บทที่ 26: การสอบย่อยมาถึงแล้ว
เวลา คือผู้ตัดสินที่ยุติธรรมที่สุดในโลกใบนี้ มันไม่เคยหยุดนิ่งหรือเร่งความเร็วตามความปรารถนาของใคร
สำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ ช่วงเวลาระหว่างพายุในห้องพักครูจนถึงการสอบย่อยครั้งแรก เป็นเพียงบทเรียนธรรมดาๆ ในชีวิตมัธยมปลายที่แสนเรียบง่าย เข้าเรียน เลิกเรียน ทำโจทย์ สอบ วนเวียนไปวันแล้ววันเล่าอย่างไร้แรงกระเพื่อม
ทว่าสำหรับห้อง ม.4 ห้อง 14 โดยเฉพาะสำหรับ หลินเทียน นี่คือช่วงเวลาแห่งการถูกบีบอัด แผดเผา และสูดรีดเรี่ยวแรงในทุกนาทีทุกวินาทีออกมาจนหยดสุดท้าย
วิธีการเรียนแบบ “การโจมตีจากมิติที่เหนือกว่า” ของหยางหมิงอวี่นั้น โหดเหี้ยมจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ความปราณี
โจทย์ที่เขาให้หลินเทียนทำ ไม่ใช่ข้อสอบจำลองทั่วไป แต่มันคือโจทย์ที่เขา “ถอดรหัส” ออกมาจากความทรงจำในชาติก่อน ซึ่งเป็นโจทย์ข้อสุดท้ายของภาคสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกหลายปีข้างหน้า หรือแม้กระทั่งโจทย์ระดับตำนานจากการแข่งขันโอลิมปิกระดับชาติ โจทย์เหล่านี้มีมุมมองที่ซับซ้อน ตรรกะที่วกวน และการคำนวณที่มหาศาลเกินกว่าที่นักเรียน ม.4 ทั่วไปจะเข้าใจได้
วันแรก หลินเทียนจ้องมองข้อสอบที่ราวกับ “คัมภีร์ต่างดาว” เขานั่งนิ่งตลอดทั้งคาบเรียนเสริมช่วงค่ำ สมองขาวโพลน เขียนไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว ความรู้สึกไร้พลังนั้นรุนแรงยิ่งกว่าตอนถูกพ่อริบหนังสือเสียอีก เขาเริ่มสั่นคลอนต่อเดิมพันของหยางหมิงอวี่เป็นครั้งแรก
วันที่สอง หยางหมิงอวี่ไม่ได้เฉลยคำตอบให้เขา เขาทำเพียงลิสต์ “จุดความรู้” ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโจทย์ข้อนั้นออกมา ตั้งแต่นิยามพื้นฐานของมัธยมต้น ไปจนถึงแนวคิดคณิตศาสตร์ขั้นสูงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์เรียน แผ่กางออกมาตรงหน้าหลินเทียนราวกับแผนที่ขุมทรัพย์ยักษ์
“ภารกิจของเธอไม่ใช่การแก้โจทย์ข้อนี้ให้ได้” เสียงของหยางหมิงอวี่นิ่งและชัดเจน “แต่คือการทำความเข้าใจ ‘ตัวต่อ’ แต่ละชิ้นที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นโจทย์ข้อนี้ เมื่อไหร่ที่เธอจำแนกตัวต่อเหล่านี้ได้ครบ โจทย์มันจะคลี่คลายออกมาเอง”
และแล้ว หลินเทียนก็เริ่มกระบวนการ “แยกส่วนตัวต่อ”
เขาทำตัวเหมือนนักล่าขุมทรัพย์ที่คลั่งไคล้ เดินตามแผนที่ที่หยางหมิงอวี่วาดไว้ กัดไม่ปล่อยทีละจุดความรู้ เพื่อจะเข้าใจแนวคิด “แคลคูลัส” ในการแก้โจทย์ เขาถึงกับรื้อหนังสือมหาวิทยาลัยในห้องสมุดมาอ่านจนหมด เพื่อจะเข้าใจโมเดลเรขาคณิตสามมิติที่ซับซ้อน เขาถึงกับใช้ลวดและดินน้ำมันมาปั้นโมเดลของจริงขึ้นมาด้วยมือตัวเอง
เขาจมดิ่งลงไปอย่างสมบูรณ์
เขาพบว่า ความสะใจในการแก้โจทย์ฟิสิกส์ระดับท็อปได้สำเร็จนั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าการคุมกองทัพในสมรภูมิเกมเพื่อบดขยี้คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย
เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในห้อง ต่างกลายเป็นประจักษ์พยานในการฝึกฝนอันบ้าคลั่งนี้ พวกเขาเห็นหลินเทียนทำตัวเหมือนคนบ้า เขียนสัญลักษณ์ที่พวกเขาอ่านไม่ออกลงบนสมุดร่าง พึมพำคำศัพท์ที่พวกเขาไม่เคยได้ยิน เห็นดวงตาของเขาซูบโหลและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แต่เปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ในแววตานั้นกลับเจิดจ้าขึ้นทุกวัน
ภายใต้แรงผลักดันไร้เสียงจากหลินเทียน บรรยากาศของห้อง 14 ทั้งห้องก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ลุ่มลึก แม้ส่วนใหญ่จะยังฟังครูไม่รู้เรื่อง ทำโจทย์ไม่ได้ แต่พวกเขาไม่กล้านอนหลับหรืออ่านนิยายอย่างสบายใจเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พวกเขาเริ่มหยิบปากกาขึ้นมา อย่างน้อยก็ขีดเส้นใต้ในหนังสือมั่วๆ พวกเขาเริ่มรักษาความเงียบในช่วงเรียนเสริม แม้จะทำได้แค่จ้องโจทย์ที่แก้ไม่ออกจนเหม่อลอยก็ตาม
พวกเขาไม่อยากเป็นตัวถ่วง พวกเขาไม่อยากให้ครูที่กู้ศักดิ์ศรีมาให้พวกเขา และเพื่อนที่กำลังสู้เพื่อศักดิ์ศรีของครู ต้องกลายเป็นเรื่องตลกที่ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเมื่อสายตาทั้งโรงเรียนจับจ้องมาที่ห้อง 14
สิ่งที่เรียกว่า “เกียรติยศของส่วนรวม” กำลังหยั่งรากฝังลึกในดินแดนที่เคยแห้งแล้งแห่งนี้อย่างมั่นคง
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา เสียงระฆังการสอบย่อยครั้งแรกก็ดังขึ้นตามนัด
สนามสอบถูกจัดระเบียบอย่างเคร่งครัด นักเรียนในชั้นปีถูกสุ่มกระจายไปตามห้องต่างๆ นักเรียนห้อง 14 เหมือนกลุ่มทหารใหม่ที่ได้รับอุปกรณ์ซ่อมซ่อกำลังก้าวเข้าสู่สนามรบ ส่วนใหญ่ยังคงตื่นเต้นและมึนงง เมื่อได้รับข้อสอบ หลายคนยังคงมืดแปดด้าน รู้จักตัวอักษรทุกตัวแต่พอรวมกันแล้วกลับดูเหมือนภาษาต่างดาว
พวกเขาทำได้เพียงทำตามคำสั่งเสียสุดท้ายของอาจารย์หยางก่อนสอบ: สู้ให้สุดตัว เก็บแต้มจากโจทย์พื้นฐานที่มั่นใจมาให้ได้ทีละคะแนน
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องสอบที่ 1 ซึ่งเต็มไปด้วยเด็กกิฟต์เตดและถูกขนานนามว่า “กลุ่มแห่งความตาย” บรรยากาศกลับเคร่งเครียดและเยือกเย็นยิ่งกว่า ที่นี่คือศูนย์รวมของหัวกะทิ รวมถึงลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจที่สุดของหลิวเฟิง—อันดับ 1 ของสายชั้น หลี่ฮ่าว
หลี่ฮ่าวเป็นเด็กหนุ่มสวมแว่นที่มีท่าทางยะโส เขาชินกับการเป็นผู้ชนะในสนามสอบ ชินกับการใช้คะแนนที่ทิ้งห่างคนอื่นมองเหยียดบรรดา “คู่แข่ง” เมื่อเขาเห็นหลินเทียน เจ้าเด็กติดเกมจากห้อง 14 นั่งอยู่เฉียงๆ ทางด้านหลัง มุมปากของเขาก็แสยะยิ้มดูแคลน
เขาได้ยินเรื่องเดิมพันที่น่าขำนั่นมาแล้ว คณิต-ฟิสิกส์ 180 คะแนน? เรื่องตลกสิ้นดี ตัวเขาเองที่เก่งที่สุดตอนมัธยมต้นยังทำได้แค่ 190 ต้นๆ เด็กบ๊วยคนหนึ่งบังอาจคิดจะปีนขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียวงั้นเหรอ?
เสียงสัญญาณเริ่มสอบดังขึ้น หลี่ฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เข้าสู่สภาวะพร้อมรบ เขาหยิบปากกาประดุจแม่ทัพผู้เจนศึก เริ่มบุกยึดพื้นที่ในข้อสอบอย่างรวดเร็ว โจทย์ปรนัยและเติมคำถูกเขาทำลายล้างอย่างต่อเนื่องโดยไร้แรงต้านทาน เขาเงยหน้าขึ้นเป็นระยะเพื่อสังเกต “คู่ต่อสู้” รอบกายตามนิสัย และเขาเห็นนักเรียนส่วนใหญ่กำลังเขียนกันยิกๆ แต่เจ้าคนชื่อหลินเทียนกลับนั่งนิ่ง
หลินเทียนยังไม่เริ่มลงมือเขียน เขาเพียงแต่มองข้อสอบอย่างสงบ แววตานิ่งดุจผิวน้ำ เขาใช้เวลา 5 นาทีเต็มในการกวาดสายตาดูข้อสอบคณิตศาสตร์ทั้งฉบับตั้งแต่ต้นจนจบ
ท่าทางนี้ในสายตาของหลี่ฮ่าว คือพฤติกรรมมาตรฐานของเด็กเรียนห่วยที่กำลังสติแตก—เพราะทำไม่ได้เลยสักข้อ เลยทำได้แค่จ้องโจทย์ไปเรื่อยๆ เพื่อฆ่าเวลา ทว่าสิ่งที่เขาไม่เห็นคือ ภายในสมองของหลินเทียน “แผนผังโครงสร้าง” ของข้อสอบชุดนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว จุดประสงค์ของโจทย์แต่ละข้อ ระดับความยาก เส้นทางการแก้ปัญหา ทั้งหมดถูกวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ด้วยระบบ “ตรรกะโปรแกรมเมอร์” ของเขาเรียบร้อยแล้ว
5 นาทีผ่านไป หลินเทียนเริ่มขยับ มือของเขานิ่งมาก ความเร็วในการเขียนไม่เร็วนัก แต่ทุกตัวอักษรและทุกสูตรที่เขียนลงไปกลับดูมั่นคงและแม่นยำ เขาไม่ได้เหมือนคนที่กำลังแก้โจทย์ แต่เหมือนคนที่กำลัง “คัดลอก” โปรแกรมที่เข้าใจปรุโปร่งอยู่ในหัวออกมาลงบนกระดาษมากกว่า
อาจารย์คุมสอบห้องที่ 1 บังเอิญเป็น หลิวเฟิง เขาจงใจขอหัวหน้าฝ่ายปกครองมาคุมห้องนี้เอง เพื่อที่จะรอดูด้วยตาตัวเองว่าหลินเทียน “อัจฉริยะ” ที่หยางหมิงอวี่คุยโม้ไว้นักหนา จะถูกกระชากหน้ากากออกต่อหน้าบททดสอบที่แท้จริงอย่างไร
เขาเดินเอามือไพร่หลังวนไปมาในห้อง เสียงฝีเท้าสร้างความกดดันให้เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เป้าหมายที่เขา “ดูแลเป็นพิเศษ” ย่อมหนีไม่พ้นหลินเทียน
ครั้งแรกที่เดินผ่าน เขาเห็นหลินเทียนยังทำโจทย์ปรนัยอยู่ หลิวเฟิงยิ้มเยาะในใจ: “หึ ความเร็วต่ำแบบนี้ พื้นฐานคงเน่าหนอนสินะ”
ครั้งที่สองที่เดินผ่าน เขาเห็นหลินเทียนเริ่มทำโจทย์ข้ออัตนัย ในสมุดร่างมีการวาดเส้นประช่วยคำวาดที่ดูดีมีหลักการ แต่เขาก็ยังไม่ยี่หระ: “สร้างภาพไปเถอะ เจอโจทย์ใหญ่ข้างหลังแกได้ฝันร้ายแน่”
ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความมั่นใจและการเยาะเย้ยบนใบหน้าของหลิวเฟิงเริ่มแข็งค้าง เขาเห็นอะไร? เขาเห็นปลายปากกาของหลินเทียนแทบไม่หยุดพักเลย เขาเห็นขั้นตอนการคำนวณในกระดาษร่างที่ชัดเจน เรียบง่าย และทรงประสิทธิภาพ ไม่มีคำอธิบายที่เยิ่นเย้อแม้แต่นิดเดียว เขาเห็นหลินเทียนเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ทำเอาเด็กกิฟต์เตดต้องขมวดคิ้ว แต่บนหน้าเด็กคนนี้กลับไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนก มีเพียงสมาธิที่แน่วแน่จนน่ากลัว
เป็นไปได้ยังไง? เด็กบ๊วยคนหนึ่ง จะมีความสามารถในการแก้โจทย์และสภาวะจิตใจที่มั่นคงขนาดนี้ได้ยังไง? ลางสังหรณ์ที่ไม่เป็นมงคลเริ่มผุดขึ้นในใจของหลิวเฟิงเป็นครั้งแรก
เหลือเวลาอีก 15 นาทีจะหมดเวลาสอบ นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องสอบกำลังถูกโจทย์ “ข้อพิเศษ” ข้อสุดท้ายทรมานจนแทบกระอักเลือด โจทย์ข้อนี้ยากระดับมหาโหด มันถูกดัดแปลงมาจากปัญหาเบื้องต้นของการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อใช้คัดแยกกลุ่ม “เทพเจ้า” ออกจากนักเรียนทั่วไปอย่างเด็ดขาด
หลี่ฮ่าวติดอยู่ที่โจทย์ข้อนี้มา 10 นาทีแล้ว เขาใช้วิธีทุกอย่างที่นึกออก ตั้งสมการหลายชั้น แต่สุดท้ายก็ไปตันอยู่ที่ทางตัน เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก ความรู้สึกพ่ายแพ้เริ่มกัดกินสมอง ทว่าในจังหวะนั้นเอง เขาได้ยินเสียง “สาก... สาก...” ของปลายปากกาที่ลากผ่านกระดาษจากด้านหลัง
เขาหันไปมองโดยสัญชาตญาณ เห็นหลินเทียนยังคงมีสีหน้าจดจ่อ และกำลังคำนวณขั้นตอนสุดท้ายในกระดาษร่าง และภายใต้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของหลี่ฮ่าว... หลินเทียนก็หยุดปากกาลง เขามองดูคำตอบสุดท้ายในกระดาษร่าง มุมปากค่อยๆ หยักยิ้มออกมาด้วยความสะใจ
โจทย์ข้อพิเศษที่คนทั้งโรงเรียนอาจจะไม่มีใครแก้ได้... เขาแก้ได้แล้ว! เขาไม่เพียงแต่แก้ได้ แต่เขายังรู้สึกว่ามันค่อนข้างง่าย เพราะหัวใจสำคัญของโจทย์ข้อนี้คือแนวคิด “การเปลี่ยนโมเดล” (Model Transformation) ซึ่งอาจารย์หยางเพิ่งจะสอนเขาผ่านโจทย์แข่งขันที่ยากกว่านี้ถึง 10 เท่าเมื่อสามวันก่อน!
หลินเทียนวางปากกา ตรวจทานข้อสอบและกระดาษคำตอบอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงอย่างสงบ ในหัวของเขา ปรากฏภาพใบหน้าที่นิ่งเฉยของอาจารย์หยาง และแผ่นหลังที่คอยบังลมฝนให้เขาในห้องพักครูวันนั้น
“อาจารย์ครับ...” เขาพึมพำในใจ “ศึกแรก... ผมเก็บชัยชนะมาได้แล้ว”
ทว่า ท่าทาง “นอนแผ่” ราวกับคนส่งกระดาษเปล่าของเขาในสายตาของหลิวเฟิง กลับถูกตีความไปในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
“หึ สุดท้ายก็ถอดใจจนได้สินะ” หลิวเฟิงถอนหายใจอย่างโล่งอก หินที่ถ่วงอยู่ในใจมลายหายไป รอยยิ้มเยาะเย้ยกลับมาประดับบนหน้าอีกครั้ง ในใจเขาเริ่มร่างบทพูดเปิดงาน “พิธีขอขมา” ของหยางหมิงอวี่เรียบร้อยแล้ว