บทที่ 1 : วันแรกในโลกที่ไม่รู้จัก
เสียงไก่ขันแผดก้องไปทั่วผืนป่า ยามเช้าที่ควรจะเงียบสงบกลับดังสะท้อนจนปลุกชายคนหนึ่งให้ลืมตาตื่นจากความมืด
ซูเฉินขยับตัว ลืมตาอย่างมึนงง ภาพแรกที่เห็นคือเพดานผ้าใบสีซีดเก่าที่ไม่คุ้นตา เขากระพริบตาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่ง ความรู้สึกเวียนหัวแผ่วผ่านในขมับ เขาสูดลมหายใจลึก—กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหญ้าสดโชยเข้าจมูก
“…ที่นี่มันที่ไหน?”
เขาคลานออกจากเต็นท์ทีละนิด ลมหายใจติดขัดตอนแสงแดดยามเช้าสาดเข้าตา
เบื้องหน้าเป็นป่ากว้างสุดสายตา—ต้นไม้สูงใหญ่เรียงราย ซุกรากพันกันเป็นเงา ดินใต้เท้านุ่มชื้นและเต็มไปด้วยใบไม้ร่วงที่เพิ่งเปื่อยจากฝนเมื่อคืน
ไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงคน มีเพียงเสียงนกร้อง และลมที่พัดเอื่อยผ่านหู
ความว่างเปล่ากระแทกเข้าในใจอย่างรุนแรง
ซูเฉินยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ ความคิดสับสนวนอยู่ในหัว—เมื่อคืนเขายังอยู่ในเมือง ยังอยู่ในห้องของตัวเอง… หรือเปล่า?
เขาพยายามนึกแต่ภาพสุดท้ายกลับพร่าเลือน เหมือนความทรงจำถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง
“ฝันเหรอ…” เขาพึมพำ แต่ความเย็นของลมที่ปัดผ่านแก้ม และแรงต้านของดินที่รองเท้าเหยียบ—สมจริงเกินกว่าจะเป็นฝัน
แล้วทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในหัว
“ยินดีต้อนรับ ซูเฉิน สู่โลกของเอลโดเรีย”
เสียงทุ้มเรียบเย็นราวโลหะขัดเงา “ฉันคือระบบ และหน้าที่ของคุณคือ — การทำฟาร์ม”
เขาชะงัก
“ฟาร์ม?” เสียงของตัวเองเบาหวิว “คุณพูดอะไรนะ? ฉันไม่ใช่ชาวนา…”
“คุณไม่มีสิทธิ์เลือก”
เสียงนั้นตอบอย่างไร้อารมณ์ “ความอยู่รอดของคุณขึ้นอยู่กับมัน…
เอาล่ะ — เริ่มทำฟาร์มได้”
ซูเฉินมองไปรอบๆ อย่างงุนงง ก่อนที่อากาศด้านหน้าเขาจะสั่นระริก และสิ่งของสามชิ้นก็ปรากฏขึ้น — เมล็ดผักสามเมล็ด กับมีดสารพัดประโยชน์หนึ่งเล่ม
เขาก้มมองสิ่งของในมือ “นี่มัน… ของเล่นเหรอ?”
แต่เมื่อปลายนิ้วสัมผัส ใบมีดกลับเย็นเฉียบ และหนักแน่นอย่างของจริง
ความสับสนเริ่มกลายเป็นความกลัวที่คลืบช้าๆ
ทุกอย่างกำลังบอกว่า “นี่ไม่ใช่ฝัน”
เขาหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย
ป่ารอบตัวดูหนาแน่นและเงียบจนน่ากลัว ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัว—จะมีคนอื่นไหม? เมืองอยู่ไหน? ถ้าไม่มีอาหารจะอยู่ได้กี่วัน?
【เมล็ดผัก – กินได้ – แนะนำให้ลงดิน】
ข้อความสั้นๆ ลอยขึ้นตรงหน้า
ซ้ำกันสามบรรทัด
ซูเฉินมองนิ่งอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจ “เอาวะ… ถ้ามันจะให้ทำฟาร์ม ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
เขากำมีดแน่น ใช้มันขุดดินบริเวณที่แสงแดดส่องถึง
ฉึบ—เสียงใบมีดฝังในดินอย่างง่ายดาย ราวกับผ่าดินเหนียวด้วยมีดร้อน
แรงแทบไม่ต้องออกเลย
“มีดนี่…” เขาพึมพำเบาๆ “ดีเกินไปหน่อย”
เขาขุดหลุมตื้นๆ สามหลุม หยอดเมล็ดลงไปทีละเมล็ด ฝังกลบเรียบร้อย
จากนั้นก็ยืนมองมันอย่างว่างเปล่า
“ต้อง… รดน้ำสินะ”
ไม่มีเสียงตอบกลับ
มีเพียงเสียงลมพัดกลบความเงียบ
ซูเฉินรู้ดีว่าการไม่มีน้ำอยู่ไม่ได้ เขาควรหามันก่อนค่ำ
จึงคว้ามีด เดินลัดป่าไปตามเสียงน้ำที่ได้ยินแว่วมาไม่ไกล
เสียงน้ำไหลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพบลำธารสายเล็ก น้ำใสสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เขาทรุดตัวลงคุกเข่า ตักน้ำขึ้นจิบ—อุ่นและหวานจางๆ อย่างน่าประหลาด
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดื่มอีกอึกใหญ่
“...น้ำอุ่นแบบนี้ในป่า?” เขาขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่คิดมาก ความกระหายมีมากกว่าเหตุผล
สายตาเหลือบเห็นป่าไผ่ไม่ไกล เขาเดินเข้าไป ใช้มีดฟันต้นหนึ่ง
ฉึบ! ขาดสะอาดในครั้งเดียว
เขาตัดข้อไผ่ ทำเป็นท่อสำหรับใส่น้ำ แล้วตักน้ำกลับมารดเมล็ดทั้งสามหลุม
ไม่กี่นาทีต่อมา…
ดินเริ่มขยับ ยอดสีเขียวโผล่พ้นขึ้นจากพื้น แล้วโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับมีแรงบางอย่างเร่งให้ผลิบาน
ซูเฉินเผลอก้าวถอยหลัง
ต้นไม้เหล่านั้น—ไม่สิ มันไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นเห็ด กบ และสาหร่าย... ทั้งหมดงอกขึ้นจากดินเดียวกัน
“นี่มันอะไรกันแน่…” เขาพึมพำ เสียงเบาราวกับกลัวว่าป่าจะได้ยิน
ถึงอย่างนั้น ความหิวก็เริ่มกัดกินในท้อง เขารู้ว่าต้องกินอะไรบางอย่าง ไม่เช่นนั้นคืนนี้อาจไม่มีแรงแม้แต่จะก่อไฟ
เขาเก็บเห็ดหน้าตาประหลาดนั้นมา มันชื้นแต่ไม่มีกลิ่นเน่า เขาตัดสินใจลองเสี่ยง—
“ต้องหาทางก่อไฟให้ได้ก่อน”
เขาเก็บกิ่งไม้แห้งมากอง ใช้หินและมีดพยายามจุดประกาย แต่ไม่สำเร็จ
จนกระทั่ง—ไฟลุกขึ้นที่ปลายมีดโดยไม่คาดคิด
เปลวเพลิงสว่างวาบสะท้อนในดวงตา เขาถอยหลังหนึ่งก้าว หัวใจเต้นแรง
“มัน…ตอบสนองต่อความคิดงั้นเหรอ?”
เขาจ้องมีดในมือครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ เอื้อมไปแตะเปลวไฟ มันร้อน แต่ไม่ถึงกับแผดเผา
เขาหายใจลึก แล้วนำมีดไปจ่อกองฟืน ไฟลามติดอย่างรวดเร็ว
กลิ่นไม้ไหม้ผสมกับกลิ่นเห็ดที่ย่างบนเปลวไฟลอยอบอวล
เขานั่งนิ่งเงียบ มองไฟสะท้อนบนเห็ดชิ้นนั้น จนกระทั่งกลิ่นหอมแตะจมูก
กัดคำหนึ่ง — รสชาติคล้ายไก่ย่างที่เขาเคยกินในโลกเดิม
“ใช้ได้…” เขาพึมพำเบาๆ
ร่างกายอุ่นขึ้น ความเหนื่อยล้าคลายลงเล็กน้อย
แต่พอฟ้าค่ำ เขาก็เริ่มรู้ว่า…
ป่าที่ดูอบอุ่นกลางวัน กลับอึดอัดและเย็นเยียบเมื่อแสงหายไป
เขาต้องหาที่หลบภัย
ซูเฉินใช้มีดตัดต้นไม้ใหญ่ ผ่าเป็นโพรงพอให้นอนเข้าไปได้ หลังจากใช้แรงไปหลายชั่วโมง ร่างกายเกือบหมดเรี่ยวแรง แต่สุดท้ายก็สำเร็จ
เขาก่อไฟหน้าโพรง และนั่งเฝ้ามันจนดึก
เสียงแมลงแว่วมาไกลๆ พระจันทร์สองดวง—หนึ่งสีฟ้า หนึ่งสีน้ำเงิน—ลอยอยู่บนฟ้า ส่องแสงลงบนโลกที่เขาไม่รู้จัก
ซูเฉินนั่งนิ่ง มองเปลวไฟไหวระริก มือกำมีดแน่น
“ตราบใดที่ยังมีแรง… ข้าจะไม่ตายที่นี่”
ไฟสะท้อนแววตาที่เริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย
และนั่นคือคืนแรกของเขาในโลกเอลโดเรีย —
คืนที่เขาเริ่มยอมรับว่าความจริงนี้ หนีไม่พ้นอีกต่อไป
