อวี๋เฉินหลับใหลสนิทหวานชื่น ฝันหนึ่งยาวไปถึงยามสาม จึงตื่นขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ จิตใจที่อ่อนล้าอย่างถึงที่สุดนั้น แม้ยังมิได้ฟื้นคืนเต็มเปี่ยม ทว่าก็กลับมาได้บ้างเล็กน้อย
ลุกขึ้นจากเตียงแล้ว เขาเหลียวมองบรรดาตุ๊กตากระดาษในเรือน ก่อนจะเก็บกวาดทั้งหมดใส่หีบไป เว้นไว้เพียงนกกระดาษตัวหนึ่ง รูปร่างประหนึ่งอีกาดำ
ด้วยว่าเคล็ดวิชากระดาษคนกระดาษม้านั้นอัศจรรย์เกินพรรณนา อวี๋เฉินยังมิได้ลองใช้ให้ถี่ถ้วนทั่วถึง ตามที่ตำราบันทึกไว้ ต่อให้ไร้พลังอิทธิฤทธิ์ในกาย ก็ยังอาศัยแต่เพียงจิตใจ ควบคุมให้ตุ๊กตากระดาษเคลื่อนไหวได้
เพียงแต่ตอนนี้จิตใจของอวี๋เฉินยังไม่ฟื้นดี เขาจึงเลือกอีกากระดาษ ที่แลดูควบคุมได้ง่ายกว่าตัวอื่นสักหน่อย เขาทำตามเคล็ดที่เคยฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฝัน หลับตาลงทั้งสองข้าง รวบรวมจิตสำนึกทั้งหมดไปยังอีกากระดาษตัวนั้น
ฉับพลัน ความรู้สึกประหลาดประการหนึ่งก็ทะลักท่วมทั้งกาย
ชั่วขณะนั้น อวี๋เฉินประหนึ่งกลายเป็นอีกากระดาษตัวนั้นจริงๆ เมื่อใจนึกเคลื่อนไหว อีกากระดาษในมือก็สั่นกระพือปีกอย่างเชื่องช้า แล้วโซเซบินทะยานออกไป!
โผนผ่านหน้าต่างผุเก่า โผนผ่านหมู่ป้ายสุสานที่วางระเกะระกะ ทะลุพงไม้มืดมิด มุ่งสู่แสงตะเกียงริบหรี่เบื้องล่างเชิงเขา!
ความรู้สึกเช่นนี้ประหลาดล้ำเหลือเกิน!
อวี๋เฉินประหนึ่งกลายเป็นนกที่โผบินท่องนภา ล่องลอยไปทั่วฟ้าดิน แต่ยังไม่ทันนาน เขาก็รู้สึกว่า “เรือนกาย” ของตนเองหนักอึ้งขึ้นทุกที
ในใจก็พลันเข้าใจแจ่มชัด คงเป็นเพราะบินห่างจากกายแท้ไปไกลนัก จึงใกล้จะประคองไม่ไหวแล้วกระมัง เมื่อคิดได้ดังนี้ กำลังจะสั่งให้กระดาษอีกาบินกลับ ทว่าทันใดนั้นเอง เขากลับได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากกลางพงไพร!
ด้วยความใคร่รู้ อีกากระดาษจึงหันศีรษะไปมอง ก็เห็นในดงไม้ทึบมืดสนิทนั้น มีสองร่างกำคบเพลิงส่องแสง เดินคลำทางขึ้นมาอย่างระมัดระวัง อาศัยแสงไฟจากคบเพลิง อวี๋เฉินแลเห็นโฉมหน้าของทั้งสองได้ชัดเจน
คนที่เดินนำตัวผอมเล็ก ใบหน้าขึ้นเนื้อหยาบหนา รอยแผลเป็นจากคมดาบพาดจากหางตาลงมาถึงคาง ราวตะขาบยักษ์น่าสะอิดสะเอียนตัวหนึ่ง ชวนให้คนดูสยดสยองนัก!
ส่วนคนที่เดินตามหลังนั้น รูปร่างใหญ่โตล่ำสันดุจผนังกำแพง แต่โฉมหน้ากลับดูทึ่มทื่อไร้ปัญญา หัวใจอวี๋เฉินสะท้านวาบขึ้นมา เขาจำคนทั้งคู่ได้
เจ้าตัวผอมเล็กนั้น คนทั้งเมืองเรียกกันว่า “เตาเหลี่ยน” ส่วนเจ้าตัวใหญ่กำยำนั้นเรียก “ต้าจ้วง” ทั้งสองล้วนเป็นอันธพาลขี้คุกชื่อกระฉ่อนแห่งเมืองอำเภอ ต่างชอบทำเรื่องรังแกชายหญิงอยู่เป็นนิจ
ชาวบ้านเดือดร้อนทุกข์เข็ญแทบเอ่ยปากไม่ออก ทว่าก็จนปัญญา ด้วยทั้งคู่ได้ไปเข้าร่วมกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่ง ชื่อว่า “เฮยสุ่ย” อีกทั้งเตาเหลี่ยนโหดเหี้ยมอำมหิต ต้าจ้วงก็มีกำลังดุจวัวกระทิง ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปหาใช่คู่ต่อสู้ไม่
เพราะฉะนั้น ต่อให้ถูกเขาทำให้ได้รับความอัปยศสักเพียงใด ก็ทำได้เพียงกัดฟันกลืนเลือด กล้ำกลืนความแค้นเข้าไปข้างในเท่านั้น กระทั่งไม่นานมานี้เอง อันธพาลจองหองสองคนนี้ ก็ทำเรื่องใหญ่ที่ก่อกรรมมหันต์ขึ้นมาในที่สุด
ครึ่งเดือนก่อน เมืองอำเภอเว่ยสุ่ยมีหญิงบ้าคนหนึ่งเดินทางมา หญิงผู้นั้นบ้าใบ้เลอะเลือน พูดจาไม่รู้เรื่อง เอาแต่ยิ้มแห้งมองหน้าผู้คน แม้จะถูกด่า ถูกตวาด หรือถูกเย้ยหยันเพียงใด ก็ยังเอาแต่ยิ้มเลื่อนลอยอยู่อย่างนั้น
ต่อมาภายหลัง บรรดาชายโสดอายุมากบางคนพลันสังเกตเห็นว่า ภายใต้สภาพแต่งกายสกปรกวิปลาสแท้จริงแล้วนางมีรูปโฉมไม่เลว จึงเกิดใจชั่วร้าย พานางเข้าห้องไปสำส่อนบนที่นอน หญิงผู้นั้นเดิมก็โง่งมบ้าคลั่ง ไร้ญาติไร้คนรู้จัก ย่อมไม่มีผู้ใดเหลียวแล
ยังนับว่าฟ้าบันดาลให้มีเคราะห์ดีอยู่บ้าง พวกชายโสดเหล่านี้แม้ถูกตัณหาครอบงำจนหัวสมองมืดบอด แต่ในเมื่อยังนับว่ามีความเป็นคนอยู่บ้าง ทุกครั้งทำเรื่องต่ำช้าเสร็จสิ้นลง ก็ยังยอมให้ข้าวปลาอาหารกับเสื้อผ้าบางส่วนแก่หญิงบ้าคนนั้น
ก็เลยทำให้นางยังพอมีชีวิตอยู่ในเมืองอำเภอนี้มาได้
จนกระทั่งสามวันก่อน เตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงที่เมามายจนหัวราน้ำ ได้ฉุดกระชากลากถูพานางเข้าไปในห้องอย่างดื้อๆ ค่ำคืนนั้น หญิงบ้าที่เคยแต่ยิ้มโง่ๆ อยู่ตลอด กลับต้องร้องครวญโหยด้วยความเจ็บปวดทรมานทั้งคืน ร้องอยู่ไม่ขาดเสียงจวบจนฟ้าเริ่มสาง จึงค่อยสงบเงียบไป
ครั้นถึงยามพลบค่ำของวันถัดมา ก็มีคนพบศพหนึ่งกลิ้งอยู่ใต้ตอม่อสะพานทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำบวมปูดไปทั้งตัว ไร้ลมหายใจเสียแล้ว คนผู้นั้นจึงไปแจ้งความต่อศาลหลวง
เมื่อมีผู้ตาย ต่อให้เป็นเพียงหญิงบ้าไร้ชื่อไร้สกุล ศาลหลวงก็ย่อมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ สืบสวนอยู่ครู่หนึ่งก็สาวไปถึงเรื่องชั่วคืนวันนั้นของเตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายจับกุมยกกำลังมาถึง ทั้งสองกลับหายตัวไปไร้ร่องรอย เห็นทีคงหนีออกไปก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้ เป็นคำที่คนหามศพหญิงบ้าไปฝังบนสุสานชิงเฟิงหลิงเล่าให้กับอวี๋เฉินฟังเองกับปาก ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นอวี๋เฉินยังได้เห็นสภาพศพของหญิงบ้าคนนั้นกับตา จึงฝังใจไม่ลืมเลือน
หญิงบ้าคนนั้น ตอนนี้ก็ยังฝังอยู่ที่สุสานชิงเฟิงหลิงนี่เอง!
ตราบจนยามนี้เมื่อระลึกขึ้นมา อวี๋เฉินก็ยังอดรู้สึกสะท้อนใจมิได้จะเรียกว่าตายอนาถนั้นยังเบาเกินไป แท้จริงนางคือผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานดังโทษทัณฑ์แสนสาหัสในนิทานปากของพวกนักเล่านิทาน!
สภาพศพนั้น แขนขาอันบอบบางถูกคนเมาสองคนหักอย่างหยาบคายจนผิดรูป เนื้อหนังทั้งกายไร้ที่ใดสมบูรณ์แม้แต่น้อย ขากรรไกรหลุดเบี้ยว เบ้าตาปูดโปน ตายทั้งที่ดวงตาไม่อาจปิดลงได้
มิใช่เพียงอวี๋เฉินเท่านั้น แม้แต่คนหามศพที่เห็นสภาพศพนานาชนิดมามากแล้ว ก็ยังรู้สึกหนาวสะท้านจับใจ ขณะที่อวี๋เฉินกำลังเหม่ออยู่ผ่านดวงตาของอีกากระดาษ แลเห็นอันธพาลสองคนนั้นพอดี ทั้งคู่ก็พลันเอ่ยปากขึ้นมา
ต้าจ้วงผู้กำยำเอ่ยถามว่า
“ท่านหกไม่ใช่ให้พวกเราหนีเอาชีวิตรอดหรือ? ทำไมต้องขึ้นเขามาด้วยเล่า?”
เตาเหลี่ยนหันกลับมามองเขาตาขวาง “หนีเอาชีวิตรอดหรือ? ไอ้โง่เอ๊ย หนีเอาตัวรอดไม่ต้องมีค่าเดินทางหรืออย่างไร อยากอดตายกลางทางหรือ?”
ต้าจ้วงงุนงง “ค่าเดินทาง… ค่าเดินทาง พวกเราออกปล้นสักหน่อยก็ได้แล้วมั่ง จะมาขึ้นเขาสุสานทำไม?”
“เจ้าจะไปรู้อะไร!” เตาเหลี่ยนฮึดฮัด
“ถ้าเป็นยามปกติ ลอบเข้าไปบ้านใครสักบ้าน ปล้นเอาเงินทองเสียหน่อยก็ไม่ยาก แต่ตอนนี้ข้ากับเจ้าถูกป่าวประกาศจับตัวทั้งเมือง หากก่อเรื่องให้มีคนเอะใจขึ้นมา ต่อให้ขึ้นปีกก็หนีไม่พ้น! เจ้ายังกล้าไปปล้นให้เอิกเกริกอยู่อีกหรือ?”
“แต่บนเขาลูกนี้ มันคนละเรื่อง” เขากระซิบเสียงต่ำ
“ข้ารู้ว่าบนสุสานชิงเฟิงหลิงบนเขานี้ มีแต่ไอ้เด็กเฝ้าสุสานตัวเดียว ตัวผอมแห้ง ไร้ญาติขาดมิตร แถมยังเป็นคนตระกูลต้องโทษ ต่อให้มันตายไปสักคน ชั่วคราวก็ไม่มีผู้ใดรู้เรื่อง!”
ต้าจ้วงเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ “แต่ไอ้เด็กเฝ้าสุสานยาจกนั่น จะมีเงินทองอันใดกันเล่า?”
“อย่าดูถูกคนเฝ้าสุสานเชียวนะ!” เตาเหลี่ยนแค่นหัวเราะเย็น
“เมื่อเช้าตรู่ ข้าซ่อนอยู่ใต้สะพาน ยังเห็นกับตาว่าไอ้เด็กเฝ้าสุสานนั่นไปซื้อของกินที่หอสุราฤดูวสันต์ ถ้ามันจนไม่มีจะกินจริงๆ กล้าเหยียบเข้าไปถึงหอสุราฤดูวสันต์หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น มันขายตุ๊กตากระดาษกับเทียนธูปอยู่บนสุสานนี้มาหลายปีแล้ว แต่ตัวเองหาได้มีค่าใช้จ่ายมากมายนัก เงินทองที่เก็บสะสมไว้ก็ใช่ว่าจะน้อย พอให้เราสองคนใช้หนีเอาตัวรอดไปได้สบาย!”
“พี่เตาเฉลียวฉลาดจริงๆ!” ต้าจ้วงยิ้มแป้น ดวงตากลมหมุนไปมา
“ดีเลย ข้ากำลังอยากขุดศพหญิงคนนั้นขึ้นมาอีกที จะได้ดูให้เต็มตาเสียหน่อย”
“ไอ้ลูกหมา เจ้านี่มันชั่วถึงแก่นจริงๆ!” เตาเหลี่ยนด่าไปหัวเราะไป แต่ก็ไม่ได้ห้าม เพียงเตือนว่า “ทำงานสำคัญให้เสร็จก่อน!”
“งานสำคัญ” ในปากของเขา นั้นย่อมไม่ต้องกล่าวให้มากความ ก็คือบุกปล้นอวี๋เฉินนั่นเอง หาได้รู้ไม่ว่า บนยอดไม้เหนือศีรษะของพวกเขา มีอีกาดำกระดาษตัวหนึ่งหมอบอยู่ กำลังฟังทุกถ้อยคำอย่างถนัดหู
สุสานชิงเฟิงหลิง
อวี๋เฉินลืมตาขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในอกยังเต้นระรัว ยากสงบลงได้ เดิมทีเพียงแค่ได้ยินเรื่องราวของหญิงบ้าคนนั้น เขาก็อดเวทนาและสงสารมิได้อยู่แล้ว บัดนี้ คนร้ายทั้งสองกลับคิดมุ่งร้ายมาถึงตัวเขาคนเฝ้าสุสานเสียเอง?
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจอวี๋เฉิน ก็คืออยากไปแจ้งยังศาลหลวง ให้คนทั้งสองถูกประหารตัดศีรษะในยามเที่ยงสามเค่อ!
ทว่าเมื่อคิดอีกชั้น ก็พบว่าทั้งคู่ใกล้จะมาถึงสุสานชิงเฟิงหลิงเต็มทีแล้ว อีกทั้งทางขึ้นลงเขาก็มีเพียงสายเดียว หากเขาลงเขาไปแจ้งศาลหลวงก็ต้องสวนทางกับคนทั้งสองเข้าอย่างจัง
นั่นมิใช่เท่ากับเดินเอาตัวไปให้ฆ่าด้วยตัวเองหรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เคล็ดวิชาตุ๊กตากระดาษที่เขาครอบครองในตอนนี้ ก็มีแต่รูปร่างภายนอกที่พอมองเห็น หากพูดถึงอานุภาพศักดิ์สิทธิ์แล้วก็แทบยังบันดาลอะไรไม่ได้ คาดว่าคงรับมืออันธพาลชั่วช้าสองคนนี้ไม่ไหวเป็นแน่
ระหว่างที่ครุ่นคิด ความคิดหนึ่งก็เริ่มผลิขึ้นอย่างเงียบงันในหัวใจของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เขาหันหน้าไปทางกลุ่มหลุมศพด้านนอกเรือน โค้งกายลงเล็กน้อย กล่าวขอขมาเบาๆ ว่า
“คุณหนู ข้าจำต้องล่วงเกินด้วยความจนตรอก”
กล่าวจบ เขาก็สะบัดมือ เคลียร์สิ่งของบนโต๊ะให้โล่ง แล้วลงมือประกอบพิธีทันที! ใต้เปลวเทียนสีเหลืองหม่น มือของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวว่องไวราวกับเงา พลิกกลับไปมาเป็นระลอก
ใช้ซีกไม้ไผ่เป็นโครงกระดูก ใช้กระดาษสีเหลืองเป็นเนื้อหนัง แป้งเปียกเป็นเส้นเอ็น ชาดแดงกลั่นเป็นโลหิต หมึกดำกลายเป็นเส้นผม ปลายพู่กันโลดแล่นดุจมังกรและอสรพิษ วาดออกมาเป็นรูปลักษณ์ชวนขนลุกขนพอง!
ไม่นานนัก อวี๋เฉินก็จ้องมองสิ่งของบนโต๊ะตรงหน้า รวบรวมสมาธิทั้งมวล แล้วเป่าลมหายใจเบาๆ หนึ่งคำรบ!
ฉับพลัน ควันขาวก็ลอยคลุ้งรอบกาย แสงเย็นเยียบพลันผุดขึ้นกลางห้อง!
ร่างหนึ่งในชุดขาวค่อยๆ ก้าวออกมาจากหมอกควันนั้น แล้วลอยหายไปในราตรีมืด
เชิงสุสานชิงเฟิงหลิง เตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงสองอันธพาลมาถึงหน้าประตูสุสานแล้ว ทั้งคู่ดับคบเพลิงเสียก่อน ปักคบเพลิงลงในหิมะขาว แล้วกำลังจะกรูกันเข้าไป!
แต่ในฉับพลันนั้นเอง ต้าจ้วงก็รู้สึกเย็นวาบวูบหนึ่งกลางแผ่นหลัง เผลอหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว!
ทันใดนั้น ทั้งร่างของเขาก็แข็งทื่อ ฟันกระทบกันกรอดๆ จนบ่นเป็นคำไม่ได้!
เตาเหลี่ยนกำลังจ้องตาไม่กะพริบไปยังเรือนของอวี๋เฉินที่ยังมีแสงตะเกียงส่องอยู่ เห็นต้าจ้วงผิดท่าผิดทาง ก็ถามเสียงต่ำว่า
“ไอ้โง่ เจ้าเป็นอะไร?”
ต้าจ้วงร่างทั้งตัวสั่นเทิ้มราวกับถูกสางข้าว เขาทำได้เพียงกระทุ้งศอกใส่เตาเหลี่ยนแข็งๆ หนึ่งที แต่ก็ยังไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาได้!
เตาเหลี่ยนอารมณ์เสีย หันกลับไปอย่างรำคาญ แล้วก็ประจันหน้ากับ “ใบหน้าขาวซีด” ใบหนึ่งเข้าอย่างจัง!
ใบหน้านั้นซีดเผือดราวกระดาษ เบ้าตากลับเป็นโพรงดำมืดทั่วทั้งวง มีคราบโลหิตเปื้อนอยู่ทั่ว ของแดงฉานยาวสามฉื่อห้อยระย้าลงมา ผมยาวรุงรังปรกหน้า ประหนึ่งกำลังเป่าลมเย็นๆ ใส่หน้าเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น!
ชั่วขณะนั้นเอง ความหนาวจับใจที่ยากจะพรรณนา ก็แล่นขึ้นมาจากปลายหัวใจของเตาเหลี่ยน!
เขาถอยกรูดไปทันที เซถลาล้มลงไปในหิมะ!
ร่างเงาปีศาจตนนั้น ก็เผยโฉมแท้จริงออกมาอย่างเต็มตา!
แขนขาบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสะพรึง กลับยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่ ทว่าศีรษะกลับหมุนคว้างไปอีกด้านหนึ่ง หันหน้ามาจ้องมองเขาทั้งสองพอดี รูปพรรณสัณฐานเช่นนี้ มิใช่หญิงบ้าคนนั้นที่ถูกพวกเขาทรมานทั้งคืนจนตายหรือไร?
ร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละก้าว ทีละก้าว
“อ๊าก!!”
“ผี! ผีหลอกโว้ย!!!”
ชั่วขณะนั้น เตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงแม้จะเป็นอันธพาลเกเร แต่ก็เป็นพวกที่มีแต่ใจกล้าข่มผู้อื่นเกรงกลัวคนแข็งแกร่ง ไม่เคยพบเห็นเรื่องสยองเช่นนี้มาก่อนที่ไหน!
ความกล้าที่มีอยู่เดิมพังครืนแตกกระจาย ทั้งสองแตกตื่นหวาดผวา หันหลังห้อวิ่งลงเขาไปโดยไม่คิดชีวิต!
รุ่งขึ้น
ยามเช้า มีชาวบ้านพบเตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงสองคน นอนอยู่บนหิมะขาวดุจคนบ้าใบ้ ทั้งสองร่างทุลักทุเลสกปรกมอมแมม เปรอะไปด้วยดินโคลนและน้ำหิมะ ทั้งกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำราวกับกลิ้งตกเขามานับครั้งไม่ถ้วน
ปากก็พร่ำพึมพำไม่หยุด
“ผี… มีผี… ผีมาแล้ว…”
สภาพผิดปกติเช่นนี้ ทำให้ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้เลยสักคน รีบไปแจ้งศาลหลวงทันที ฝ่ายจับกุมของศาลหลวงก็รีบยกคนมารับตัวอันธพาลทั้งสองไปในคราวเดียว
เพียงแต่เรื่องที่ทำให้ฝูงคนที่มามุงดูงุนงงไม่เข้าใจ ก็คือทั้งสองถูกจับกุมตัวไปแล้วแท้ๆ แต่กลับปราศจากปฏิกิริยาใดๆ ยังเอาแต่พร่ำเพ้อพูดกับตัวเอง ร่างกายสั่นหงันดุจถูกสางข้าวอยู่นั่นเอง!
ภายหลัง เรื่องนี้ก็ถูกนักเล่านิทานบันทึกลงเป็นเรื่องเล่า เอาไปเล่าบนสะพานค้าขายให้ผู้คนฟังกันเป็นราวเป็นเรื่อง
ว่ามีอันธพาลสองคน ถูกตัณหาครอบงำจนหัวสมองมืดบอด ก่อกรรมฆ่าคนตาย สุดท้ายโดนวิญญาณอาฆาตตามมาทวงหนี้ จนกลายเป็นคนบ้าใบ้ไปในที่สุด
ตอนจบของเรื่อง เล่าถึงตรงนี้ก็ปิดท้ายด้วยคำหนึ่งว่า ทำชั่วย่อมได้ชั่วตอบแทน!
เมื่อเรื่องเล่านี้แพร่สะพัดออกไป พวกชายโสดแก่ๆ ที่เคยฉวยโอกาสหาความสำราญจากหญิงบ้าคนนั้น ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ นอนไม่หลับอยู่หลายคืน พากันขึ้นไปบนสุสานชิงเฟิงหลิง จุดเทียนจุดธูป คุกเข่ากระแทกกราบขอขมาไม่ขาดสาย