toonico

(นิยายแปล) ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 16: บทที่ 16: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนต้น): อนาคตมีค่าเป็นทองคำ

#016

บทที่ 16: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนต้น): อนาคตมีค่าเป็นทองคำ

บทที่ 16: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนต้น): อนาคตมีค่าเป็นทองคำ

บ่ายวันศุกร์ เสียงกระดิ่งคาบเรียนอิสระคาบสุดท้ายถูก "ตัดฉับ" โดยฝีมือของหยางหมิงอวี่ก่อนเวลาเล็กน้อย

เขาหิ้วแล็ปท็อปเดินเข้าห้องเรียน เริ่มเปิดฉากการประชุมชั้นเรียนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของห้อง ม.4 ห้อง 14

พวกนักเรียนต่างมีปฏิกิริยาเฉยเมย ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา การประชุมห้องก็มีแค่สองเรื่องวนไปวนมา: หนึ่งคือครูประจำชั้นมาเทศนาเรื่องระเบียบวินัย ความสะอาด หรือสั่งห้ามเรื่องรักในวัยเรียน สองคือหัวหน้าห้องขึ้นมาประกาศเรื่องการส่งงานของสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมประจานรายชื่อพวก "ตัวปัญหา" ไม่กี่คน

สรุปง่ายๆ มันก็คือการ "สวดมนต์" ในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นแหละ ทั้งน่าเบื่อและชวนง่วงนอนเป็นที่สุด

หลายคนจัดแจงท่านั่งในท่าที่สบายที่สุด เตรียมงีบหลับให้เต็มอิ่มตลอดสี่สิบห้านาทีนี้ แม้แต่หลินเทียนเองก็แค่ปรายตามอง พอเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรก็ก้มหน้ากลับไปสนใจเครื่องเกมใต้โต๊ะต่อตามเดิม

ทว่า การขยับตัวของหยางหมิงอวี่หลังจากนั้นกลับทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ

เขาไม่ได้เปิดสมุดระเบียบวินัยนักเรียนเล่มหนาเตอะ และไม่ได้หยิบรายชื่อนักเรียนที่เก่าจนเริ่มเหลืองออกมา เขาเสียบปลั๊กไฟอย่างชำนาญ เปิดเครื่องโปรเจกเตอร์ เสียงพัดลมระบายความร้อนดัง "วึ้งๆ" พร้อมกับลำแสงสว่างจ้าที่ฉายลงบนกระดานดำที่ถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม

สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่กฎระเบียบหรือคำขวัญปลุกใจ แต่มันคือแผนภูมิเส้นหลากสีสัน และโลโก้ภาษาอังกฤษไม่กี่ตัวที่ดูแปลกตาสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ในยุคนั้น—SINA, SOHU, NETEASE

"มีใครรู้จักไอ้พวกนี้บ้างไหม?" หยางหมิงอวี่ยืนอยู่ข้างโพเดียม ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

เบื้องล่างเต็มไปด้วยความมึนตึ้บ มีเด็กผู้ชายไม่กี่คนที่พอจะรู้เรื่องคอมพิวเตอร์บ้าง รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นโลโก้พวกนี้ผ่านตา แต่ก็พูดไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่

"อาจารย์ครับ นั่นมันชินล่าง (Sina), โซวหู (Sohu) แล้วก็ว่างอี้ (NetEase) ไม่ใช่เหรอครับ? พวกเว็บไซต์ที่เอาไว้เล่นเน็ตน่ะ" เสียงหนึ่งดังมาจากแถวหลัง เป็นเสียงของหวังฮ่าว พ่อหนุ่มไฮโซนั่นเอง เขาอาศัยความที่บ้านมีคอมพิวเตอร์และท่องเน็ตมาตั้งแต่ไก่โห่ เลยได้โอกาสโชว์ภูมิความรู้ด้วยน้ำเสียงที่เจือความภาคภูมิใจ

"ถูกต้อง" หยางหมิงอวี่พยักหน้าชม "นักเรียนหวังฮ่าวพูดถูก นี่คือสามบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) ของอเมริกาอยู่ในตอนนี้ ถ้าอย่างนั้นผมขอถามต่ออีกคำถามนะ" เขาชี้ไปที่แผนภูมิที่พุ่งขึ้นลงราวกับรถไฟเหาะ "พวกเธอรู้ไหมว่าในอีกสิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า ไอ้พวกนี้มันจะกลายเป็นยังไง?"

คำถามนี้หลุดวงโคจรการรับรู้ของเด็กๆ ไปโดยสิ้นเชิง สิบปีเหรอ? ยี่สิบปีเหรอ? มันดูห่างไกลเกินฝัน สำหรับเด็กวัยสิบห้าสิบหก การสอบในอาทิตย์หน้าก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกแล้ว ใครจะไปนั่งคิดเรื่องอีกสิบปีข้างหน้ากันล่ะ?

"พวกเธอรู้ไหมว่า ในอนาคต อุตสาหกรรมที่ทำเงินได้มากที่สุดคืออะไร?"

เสียงของหยางหมิงอวี่ไม่ได้ดังมาก แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังประหลาดที่แหวกมวลอากาศอันอึดอัดในห้องเรียนออกมา แม้แต่หลินเทียนที่เอาแต่ก้มหน้าเล่นเกมก็ยังอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสนใจ เขารู้สึกได้ทันทีว่า สิ่งที่อาจารย์ประจำชั้นคนนี้กำลังจะพูด มันไม่เหมือนกับบทเทศนาที่เขาเคยฟังมาทั้งชีวิต

เมื่อมองดูใบหน้าเยาว์วัยที่บ้างก็งงงวย บ้างก็อยากรู้ หรือบ้างก็ไม่ใส่ใจเหล่านั้น มุมปากของหยางหมิงอวี่ก็หยักยิ้มอย่างมีเลศนัย

"วันนี้ คาบโฮมรูมของเราจะไม่คุยเรื่องระเบียบวินัย และไม่คุยเรื่องผลการเรียน"

เขาเว้นจังหวะ แล้วโยนหัวข้อของวันนี้ออกมาทีละคำ ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของนักเรียนทุกคน

"เราจะมาคุยกันว่า... พวกเธอแต่ละคน ในอนาคต... จะมี ‘ค่าตัว’ เป็นเงินเท่าไหร่"

"ฮือออ—!"

ห้องเรียนระเบิดเสียงอุทานและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาทันทีแบบคุมไม่อยู่ "มีค่าเป็นเงินเท่าไหร่? นี่พวกเราจะถูกเอาไปขายเหรอครู?" "อาจารย์บ้าไปแล้วแน่ๆ มาคุยเรื่องเงินในคาบโฮมรูมเนี่ยนะ?" "หน้าเงินไปป่ะครู..."

โลกทัศน์ของนักเรียนถูกสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในระบบการศึกษาที่พวกเขาได้รับมา คำว่า "เงิน" มักจะเป็นคำที่ดูไม่ค่อยสง่างามนัก อาจารย์มักจะสอนให้พวกเขาวิ่งตามอุดมการณ์ เสียสละเพื่อสังคม และไม่ยึดติดกับลาภยศเงินทอง

การที่ใครสักคนอย่างหยางหมิงอวี่ กล้าลากเอา "มูลค่าของเงิน" มาตั้งเป็นหัวข้อสนทนากลางห้องเรียนแบบโต้งๆ และสง่างามขนาดนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกในชีวิต

"เงียบก่อน" หยางหมิงอวี่เคาะโพเดียมเบาๆ "ผมรู้ว่าพวกเธอรู้สึกแปลกใจ หรืออาจจะมองว่ามันดูหน้าเงิน แต่พวกเธอต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งนะ: เราใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแห่งความเป็นจริง ในอนาคตพวกเธอต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต้องทำความฝันให้เป็นจริง ต้องทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้หนีไม่พ้นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ... มูลค่า"

"มูลค่าที่ว่านี้ รวมไปถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณที่พวกเธอสร้างให้สังคม และมูลค่าทางวัตถุที่สังคมมอบกลับคืนมาให้พวกเธอ ซึ่งนั่นก็คือ ‘เงิน’ "

"หลายคนกระดากอายที่จะพูดเรื่องเงิน มองว่ามันดูงก แต่ในมุมมองของผม การกล้าเผชิญหน้ากับมูลค่าของตัวเอง และพยายามเพิ่มพูนมันให้มากขึ้นต่างหาก คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง"

สายตาของเขาค่อยๆ กวาดมองไปทั่วห้อง และในที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่หวังฮ่าว พ่อหนุ่มไฮโซที่เพิ่งขิงความรู้ไปเมื่อครู่

"นักเรียนหวังฮ่าว ลองบอกหน่อยสิ เธอคิดว่าตัวเธอในอนาคต จะมีค่าเป็นเงินสักเท่าไหร่?"

หวังฮ่าวถึงกับเหวอเมื่อถูกเรียกชื่อกะทันหัน แต่เขาก็รีบยืดอกตอบด้วยน้ำเสียงโอ้อวดตามสไตล์ "ผมเหรอ? พ่อผมบอกว่าบริษัทท่านน่ะต่อไปก็เป็นของผมยังไงมันก็น่าจะค่าสัก... หลายสิบล้านมั้งครับ?"

คำพูดของเขาเรียกเสียง "โอ้โห" ด้วยความอิจฉาจากเพื่อนๆ เบื้องล่าง

"ดีมาก" หยางหมิงอวี่พยักหน้าแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนจะกดเมาส์เปลี่ยนสไลด์ถัดไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือชื่อบริษัทที่ในตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก หรือบางบริษัทยังไม่ก่อตั้งด้วยซ้ำ: TENCENT, ALIBABA, BAIDU

"นักเรียนหวังฮ่าว บริษัทของคุณพ่อน่ะเก่งมาก แต่ถ้าผมบอกเธอว่า บริษัทพวกนี้ในอนาคตจะมีมูลค่าการตลาดมากกว่าบริษัทของพ่อเธอเป็นร้อยเท่า หรืออาจจะถึงพันเท่า เธอจะเชื่อไหม?"

"เป็นไปไม่ได้!" หวังฮ่าวโพล่งออกมา "บริษัทบ้าบออะไรกัน ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลยสักนิด!"

"การที่เธอไม่เคยได้ยิน ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง และไม่ได้แปลว่ามันไม่เจ๋ง" น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่ยังคงมั่นคง "สิ่งที่ผมอยากจะบอกเธอ มันตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อเธอพยายามจะบอกโดยสิ้นเชิง ทรัพย์สมบัติที่เธอมีเป็นที่พึ่งอยู่ในตอนนี้ เมื่อต้องเผชิญกับคลื่นแห่งยุคสมัย มันอาจจะเปราะบางจนพังทลายได้ในพริบตา แต่สิ่งที่จะทำให้เธอ ‘มีค่า’ จริงๆ ไม่ใช่ว่าเธอรับมรดกมาเท่าไหร่ แต่มันคือเธอสร้างขึ้นมาได้เท่าไหร่ มันคือสิ่งที่เธอครอบครองไว้และไม่มีใครสามารถพรากไปจากเธอได้... นั่นก็คือ ความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์"

หวังฮ่าวถึงกับจุกจนพูดไม่ออก เขาอ้าปากค้างแต่หาคำโต้แย้งไม่ได้ หยางหมิงอวี่ไม่ได้มองเขาต่อ แต่เบนสายตาไปที่อีกมุมหนึ่ง ไปที่หลินเทียนที่กำลังจะก้มหน้ากลับไปหาเกมเพราะเห็นว่าเรื่องที่อาจารย์พูดไม่เกี่ยวกับตัวเอง

"หลินเทียน"

ร่างของหลินเทียนแข็งทื่อไปวูบหนึ่งอย่างสังเกตเห็นได้ยาก เขาไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเรียกชื่อด้วย

"เธอคิดว่า เกมที่เธอหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นอยู่ทุกวันนี้... มันมีค่าเป็นเงินเท่าไหร่?" หยางหมิงอวี่ถาม

คำถามนี้เรียกเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความดูแคลนขึ้นจางๆ ในชั้นเรียน ในสายตาของทุกคน เกมคือคำนิยามของการเสียเวลาและเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

หลินเทียนไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขมวดคิ้ว แววตาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกต่อต้านที่ถูกรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว หยางหมิงอวี่ยิ้มบางๆ แล้วกดเปลี่ยนสไลด์

บนหน้าจอปรากฏโลโก้เกมที่จะโด่งดังไปทั่วโลกในอีกสิบกว่าปีให้หลัง—League of Legends, Honor of Kings, PUBG

"ถ้าผมบอกเธอว่า สิ่งที่เธอเล่นอยู่ในตอนนี้ มันเป็นเพียงแค่รากฐานที่ล้าสมัยที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ล่ะ ในอนาคต จะมีกีฬาประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ‘อีสปอร์ต’ (E-sports) ซึ่งนักกีฬาอาชีพระดับท็อปจะมีรายได้ต่อปีถึงหลักสิบล้าน จะมีอาชีพที่เรียกว่า ‘นักออกแบบเกม’ ที่เขาสามารถสร้างเกมหนึ่งเกมที่ทำมูลค่าทางธุรกิจได้เป็นหมื่นล้าน พรสวรรค์ด้านเกมที่เธอภูมิใจนักหนาในตอนนี้ ถ้าเราเปลี่ยนชื่อเรียกมันใหม่ มันจะถูกเรียกว่า ‘ตรรกะการเขียนโปรแกรม’ และ ‘ศักยภาพด้านอีสปอร์ต’ ซึ่งพรสวรรค์นี้ ในอนาคตจะมีมูลค่าเป็นล้าน หรืออาจจะถึงสิบล้านเลยก็ได้นะ"

ดวงตาของหลินเทียนเบิกโพลงขึ้นทันที

เขามองดูโลโก้เกมเหล่านั้นที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ฟังคำบรรยายจากปากของหยางหมิงอวี่ที่ดูราวกับนิทานหลอกเด็ก หัวใจของเขาเป็นครั้งแรกที่เต้นรัวแรงเพราะเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เกม มันคือความรู้สึกสะท้านสะเทือนราวกับมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด...

ที่แท้ สิ่งที่ฉันทำอยู่ทุกวันไม่ใช่เรื่องไร้ค่า... แต่มันคือ ‘ขุมทรัพย์’ งั้นเหรอ?

สนับสนุนผู้เขียน

หากคุณชอบตอนนี้ สามารถให้กำลังใจผู้เขียนได้ ของขวัญมีผลต่อการจัดอันดับเรื่องด้วยนะ!

1 ยอดอ่าน0 ความคิดเห็น0 การสนับสนุน

ความคิดเห็น
0

U

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!