ดุจอัญมณีฝังอยู่ในสายน้ำ
ฝูงปลาใหญ่เล็กแหวกว่ายไปมาอย่างสงบ ดอกไม้ป่าหลากสีเบ่งบานอยู่ริมฝั่ง ล่อเหล่าแมลงและผีเสื้อให้บินมาดอมดม ความเงียบสงบของธรรมชาติทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งล้างหน้าล้างตารู้สึกเหมือนโลกนี้จะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
“ชีวิต...ก็ไม่ได้เลวขนาดนั้นนะ”
ซูเฉินพึมพำเบาๆ พลางก้มมองภาพสะท้อนในน้ำที่มีรอยยิ้มบางๆ ของตัวเอง
แต่...ในโลกที่ไม่รู้จักเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดเรียกว่า “ปลอดภัยจริง”
ห่างจากเขาไม่ถึงร้อยเมตร
ในพุ่มหญ้ารกชื้น ดวงตาสีน้ำตาลคู่หนึ่งจ้องมองไปยังผืนน้ำ มันนิ่งไม่ไหวติง ลมหายใจแผ่วราวกับตายไปแล้ว เพื่อกลืนกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว
ไม่นาน เหยื่อก็บินผ่านมา—
ลิ้นเหนียวขนาดเท่านิ้วมือพุ่งแหวกอากาศไปคว้าผีเสื้อแสนสวยก่อนจะหายวับเข้าปากในชั่วพริบตา
กบตัวใหญ่ขนาดเท่าหม้อดิน กลืนเหยื่ออย่างเอร็ดอร่อย เกล็ดสีดำรอบตัวมันวาวแสงราวโลหะเคลือบมัน
แต่เงาแห่งความตายซ่อนอยู่ในหญ้าอีกชั้น...
เสียงแผ่วเบาดังขึ้น ก่อนงูยักษ์มีเขาสีขาวซีดยาวกว่า 15 เมตร จะพุ่งแหวกพุ่มไม้ออกมาอย่างไร้เสียง มันขบเหยื่อในพริบตา ฟันฝังลึกในเนื้อ ก่อนจะรัดแน่นจนกบเกล็ดดำส่งเสียง “แอ็บ... แอ็บ...” อันสิ้นหวัง
งูยักษ์รู้ดีว่าเกล็ดของกบชนิดนี้แข็งราวโล่ศักดิ์สิทธิ์ของจักรวรรดิ ไม่มีเขี้ยวของสัตว์ใดทะลุผ่านได้ มันจึงรัดเหยื่อให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ หวังให้ขาดอากาศตายไปเอง
การต่อสู้ระหว่างนักล่าและเหยื่อดำเนินอยู่ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงกระดูกลั่นแผ่วๆ และเสียงลมหายใจของสัตว์สองตัวที่ดิ้นรนเพื่ออยู่รอด
กระทั่งร่างของกบเกล็ดดำอ่อนแรงลง ก่อนจะหยุดนิ่ง
เกล็ดสีดำค่อยๆ คลายตัว หลุดออกจากผิว
งูมีเขาเริ่มกลืนเหยื่อทั้งตัวช้าๆ เสียงเนื้อแหวะในลำคอชวนขนลุก
.
.
“มา... มา... มาร้อง... ร้อง...”
เสียงฮัมเพลงของซูเฉินหยุดลงกะทันหัน เมื่อหูของเขาได้ยินเสียงแปลกประหลาดจากป่าลึก—เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
เขาชะงักทันที ใบหน้าขาวซีดในพริบตา
“เสียงอะไร...”
เสียงนั้นไม่เบาเลย มันดังจนสะท้อนผ่านลำธาร เหมือนมาจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
ซูเฉินกวาดสายตาไปรอบตัว หัวใจเต้นแรง เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่ควรอยู่นาน
“อันตราย...” เขาพึมพำ พยายามตั้งสติ
สัญชาตญาณตะโกนให้หนี แต่ส่วนหนึ่งในใจกลับเตือนว่า—ถ้ามีนักล่าอยู่แถวนี้ ที่นี่จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
เขาลังเลชั่วครู่ “หรือจะออกไปดู...?”
ในหัวผุดภาพตามตรรกะที่เคยเรียนรู้—เสียงแบบนั้น น่าจะเป็น “กบ” และสิ่งที่ล่ากบได้ดีที่สุดคือ “งู”
หากงูกำลังกลืนเหยื่อ มันต้องหยุดนิ่ง… นั่นอาจเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะ “ลงมือก่อน”
ซูเฉินกลืนน้ำลาย มือกำมีดแน่น เขาสูดลมหายใจลึก ย่อตัว และค่อยๆ เดินตามเสียงร้องที่หายไป
แต่ข้อมือกลับสั่น เขารู้ตัวดีว่ากำลังจะทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต—ฆ่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่
“ถ้ามีดมันยาวกว่านี้...คงดี” เขาคิดในใจ
ราวกับได้ยินความคิดนั้น ใบมีดในมือเริ่มเรืองแสง
ความยาวจากสามสิบเซนติเมตรค่อยๆ ขยาย... กลายเป็นหนึ่งเมตรครึ่งภายในไม่กี่วินาที
ซูเฉินอึ้ง—มีดสารพัดประโยชน์กลายเป็นดาบยาวในมือของเขา
“สมกับเป็นของจากระบบ...” เขาพึมพำ พลันคิดอีก “แต่หอกน่าจะดีกว่าในสถานการณ์นี้”
ประกายแสงอีกครั้ง ดาบยาวเปลี่ยนรูปเป็นหอกเหล็กสีเงิน ปลายคมแหลมสะท้อนแสงแดดอ่อน
ซูเฉินยืดหลัง สูดลมหายใจอีกครั้ง—ความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลัก
เขารู้แล้วว่า หากยังกลัว... วันหนึ่งเขาจะเป็นเหยื่อเหมือนกบตัวนั้น
เมื่อเสียงลมหายใจของบางสิ่งดังขึ้นไม่ไกล เขาก้าวออกจากพุ่มไม้
เบื้องหน้า คือภาพที่ทำให้เลือดในกายเย็นวาบ—งูยักษ์มีเขาสีขาวซีด ตัวอ้วนกว่าถังน้ำ กำลังกลืนเหยื่อสีดำขนาดใหญ่
ดวงตาของมันปิดลงราวกับกำลังลิ้มรสชัยชนะ
หัวใจของซูเฉินเต้นแรงราวกลองรัว มือสั่นเล็กน้อย แต่สายตาเริ่มนิ่ง
“ในโลกนี้ ไม่มีใครช่วยข้าได้ นอกจากตัวเอง...”
เขากระโจนออกจากที่ซ่อน ยกหอกขึ้นเหนือหัว—
หอกพุ่งแทงด้วยแรงทั้งหมดของร่างกาย
เสียง “ฉึบ!” ดังแหลม หอกทะลุเข้าเหนือดวงตาของงูและปักทะลุอีกฝั่ง เลือดสีน้ำเงินเข้มพุ่งกระเซ็น
งูมีเขาสะดุ้งเฮือก ร่างขดเกร็งอยู่ชั่ววินาที ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างแรง
ดวงตาของมันเบิกกว้าง มองซูเฉินนิ่ง—ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงตาย
ร่างกายยักษ์แน่นิ่ง ความเงียบกลับมาอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของชายหนุ่มที่ยืนค้างอยู่ข้างศพ
“ฟู่...”
เขาทรุดลงนั่งกับพื้น เหงื่อไหลท่วมหลัง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
เขามองหอกที่แทงทะลุศพงู แล้วดึงมันออก—แต่ทันใดนั้น เลือดแรงดันสูงพุ่งกระจายอาบทั่วร่าง
ซูเฉินสะดุ้งเฮือก แต่กลับหัวเราะออกมาเบาๆ “จำไว้... ต่อไปต้องระวัง”
เขาล้างตัวในลำธารอีกครั้ง น้ำอุ่นไหลผ่านผิวกาย ราวกับพลังบางอย่างซึมเข้าสู่ร่าง
“พลัง... หรือแค่น้ำอุ่นกันแน่” เขาพึมพำ แต่รู้สึกได้ว่าแรงกายกลับคืนเร็วผิดปกติ
ไม่นานนัก เขาเดินกลับขึ้นฝั่ง
แต่ที่ใกล้ศพงูมีเขา—บางสิ่งเริ่มเคลื่อนไหว
จากรอยแยกของพื้น เถาวัลย์ยักษ์สีฟ้าเลื้อยออกมาอย่างเงียบงัน
ปลายหนวดของมันแยกออกเป็นหลอดเล็กแหลมหลายเส้น ส่ายไปมาเหมือนกำลังดมกลิ่น
เมื่อพบเลือดสีน้ำเงินเข้มบนพื้น มันรีบพุ่งเข้าหา ดูดกลืนอย่างตะกละ เสียงดูดดังแผ่วเบาแต่ชวนขนลุก
หนวดที่เหลือตามเข้ามาไม่ช้า ทั้งหมดรุมดูดเลือดงูอย่างบ้าคลั่ง
ศพงูยักษ์เริ่มเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก่อนที่เถาวัลย์จะเสร็จสิ้นงาน ซูเฉินก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาเหวี่ยงมีดในมือในแนวตั้ง
ฉึบ!
เสียงเฉือนดังสนั่น เถาวัลย์ขาดเป็นสองท่อน ปลายหนวดดิ้นกระตุกก่อนจะหดหนีกลับเข้าป่าอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงครึ่งหนึ่งที่ยังดิ้นกระตุกอยู่บนพื้น ก่อนจะนิ่งไป
ซูเฉินมองภาพตรงหน้า—ศพงูที่แห้งจนเห็นกระดูก กล้ามเนื้อเหี่ยวเป็นเส้น เขาเม้มริมฝีปากแน่น
“เมื่อคืน... ถ้าเจ้ามันมาหาข้าตอนหลับ... ข้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายยังไง”
เขาเงยหน้ามองเรือนยอดไม้ เสียงลมพัดผ่านเหมือนคำเตือน
ในโลกนี้—ทุกสิ่งคือผู้ล่า และเขา... เพิ่งเริ่มเข้าใจกฎของมันเท่านั้น