toonico

#032

บทที่ 32: การกำเนิดของวีรบุรุษ

บทที่ 32: การกำเนิดของวีรบุรุษ

แรงเหวี่ยงจากการสอบย่อยยังคงส่งผลต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ถัดมา

ชื่อของ หลินเทียน ได้เข้ามาแทนที่หัวข้อสนทนาแบบเดิมๆ อย่าง "หนุ่มหล่อประจำโรงเรียน" หรือ "เด็กเทพ" และกลายเป็น "ตัวท็อป" (Top Tier) ตัวจริงของสายชั้น ม.4 ในโรงเรียนมัธยมหนึ่งอย่างไม่มีข้อกัลขา

วีรกรรมของเขาถูกเล่าขานออกมาหลายเวอร์ชัน แต่เวอร์ชันที่แพร่หลายที่สุดนั้นเต็มไปด้วยสีสันราวกับตำนาน: เด็กติดเกมที่ถูกอาจารย์ลึกลับชี้ทางสว่าง กักตัวฝึกวิชาหนึ่งเดือน พอออกสำนักมาก็สำแดงเดชปราบเซียน บุกตะลุยกลางกองทัพคว้าหัวขุนพลเด็กเทพมาได้ง่ายดายราวกับหยิบของในถุง...

ท่ามกลางบรรยากาศที่ยกย่องเขาจนแทบจะเป็น "เทพเจ้า" ตัวหลินเทียนเองกลับทำตัวเงียบผิดปกติ

เขาไม่ได้เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเครื่องเกมทั้งวันอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้กลายเป็นเด็กเนิร์ดในรูปแบบเดิมๆ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิจัยตำรา C++ ที่หยางหมิงอวี่มอบให้ และแก้โจทย์คณิตศาสตร์ฟิสิกส์ระดับหิน บางครั้งในช่วงพักเบรก เขาก็จะถูกสมาชิกใน "กลุ่มยุทธศาสตร์สายวิทย์" รุมล้อม ซึ่งเขาก็จะอธิบายโจทย์ให้ฟังด้วยน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ที่สั้นกระชับและแฝงความรำคาญใจนิดๆ

“เส้นช่วยคำนวณง่ายๆ แค่นี้ก็คิดไม่ออกเหรอ?” “สูตรนี้อาจารย์หยางเพิ่งสอนไปอาทิตย์ที่แล้ว ลืมแล้ว?” “ไปอ่านหนังสือเองก่อน อีกห้านาทีถ้ายังไม่ได้ค่อยมาถามใหม่”

คำพูดของเขายังคง “แรง” เหมือนเดิม แต่เพื่อนร่วมห้องกลับไม่รู้สึกว่านี่คือการ “ยะโส” อีกต่อไป แต่มองว่าเป็น “มาดเทพเจ้า” การถูกเขาดุสักสองสามคำแล้วแก้โจทย์ได้สำเร็จ กลับกลายเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆ เสียด้วยซ้ำ

ส่วนหยางหมิงอวี่ก็อาศัยจังหวะนี้ผลักดันบรรยากาศให้พุ่งไปจนถึงขีดสุด

ในคาบโฮมรูมวันพุธ เขาไม่ได้มาพูดจาเทศนาเหมือนทุกครั้ง แต่กลับจัด “พิธีมอบรางวัล” เล็กๆ ขึ้นมา

“การสอบย่อยที่ผ่านมา มีนักเรียนในห้องของเราหลายคนที่มีพัฒนาการก้าวกระโดดอย่างมาก” หยางหมิงอวี่ยืนบนโพเดียม ในมือถือใบประกาศเกียรติคุณสีแดงสดหลายใบ “วันนี้ เราจะมีการมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพวกเขาครับ”

เขาขานชื่อนักเรียนที่อันดับพุ่งขึ้นมากกว่า 50 อันดับ ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกึกก้อง เขาได้มอบ “รางวัลพัฒนาการดีเด่น” ให้แก่พวกเขา ซึ่งรางวัลคือปากกาหมึกซึมหนึ่งด้ามและสมุดบันทึกหนึ่งเล่ม

สุดท้าย เขาหยิบใบประกาศใบสุดท้าย ซึ่งเป็นใบที่พิเศษที่สุดขึ้นมา

“รางวัลสุดท้ายนี้คือ ‘รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น’ ” เสียงของหยางหมิงอวี่ดังกังวานและชัดเจน “ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ ได้ใช้พละกำลังของตนเพียงลำพังในการเปลี่ยนอคติที่โลกภายนอกมีต่อห้อง 14 ของเรา เขาใช้ผลคะแนนที่ไร้ข้อกัลขามาทวงคืนศักดิ์ศรีให้แก่พวกเราทุกคน เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ห้อง 14 ของเรา... ไม่มีขยะ!”

นักเรียนทุกคนต่างกลั้นหายใจ สายตาทุกคู่พุ่งตรงไปที่ที่นั่งของหลินเทียน

“นักเรียนคนนั้นก็คือ—หลินเทียน!”

“เฮ้—!”

เสียงปรบมือดุจเสียงกัมปนาทท่วมท้นไปทั่วห้องเรียน จางเหว่ยเริ่มเป่านกหวีดเสียงดังสนั่น หวังฮ่าวเองก็ยอมปรบมือตามด้วยความหายาก แม้แต่จ้าวหมิ่นที่เย็นชาก็ยังเงยหน้าขึ้นมองร่างที่กำลังเดินขึ้นไปบนโพเดียมคนนั้น

หลินเทียนรับใบประกาศเกียรติคุณที่เขียนว่า “รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น” จากมือหยางหมิงอวี่ภายใต้สายตาของเพื่อนทั้งห้อง

“นักเรียนหลินเทียน” หยางหมิงอวี่มองเขา แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนห้อง 14 เท่านั้น แต่เธอคือธงนำ เป็นวีรบุรุษของห้อง 14 และการเป็นวีรบุรุษย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ครูหวังว่าเธอจะนำพา ‘กลุ่มยุทธศาสตร์สายวิทย์’ ช่วยเหลือเพื่อนๆ ให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน... เธอพร้อมจะรับความรับผิดชอบนี้ไหม?”

คำพูดนี้คือการมอบสถานะและภารกิจให้เขาอย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน

หลินเทียนกำใบประกาศที่แสนบางแต่กลับมีน้ำหนักมหาศาลไว้แน่น เขามองดูดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเบื้องล่าง แล้วหันไปมองอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ชายผู้มีดวงตาที่นิ่งสงบและดูเหมือนจะควบคุมทุกอย่างได้เสมอ

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“ผมพร้อมครับ”

สามคำนี้หนักแน่นดุจเหล็กกล้า

ในวินาทีนี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่กำเนิดขึ้นจากภายในกลุ่มนักเรียนเองของห้อง 14 ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เขาไม่ใช่แค่เด็กที่เรียนเก่งอีกต่อไป แต่เขาคือ “วีรบุรุษ” ที่แบกรับความคาดหวังและเกียรติยศของส่วนรวมไว้บนบ่า

และการกำเนิดของวีรบุรุษก็นำมาซึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด นั่นคือ “กลุ่มยุทธศาสตร์สายวิทย์” ขยายตัวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังเลิกคาบโฮมรูม นักเรียนที่เคยรอดูสถานการณ์ต่างพากันกรูเข้าไปที่ที่นั่งของรองหัวหน้ากลุ่มคนใหม่อย่างเฉินจิ้ง

“เฉิน... เฉินจิ้งจ๊ะ ฉันอยากเข้ากลุ่มยุทธศาสตร์ด้วยคน” “ท่านรองหัวหน้า ยังสมัครทันไหมครับ?”

เฉินจิ้งตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความประหม่า เธอเพียงแต่มองไปทางหยางหมิงอวี่เพื่อขอความช่วยเหลือโดยสัญชาตญาณ

หยางหมิงอวี่ส่งสายตาให้กำลังใจเธอ แล้วจึงประกาศกับทุกคนว่า: “กลุ่มยุทธศาสตร์ไม่ใช่ที่ที่ใครอยากจะเข้าก็เข้าได้ นักเรียนที่ต้องการเข้าร่วมต้องส่ง ‘ใบสมัคร’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์จุดอ่อนตัวเองจากการสอบครั้งนี้และแผนการเรียนในอนาคต จากนั้นหัวหน้ากลุ่มหลินเทียนและรองหัวหน้ากลุ่มเฉินจิ้งจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่”

เขาได้มอบอำนาจอีกชั้นให้แก่ “ผู้นำ” ทั้งสองคน

เพียงเท่านี้ บรรยากาศการเรียนในห้องก็ถูกจุดระเบิดขึ้นทันที นักเรียนไม่ได้เป็นฝ่ายรับความรู้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นฝ่าย “แย่งชิงโอกาสในการก้าวหน้า” ด้วยตัวเอง

ภายในห้องเรียน เนื่องด้วยการกำเนิดของวีรบุรุษและระบบการจูงใจที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดระบบนิเวศทางการเรียนที่กระตือรือร้นและเชิงบวกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

หยางหมิงอวี่มองดูภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ เขารู้ดีว่าเครื่องจักรที่เรียกว่าห้องเรียนนี้ มีเครื่องยนต์ที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเองแล้ว ตอนนี้เขาสามารถทุ่มเทสมาธิไปที่ภารกิจ “ตีป้อม” เป้าหมายถัดไปได้เสียที

หลายวันถัดมา หยางหมิงอวี่คอยลอบสังเกต จ้าวหมิ่น อย่างเงียบๆ

เขาพบว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เกิดขึ้นกับเด็กสาวคนนี้

จุดที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความเย็นชาบนใบหน้าของเธอดูเหมือนจะละลายลงบ้าง แม้เธอยังไม่ค่อยพูดเหมือนเดิม แต่รังสีแหลมคมที่คอยผลักไสผู้คนดูเบาบางลงไปมาก เธอไม่ได้ใช้มีดกรีดโต๊ะอีกแล้ว อาการเหม่อลอยในคาบเรียนก็น้อยลง บางครั้งหยางหมิงอวี่ยังเห็นเธอตั้งใจฟังครูสอน โดยเฉพาะในวิชาชีววิทยา

แต่สิ่งที่ทำให้หยางหมิงอวี่มั่นใจว่าแผนการของเขาได้ผล คือเหตุการณ์เล็กๆ เรื่องหนึ่ง

ในช่วงพักเบรกบ่ายวันศุกร์ นักเรียนหญิงคนหนึ่งในห้องบังเอิญหกล้มจนเข่าแตก เลือดไหลซิบ เพื่อนๆ รอบข้างต่างพากันมุงดูและส่งเสียงโวยวาย บ้างก็บอกให้ไปห้องพยาบาล บ้างก็บอกให้ไปตามครู

ท่ามกลางความวุ่นวาย จ้าวหมิ่นกลับลุกขึ้นจากที่นั่งเงียบๆ เธอเดินเข้าไปหาเด็กสาวคนนั้น คุกเข่าลง มองดูบาดแผลเพียงแวบเดียว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบผิดปกติว่า: “อย่าขยับ แผลนิดเดียว อย่ากดมั่วซั่ว เดี๋ยวจะติดเชื้อ”

พูดจบเธอก็ล้วงกระดาษทิชชู่สะอาดออกมาจากกระเป๋า แล้วหยิบขวดเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าดินสอ—มันคือยาไอโอดีน (Povidone-iodine) ที่หยางหมิงอวี่เคยใส่ไว้ในกล่องยาประจำห้อง ไม่รู้ว่าเธอไปหยิบมาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เธอเปิดฝาขวดอย่างคล่องแคล่ว ใช้คอตตอนบัดชุบยาแล้วบอกเด็กสาวที่กำลังร้องไห้ว่า: “จะเจ็บนิดหน่อยนะ ทนเอา”

ท่าทางของเธอนุ่มนวลและแม่นยำมาก เธอเริ่มทำความสะอาดคราบสกปรก รอบๆ บาดแผลก่อน จากนั้นจึงทายาฆ่าเชื้อวนจากศูนย์กลางออกมาด้านนอกเป็นวงกลม ตลอดกระบวนการเธอมีสมาธิจดจ่อ แววตาไม่มีความลนลานแม้แต่น้อย ราวกับนางพยาบาลที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน

เพื่อนๆ รอบข้างต่างพากันอึ้งกิมกี่ แม้แต่หลินเทียนที่มองเห็นเหตุการณ์นี้ แววตายังฉายรอยประหลาดใจ

หลังจากจัดการบาดแผลเสร็จ จ้าวหมิ่นก็เก็บของเงียบๆ เตรียมจะเดินกลับที่นั่ง ในจังหวะนั้น เด็กสาวที่เธอช่วยไว้ก็จับมือเธอไว้แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า: “จ้าวหมิ่น ขอบใจนะ”

ร่างกายของจ้าวหมิ่นชะงักไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้หันกลับมา เพียงแต่พูดเสียงต่ำว่า: “ไม่เป็นไร” แล้วสะบัดมือเบาๆ รีบเดินกลับเข้ามุมของตัวเองไป

แต่หยางหมิงอวี่จับสังเกตได้ว่า ในเสี้ยววินาทีที่เธอหมุนตัวกลับไปนั้น ใบหูของเธอแดงก่ำ

หยางหมิงอวี่ยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจ

สภาพแวดล้อมในครอบครัวที่เริ่มดีขึ้น กำลังขัดเกลาตัวตนของเธออย่างเงียบเชียบ เมื่อเธอไม่ต้องใช้พลังงานทั้งหมดไปกับการต่อสู้กับความทุกข์ยากในชีวิต เนื้อแท้ที่เป็นคนจิตใจดี เยือกเย็น และชอบช่วยเหลือคนอื่นของเธอ ก็เริ่มผุดออกมาเหมือนหน่อไม้หลังฝนตก

เธอเกิดมาเพื่อเป็นคนที่ถือมีดผ่าตัดจริงๆ

ได้เวลาสำหรับก้าวที่สองแล้ว

หยางหมิงอวี่เดินไปที่ที่นั่งของจ้าวหมิ่น เคาะโต๊ะของเธอเบาๆ จ้าวหมิ่นเงยหน้าขึ้น แววตาแฝงความระแวดระวัง

“หลังเลิกเรียน ไปพบครูที่ห้องทำงานหน่อยนะ” น้ำเสียงของหยางหมิงอวี่ราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ได้ จ้าวหมิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง

เมื่อเสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น จ้าวหมิ่นสะพายกระเป๋าเดินเข้าห้องพักครูท่ามกลางสายตาที่อยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ เธอคิดว่าหยางหมิงอวี่คงจะเหมือนครูคนอื่นที่จะชมเชยเรื่องที่เธอช่วยเพื่อน หรือไม่ก็ถามเรื่องที่บ้าน

แต่หยางหมิงอวี่กลับไม่พูดอะไรเลย เขาเพียงแต่หยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาจากลิ้นชักแล้วยื่นให้เธอ “นี่คืออะไรคะ?” จ้าวหมิ่นรับมาด้วยความสงสัย

มันคือแบบฟอร์มขอรับ “ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

รูม่านตาของจ้าวหมิ่นหดตัวลงทันที เธอทำท่าจะโยนแบบฟอร์มนั้นกลับคืนให้หยางหมิงอวี่เหมือนถูกของร้อนลวก

“หนูไม่ต้องการ!” เสียงของเธอกลับมาเย็นชาและแหลมคมอีกครั้ง “เรื่องของที่บ้าน หนูจัดการเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาวุ่นวาย!”

นี่คือปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดเมื่อรู้สึกว่าพื้นที่ส่วนตัวถูกก้าวก่ายและศักดิ์ศรีถูกแตะต้อง

หยางหมิงอวี่ดูเหมือนจะคาดการณ์ปฏิกิริยานี้ไว้อยู่แล้ว เขาไม่ได้รับแบบฟอร์มคืน เพียงแต่จ้องมองเธออย่างนิ่งสงบ แล้วพูดประโยคที่ทำให้จ้าวหมิ่นถึงกับอึ้งไปในทันทีว่า:

“นี่ไม่ใช่การสงเคราะห์” “แต่นี่คือรางวัลที่เธอควรจะได้รับ”

สนับสนุนผู้เขียน

หากคุณชอบตอนนี้ สามารถให้กำลังใจผู้เขียนได้ ของขวัญมีผลต่อการจัดอันดับเรื่องด้วยนะ!

0 ยอดอ่าน0 ความคิดเห็น0 การสนับสนุน

ความคิดเห็น
0

U

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!