toonico

(นิยายแปล) ให้ผมมาคุมห้องบ๊วย แต่ดันช่วยให้กอดคอกันติดมหาลัยได้ยกชั้น!

ตอนที่ 17: บทที่ 17: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนจบ): จุดไฟแห่งพรสวรรค์

#017

บทที่ 17: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนจบ): จุดไฟแห่งพรสวรรค์

บทที่ 17: คาบโฮมรูมครั้งแรก (ตอนจบ): จุดไฟแห่งพรสวรรค์

หัวใจของหลินเทียนเต้นโครมครามอยู่ในทรวงอก มันคือความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความตกตะลึง ความปีติยินดี และความเหลือเชื่อ ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกเขาว่า สิ่งที่เขารักและหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นนั้นไม่ใช่ยาพิษ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระที่ทำลายอนาคต แต่มันคือขุมทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

แสงสว่างนี้มันช่างเจิดจ้าเสียจนเขาเกิดอาการมึนงงไปชั่วขณะ

หยางหมิงอวี่ไม่ปล่อยให้เขาจมอยู่กับความตกตะลึงนานนัก สายตาของเขากวาดมองไปทั่วห้อง และล็อกเป้าหมายถัดไปได้อย่างแม่นยำ

เด็กสาวที่นั่งอยู่ที่แถวสอง เธอกำลังใช้มีดคัตเตอร์อันเล็กบรรจงกรีดลวดลายบางอย่างลงบนมุมโต๊ะอย่างจดจ่อ—จ้าวหมิ่น

“จ้าวหมิ่น”

เสียงของหยางหมิงอวี่ไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน

จ้าวหมิ่นที่กำลังตั้งใจแกะสลักไม้ชะงักมือที่ถือมีดทันที เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและสงสัย

สายตาของทั้งห้องพุ่งเป้าไปที่เด็กสาวที่ถูกตราหน้าว่า “ยัยตัวแสบ” ในทันที หลายคนตั้งตารอดูเรื่องสนุก อยากจะรู้ว่าคนที่กล้าแม้แต่จะต่อปากต่อคำกับหัวหน้าฝ่ายปกครองอย่างเธอ จะรับมือกับการ “ประเมินราคา” ของหยางหมิงอวี่อย่างไร

“เธอใช้มีดเก่งนะ” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่ราบเรียบ เหมือนแค่การบอกเล่าความจริงทั่วไป “มือของเธอ... นิ่งมาก”

จ้าวหมิ่นไม่พูดอะไร เธอเพียงแต่เม้มริมฝีปากแน่น แววตาทวีความระแวดระวังมากขึ้นกว่าเดิม

“นิสัยของเธอก็ดูเย็นชาดี” หยางหมิงอวี่พูดต่อ “เปิดเทอมมาหลายวัน ผมไม่เคยเห็นเธอยิ้ม และไม่เคยเห็นเธอแสดงความลนลานออกมาเลยสักครั้ง ต่อให้วันแรกผมจะแฉเรื่องที่เธออดนอนดูแลคนที่บ้าน เธอก็แค่ตกใจแต่ไม่ได้สติแตก”

คำพูดนี้ทำให้เพื่อนร่วมชั้นเริ่มซุบซิบกันเบาๆ พวกเขาเริ่มรู้แล้วว่าภายใต้ท่าทางที่ดู “รั้น” ของจ้าวหมิ่น มีเรื่องราวชีวิตแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย

สีหน้าของจ้าวหมิ่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือที่กำมีดคัตเตอร์อยู่เผลอเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หยางหมิงอวี่ก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว ลดเสียงลงเล็กน้อยแต่ก็ยังดังพอให้คนทั้งห้องได้ยิน

“เธอคิดว่า นิสัยที่ทั้งเย็นชาและดื้อรั้นแบบนี้ กับมือที่นิ่งจนน่าเหลือเชื่อของเธอ... ในอนาคตมันจะมีค่าเป็นเงินเท่าไหร่?”

ยังไม่ทันที่จ้าวหมิ่นจะตอบ หยางหมิงอวี่ก็ชิงตอบให้เสร็จสรรพ

“ผมจะบอกให้ มีอาชีพหนึ่งที่เรียกว่า ศัลยแพทย์ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญในทุกๆ วัน คือบาดแผลที่เหวอะหวะ คือคนไข้ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความตาย คือญาติมิตรที่แบกความกดดันมาเต็มบ่า อาชีพนี้ไม่ต้องการความอ่อนไหว ไม่ต้องการความลังเลสิ่งที่ต้องการคือความเยือกเย็นถึงขีดสุด ต้องการจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า และที่สำคัญที่สุด... ต้องการมือที่ไม่สั่นแม้แต่เพียงนิดเดียวภายใต้ความกดดันมหาศาล”

เขาจ้องมองจ้าวหมิ่น แววตาราวกับจะมองทะลุเปลือกนอกที่แข็งกระด้างเข้าไปถึงเนื้อในที่อ่อนโยนของเธอ

“ความนิ่งและความมั่นคงที่เธอใช้กรีดโต๊ะอยู่ในตอนนี้ ในอนาคตมันสามารถเปลี่ยนเป็นมีดผ่าตัดที่ใช้ช่วยชีวิตคนบนเตียงผ่าตัดได้ ความดื้อรั้นที่เธอใช้ต่อต้านโลกใบนี้ ในอนาคตมันสามารถเปลี่ยนเป็นความทรหดที่จะยื้อชีวิตคนมาจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ มูลค่าของศัลยแพทย์มือหนึ่งน่ะเหรอ? ไม่หรอก... ชีวิตคนนั้นประเมินค่าไม่ได้ ชีวิตมากมายที่เธอจะช่วยไว้ได้ในอนาคต นั่นแหละคือมูลค่าที่แท้จริงของเธอ”

“เคร้ง!”

มีดคัตเตอร์ในมือจ้าวหมิ่นร่วงลงพื้น

เธอมองดูมือของตัวเองนิ่งๆ มือที่เริ่มหยาบกร้านจากการทำงานบ้าน มือที่มีรอยแผลเล็กๆ จากการกรีดโต๊ะ มือที่คอยประคองถ้วยยาให้แม่...

ศัลยแพทย์?

มีดผ่าตัด?

ช่วยชีวิตคน?

คำเหล่านี้สำหรับเธอมันช่างดูห่างไกลและศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน ราวกับเป็นเรื่องของคนละโลก แต่ในตอนนี้ หยางหมิงอวี่กลับบอกเธอว่า จ้าวหมิ่น... “เด็กมีปัญหา” ในสายตาคนอื่น แท้จริงแล้วเกิดมาเพื่อสิ่งนี้งั้นเหรอ?

แรงปะทะทางความคิดนี้ทำให้สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ

หยางหมิงอวี่ไม่หยุดเพียงแค่นั้น สายตาของเขาเลื่อนต่อไปยังเด็กสาวคนหนึ่งที่เอาแต่ซุกหัวอยู่ในกองหนังสือตั้งแต่เริ่มคาบ พยายามหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้ใครมองเห็น

“เฉินจิ้ง”

พอนามนี้ถูกขานออกมา นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องถึงกับเหวอไปวูบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหา

“เฉินจิ้งคือใครวะ?”

“ห้องเรามีคนชื่อนี้ด้วยเหรอ?”

“อ๋อ... ยัยเด็กมืดมนที่ไม่เคยพูดเลยคนนั้นน่ะเหรอ...”

เด็กสาวที่ชื่อเฉินจิ้งตัวสั่นเทิ้ม เธอซุกหัวลงไปลึกกว่าเดิมจนแทบจะมุดลงใต้โต๊ะ

“อะ... อาจารย์...” เธอเค้นเสียงออกมาเบาหวิวราวกับเสียงยุง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“นักเรียนเฉินจิ้ง เธอไม่ต้องตอบผมหรอก” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่อ่อนโยนลงมาก “ผมรู้ว่าเธอขี้อาย และผมก็รู้ว่าเธอก็มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง... เธอมีความสามารถในการจดจำแบบ Photographic Memory (ความจำแบบภาพถ่าย) ใช่ไหม? อ่านรอบเดียวจำได้ไม่ลืม”

ประโยคนี้เปรียบเสมือนระเบิดลูกเล็กๆ ที่โยนลงกลางห้องเรียน

จดจำไม่ลืม? นั่นมันวิชาตัวเบาในนิยายกำลังภายในไม่ใช่เหรอ?

เฉินจิ้งตัวสั่นแรงกว่าเดิม ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอถูกอาจารย์ประจานต่อหน้าคนทั้งห้อง เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางตลาด ความอับอายและหวาดกลัวกำลังจะท่วมท้นร่างของเธอ

“อย่ากลัวไปเลย” เสียงของหยางหมิงอวี่แฝงไว้ด้วยพลังแห่งการปลอบประโลม “ความสามารถในการจำ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ในทางตรงกันข้าม มันคือของขวัญที่ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด เธออาจจะคิดว่านอกจากจะทำให้เธอท่องหนังสือได้เร็วกว่าคนอื่นแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร แต่อยากบอกเธอว่า... เธอคิดผิด”

สไลด์ถูกเปลี่ยนไป สิ่งที่ปรากฏคืออักษรกระดูกสัตว์โบราณ แผนผังวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อน และฐานข้อมูลเอกสารมหาศาล

“พรสวรรค์ของเธอ ถ้าใช้ในทางประวัติศาสตร์ เธอคือพงศาวดารเดินได้ที่สามารถค้นพบความลับที่โลกลืมเลือนไปจากกองเอกสารเก่านับหมื่นใบ ถ้าใช้ในทางกฎหมาย เธอคือสุดยอดทนายความที่บรรจุตัวบทกฎหมายทุกมาตราไว้ในหัว ถ้าใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เธอคือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในร่างมนุษย์ที่หาเบาะแสที่คนอื่นมองไม่เห็นเจอ เธอไม่ใช่คนจืดจางที่ไม่มีใครต้องการหรอกนะ... แต่เธอคือห้องสมุดเคลื่อนที่ คือขุมทรัพย์ความรู้ที่ประเมินค่าไม่ได้ เพราะความรู้คือสิ่งที่ไม่มีราคากำหนด”

เฉินจิ้งยังคงก้มหน้าอยู่ แต่ไหล่ที่เคยสั่นเทาอย่างรุนแรงกลับค่อยๆ สงบลงอย่างไม่รู้ตัว

ห้องสมุด... ขุมทรัพย์...

ที่แท้ ฉันไม่ใช่ตัวประหลาด แต่ฉัน... มีประโยชน์?

การประเมินค่าแบบเจาะจงรายบุคคลติดต่อกันสามคน จุดชนวนบรรยากาศในห้องเรียนให้ลุกโชนขึ้นมาทันที นักเรียนไม่มองว่านี่คือการเทศนาเรื่องเงินทองอีกต่อไป แต่พวกเขารู้สึกได้ว่าหยางหมิงอวี่กำลังขุดหา “เพชรในตม” ที่ทุกคนมองข้ามไป

ทุกคนในห้องเริ่มยืดหลังตรง แววตาเต็มไปด้วยความหวัง พวกเขาอยากรู้ว่าใน “ดวงตาแห่งอนาคต” ของอาจารย์นั้น ตัวพวกเขาจะมีค่าตัวเป็นเงินเท่าไหร่กันแน่?

ในที่สุด สายตาของหยางหมิงอวี่ก็ไปหยุดอยู่ที่นักเรียนที่ร่างสูงใหญ่ที่สุด และเป็นคนที่เชื่อมั่นมาตลอดว่าตัวเอง “โง่” ที่สุดในห้อง

เด็กพละ... จางเหว่ย

“จางเหว่ย”

“ครับ!” จางเหว่ยเด้งตัวลุกขึ้นยืนตรงทันที เสียงดังกัมปนาท แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและกังวล

“เธอคิดว่า นอกจากจะวิ่งเร็วและแรงเยอะแล้ว เธอมีอะไรอีกไหม?” หยางหมิงอวี่ถาม

จางเหว่ยเกาหัวแกรกๆ พลางตอบเสียงซื่อ “รายงานอาจารย์... ไม่มีแล้วครับ ผมมันสมองทึบ เรียนหนังสือไม่เก่ง”

คำตอบของเขาเรียกเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูจากเพื่อนๆ

“สมองทึบเหรอ?” หยางหมิงอวี่ยิ้ม “งั้นบอกผมหน่อยสิ เวลาเธอจะออกสตาร์ทวิ่งร้อยเมตร ร่างกายต้องทำมุมกับพื้นประมาณกี่องศา ถึงจะรีดแรงระเบิดออกมาได้มากที่สุด?”

จางเหว่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนแต่สัญชาตญาณในร่างกายทำให้เขาโพล่งออกไปทันที “ก็น่าจะ... เอียงประมาณนี้มั้งครับ?” เขาใช้มือทำท่ามุมแหลม “คือจะสูงเกินไปก็ไม่ได้ จะหมอบเกินไปก็ไม่ดี ไม่งั้นมันจะไม่มีแรงถีบส่งครับ”

“ดีมาก” หยางหมิงอวี่ถามต่อ “แล้วเวลาเธอจะกระโดดไกล ก้าวสุดท้ายเธอต้องกระทืบพื้นแรงๆ ใช่ไหม? เธอเคยคิดไหมว่าทำไม?”

“แน่นอนสิครับอาจารย์! ถ้าไม่กระทืบส่งมันจะโดดไม่ไป!” จางเหว่ยตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“แล้วทำไมเวลาเธอทุ่มน้ำหนัก ร่างกายเธอต้องหมุนตัวก่อน แทนที่จะผลักออกไปตรงๆ ล่ะ?”

“หมุน... หมุนมันถึงจะมีแรงส่งแรงเหวี่ยงไงครับ!”

คำถามชุดใหญ่ถูกจางเหว่ยตอบกลับอย่างลื่นไหล สิ่งที่เขาพูดคือประสบการณ์ทางร่างกายที่เขาสั่งสมมาจากการฝึกซ้อมอันยาวนาน

รอยยิ้มบนหน้าหยางหมิงอวี่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เขาตบโพเดียมดังปัง! ก่อนจะขึ้นเสียงสูงอย่างมีพลัง

“พวกเธอได้ยินไหม! นี่คือสิ่งที่พวกเธอคิดว่า ‘หัวสมองทึบ’ ไงล่ะ! ทุกคำตอบที่เขาพูดมา มันคือวิชาฟิสิกส์ที่พวกเธอกำลังเรียนอยู่ชัดๆ—ทั้งเรื่องแรงเสียดทาน, แรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา, แรงสู่ศูนย์กลาง และความเฉื่อย!”

“เขาไม่ใช่คนโง่! เขาแค่ถนัดที่จะใช้ร่างกายในการคิด! เขาเข้าใจแก่นแท้ของกลศาสตร์ (Mechanics) ได้ลึกซึ้งและรวดเร็วกว่าใครทุกคนในที่นี้!”

“เฮ้ย—!”

ทั้งห้องฮือฮา! ตัวจางเหว่ยเองก็ยืนอ้าปากค้าง เขามองดูแขนขาของตัวเองอย่างงงๆ ราวกับเพิ่งจะรู้จักพวกมันเป็นวันแรก

ที่แท้... ฉันคลุกคลีอยู่กับฟิสิกส์ทุกวันเลยเหรอเนี่ย?

การสุนทรพจน์ของหยางหมิงอวี่เข้าสู่ช่วงไคลแมกซ์ เขาชี้ไปที่จางเหว่ยพลางตะโกนบอกทุกคนในห้อง

“สิ่งที่พวกเธอคิดว่าแค่มีแรงเยอะ ในอนาคตมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่เท่กว่านั้น เรียกว่า ‘วิทยาศาสตร์การกีฬา’ (Sports Science)! สิ่งที่คิดว่าแค่ฝึกไปมั่วๆ ในอนาคตมันคือสาขาอาชีพที่เฉพาะทางอย่าง ‘กายภาพบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกีฬา’ และ ‘ชีวกลศาสตร์’ (Biomechanics)! เบื้องหลังของแชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ต้องมีทีมงานคอยซัพพอร์ต ใครล่ะจะเป็นคนออกแบบตารางฝึกที่วิทยาศาสตร์ที่สุด? ใครล่ะจะวางแผนฟื้นฟูร่างกายหลังจากบาดเจ็บ? ใครล่ะจะเป็นคนวิเคราะห์คู่ต่อสู้เพื่อเพิ่มความเร็วในการออกสตาร์ทอีกแค่ 0.01 วินาที?”

“นั่นคือเธอไง จางเหว่ย! คนอย่างเธอนี่แหละ!”

“เธอไม่ใช่ไอ้เบื้อกที่มีดีแค่แรงควาย! แต่เธอคือหยกล้ำค่าที่ยังไม่ได้เจียระไน! อนาคตของเธอคือชายผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของแชมป์โลก! คือผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา! มูลค่านี้จะมีค่าเท่าไหร่? ผมบอกเลยว่าทองคำพันชั่งก็ซื้อไม่ได้!”

ดวงตาของจางเหว่ยสว่างวาบขึ้นมาทันที

ดวงตาที่เคยมืดมนเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ บัดนี้มีเปลวเพลิงแห่งความหวังลุกโชนขึ้นมาเป็นครั้งแรก!

เขาเหมือนมองเห็นโลกใบใหม่ที่กำลังเปิดประตูต้อนรับเขาอยู่

หยางหมิงอวี่กวาดสายตามองไปรอบห้อง เขาเห็นเด็กสาวที่ชอบวาดรูปเล่นในสมุดกำลังจ้องมองตัวการ์ตูนที่ตัวเองวาดด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เห็นเด็กหนุ่มที่ชอบเถียงครูคำไม่ตกฟากกำลังลูบคางพลางคิดอะไรบางอย่าง และเห็นหัวหน้าห้องที่บ้านจนแต่เพื่อนรักกำลังกำหมัดแน่น...

เขารู้แล้วว่า เชื้อไฟ... ได้ถูกจุดติดครบทุกคนแล้ว

ถึงเวลาสำหรับการสรุปจบขั้นสุดท้าย

เขาพยายามข่มเสียงให้เบาลง ทันใดนั้นห้องเรียนก็เงียบสนิท ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอฟังประโยคทิ้งท้าย

“ที่ผมพูดมาทั้งหมดในวันนี้ ผมอยากจะบอกพวกเธอเรื่องเดียว”

“พวกเธอไม่มีใครเป็นขยะเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนคือขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ พรสวรรค์ของพวกเธอถูกฝังอยู่ลึกบ้างตื้นบ้างในร่างกายของพวกเธอเอง ทั้งตรรกะโปรแกรมเมอร์ของหลินเทียน, ความเยือกเย็นของจ้าวหมิ่น, ความจำเหนือมนุษย์ของเฉินจิ้ง, สัญชาตญาณนักกีฬาของจางเหว่ย และจุดเด่นที่ไม่ซ้ำใครของพวกเธอทุกคน”

“พรสวรรค์เหล่านี้แหละคือต้นทุนในการสร้างชีวิตในอนาคต คือแผนที่ที่จะพาพวกเธอไปสู่ความสำเร็จ”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยพลังและความเชื่อมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนได้

“แต่!” เขาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังถึงขีดสุด “แผนที่ขุมทรัพย์ ต่อให้มันดีแค่ไหน ถ้าไม่มีใครอ่านออก มันก็เป็นแค่เศษกระดาษใบหนึ่ง! ขุมทรัพย์มหาศาล ถ้าไม่มีกุญแจเปิดคลังสมบัติ มันก็นอนจมดินอยู่อย่างนั้นไปตลอดกาล!”

“อนาคตของพวกเธอมันช่างสวยงาม มีค่าเป็นสิบล้านร้อยล้าน แต่สิ่งเหล่านี้มันมี ‘ด่านกั้น’ ที่พื้นฐานที่สุด ยุติธรรมที่สุด และในตอนนี้... มันคือด่านที่โหดร้ายที่สุดเช่นกัน”

เขาหันหลังกลับ หยิบชอล์กขึ้นมาเขียนตัวอักษรสองตัวที่ใหญ่และหนักแน่นลงบนกระดานดำ

【 สอบเข้ามหาวิทยาลัย (เกาเข่า) 】

เสียงชอล์กที่เสียดสีกับกระดานดำส่งเสียง “เอี๊ยด... เอี๊ยด...” ดังบาดหู เสียงนั้นราวกับกำลังกรีดลงไปในกลางใจของนักเรียนทุกคน

“ตั๋วเข้าชมเพียงใบเดียวที่จะพาพวกเธอไปสู่อนาคตอันโชติช่วงชัชวาลเหล่านั้น... ก็คือสิ่งนี้!” หยางหมิงอวี่ใช้ชอล์กเคาะลงบนตัวอักษรสองตัวนั้นอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง

“เธออยากเป็นมหาเศรษฐีด้าน IT อยากเข้าคณะคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดใช่ไหม? ดูคะแนนสอบสิ เธออยากเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่ง อยากเข้าโรงเรียนแพทย์ที่เจ๋งที่สุดใช่ไหม? ดูคะแนนสอบสิ เธออยากเป็นนักวิชาการหนุ่ม เป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นดีไซเนอร์ เป็นทนายความ เป็นผู้บริหาร... ทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงชีวิตตอนนี้ของพวกเธอ ล้วนพุ่งตรงไปสู่ประตูบานเดียวกัน!”

“ถ้าไม่มีตั๋วใบนี้ พรสวรรค์ทั้งหมดที่เธอมี ความฝันทั้งหมดที่เธอสร้าง มันก็เป็นแค่ดอกไม้ในกระจก เป็นเงาจันทร์ในน้ำ เป็นเพียงวิมานในอากาศเท่านั้น! มูลค่าในตัวพวกเธอจะลดฮวบลงทันที หรือร้ายกว่านั้น... มันอาจจะไม่มีวันถูกนำออกมาใช้เลยตลอดชีวิต!”

“และโอกาสแรกที่จะทดสอบว่าพวกเธอมีคุณสมบัติพอที่จะไปแย่งชิงตั๋วใบนี้มาครอบครองได้หรือไม่ ก็คือ—” เขาเว้นจังหวะ แววตาคมปลาบดุจสายฟ้าฟาดกวาดมองไปทั่วห้อง “การสอบย่อยประจำเดือนครั้งแรก!”

“การสอบย่อยครั้งนี้ คือโอกาสในการเริ่มต้นร่าง ‘แผนที่ขุมทรัพย์’ ของห้อง 14! มันคือศึกแรกที่ผมจะพิสูจน์ให้โรงเรียนเห็นว่าพวกเธอไม่ใช่ขยะ! และที่สำคัญที่สุด มันคือ ‘หนังสือสัญญาเดิมพัน’ ที่พวกเธอจะพิสูจน์กับตัวเองว่า... อนาคตของพวกเธอนั้น มีค่าคู่ควรพอที่จะยอมทุ่มสุดตัวเพื่อแลกมันมา!”

เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องเรียน สั่นสะเทือนโสตประสาทและจิตวิญญาณของเด็กหนุ่มสาวอย่างรุนแรง

“ตอนนี้...”

หยางหมิงอวี่ทิ้งชอล์กในมือลง ใช้มือทั้งสองข้างเท้าลงบนโพเดียม โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาแต่ละคู่ที่กำลังตกอยู่ในความตะลึงพรึงเพริด

“พวกเธอยังคิดว่า การเรียน... เป็นเรื่องไร้สาระอยู่อีกไหม?”

ภายในห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิต

ทว่าความเงียบในครั้งนี้ กลับต่างจากความอึดอัดก่อนเริ่มคาบเรียนอย่างสิ้นเชิง มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยการขบคิดและพิจารณา

ไม่มีใครปริปากพูด แต่ในใจของทุกคนกลับเริ่มสั่นคลอน

การเรียน... ไม่ใช่เพื่อพ่อแม่อีกต่อไป ไม่ใช่เพื่ออาจารย์ และไม่ใช่ภารกิจที่น่าเบื่อหน่ายไร้จุดหมายอีกแล้ว

แต่มันคือการเรียน... เพื่อตัวเอง

เพื่อที่จะไปถอนเงินมหาศาลจาก “อนาคต” ที่มีค่าตัวนับสิบนับร้อยล้านนั่นออกมาให้ได้!


สนับสนุนผู้เขียน

หากคุณชอบตอนนี้ สามารถให้กำลังใจผู้เขียนได้ ของขวัญมีผลต่อการจัดอันดับเรื่องด้วยนะ!

1 ยอดอ่าน0 ความคิดเห็น0 การสนับสนุน

ความคิดเห็น
0

U

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!