อาศัยที่อวี๋เฉินมีความทรงจำสองภพชาติ บวกกับแรงกดทับจากฐานะสกุลผู้ต้องโทษ ครั้นวันคืนล่วงเลย นิสัยใจคอจึงแปลกแยกจากคนโดยทั่วไป
หากไม่เช่นนั้น พอมาเห็นวิญญาณผู้หิวโหยยามดึกดื่นกับคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตเข้า เกรงว่าคงกลัวจนฉี่ราดกางเกง ขยับแข้งขาไม่ได้เสียตั้งแต่แรกแล้ว!
ทว่าถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมึนงงนิ่งงันไปครู่ใหญ่ จ้องตัวอักษรคล้ายควันไฟที่ลอยวนอยู่บนภาพม้วนนั้น ตะลึงจมอยู่ในภวังค์ถัดจากนั้น ความทรงจำไม่รู้สิ้นสายก็ทะลักไหลเข้ามาในห้วงสมองอีกครั้ง
คล้ายเลื่อนผ่านในโคมภาพหมุน ฉากแล้วฉากเล่า ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าดวงตาอวี๋เฉิน เมื่อหนึ่งรอบปีกุนก่อน เคยเกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง ผู้คนแถบเว่ยสุ่ยอดอยากปากแห้ง
มีครอบครัวหนึ่งยากไร้ยิ่ง ท่ามกลางครานั้น บิดามารดาอดตาย เหลือเพียงเด็กตัวน้อยระเหอยู่เพียงลำพัง ต้องอาศัยขอทานเลี้ยงปากท้องไปวันๆ
เผลอแปบเดียวก็ล่วงเลยหลายสิบปี เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นมา ทว่าด้วยเคราะห์ภัยเมื่อคราวนั้น ทำให้แขนขาคดงอ หัวสติเลอะเลือน ได้แต่เกาะอยู่ใต้สะพานขอทานประทังชีวิต
จนวันหนึ่ง คุณหนูผู้เป็นบุตรีคนเดียวของตระกูลใหญ่จากตัวเมืองมณฑลผ่านมาถึงเว่ยสุ่ย พอเห็นสภาพน่าสังเวชดังนี้ก็พลันทนดูไม่ได้ จึงไปซื้อปลากุ้ยเซวี่ยหนึ่งตัวจากหอสุราฤดูวสันต์ นำมาให้ขอทานผู้นั้น
ขอทานยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง ก้มศีรษะโขกพื้นไม่หยุด จนร่างคุณหนูลับตาไป เลือดเปรอะเป็นจุดด่างบนพื้นดิน จึงค่อยหยุดลง เขาเปิดห่อสำรับออก ก้มหน้าก้มตากินปลากุ้ยเซวี่ยราวหมาป่าหิวโซ กินจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้เศษชิ้น
แม้กระดูกสันหลังที่กินลงท้องไม่ได้ เขายังเอามาเลียอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนลิ้มลิ้นไม่เหลือรสใดให้ชิม จึงได้ยอมเลิกรา
นับแต่นั้นมา ขอทานก็ไม่อาจลืมเลือนรสชาติชนิดนั้นไปได้อีกเลย ความปรารถนาเพียงประการเดียวก็คือ ก่อนตายอยากจะเก็บเบี้ยเก็บสตางค์ให้พอ เพื่อจะได้ลิ้มรสปลากุ้ยเซวี่ยอีกสักคำหนึ่งก่อนสิ้นใจ
แล้วก็ล่วงเลยไปอีกสามปี
ขอทานยิ่งออกแรงหาเงินมากกว่าเดิม ในที่สุดก็จวนจะเก็บเงินได้พอ ทว่ากลับมาตายแข็งอยู่ใต้สะพานเพราะหิมะใหญ่ลูกหนึ่ง
ภาพในโคมหมุนจบลงเพียงเท่านั้น
คัมวี๋เฉินก็ถอนตัวออกมาจากชีวิตหนึ่งที่แสนระทมขมขื่นนั้นได้เสียที อารมณ์อันไขว่คว้าแล้วไม่อาจได้สมดังปรารถนา เขาสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งในอก
เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพในม้วนนั้น เห็นเงาวิญญาณหิวโหยคืบคลานอยู่ริมแม่น้ำหวงเฉวียน ในอกก็หมดสิ้นความหวาดหวั่น เหลือเพียง… ความสะท้อนใจทอดถอน
“ช่างเถิด ไม่ว่าจะเพื่อผลดีอย่างที่คัมภีร์เล่มนี้ว่าไว้ หรือจะเพราะความยึดติดไม่รู้สิ้นของเจ้าตนนี้ก็ตาม พรุ่งนี้เราจะลงเขาไปซื้อปลากุ้ยเซวี่ยให้เจ้าตัวหนึ่งก็แล้วกัน”
เอ่ยจบ เขาก็ปิดม้วนภาพเสีย สอดไว้ใต้หมอน แล้วทิ้งตัวลงนอนหลับ
รุ่งอรุณวันถัดมา
อวี๋เฉินตื่นจากห้วงนิทรา
เรื่องราวเมื่อวานยังแจ่มชัดอยู่ในตา ราวเป็นเพียงความฝันหนึ่ง เขายื่นมือคลำใต้หมอน กลับไม่พบคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต แต่พอหลับตาลงอีกครั้ง ก็เห็นม้วนตำราเล่มนั้นลอยวนอยู่ในทิวทัศน์ภายในจิต ตัวอักษรสีหม่นดั่งควันไฟบนม้วนนั้น ชัดแจ้งราวมีตัวตนจริง
หาใช่ความฝันไม่
อวี๋เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ลุกขึ้นหุงข้าวต้มขาวหนึ่งถ้วย ซดลงไปฮวบฮาบจนหมด จากนั้นก็ยัดเงินทองที่เก็บหอมรอมริบมาหลายปีใส่อกเสื้อ ลงเขาไป
แต่ไหนแต่ไรนับแต่เขารับหน้าที่เฝ้าสุสานชิงเฟิงหลิงนี้ ทางการก็จะเบิกเบี้ยหวัดให้ทุกเดือน บวกกับอวี๋เฉินมักจะสานกระดาษคนออกขายให้ชาวบ้านที่มาสังเวยบรรพชน จึงพอเก็บงำเหรียญทองแดงไว้ได้บ้าง
แต่นั่นแม้เขาจะพอมีเงินอยู่บ้าง ก็ยังต้องข่มใจมัธยัสถ์ กินอยู่อย่างประหยัดที่สุด ก็เพื่อให้มีเสบียงเล็กน้อยไว้ติดตัวตอนถูกส่งตัวไปเนรเทศอีกครึ่งปีให้หลัง จะได้มีเงินกราบไหว้ลู่ทางข้าหลวงคุมตัวบ้าง ไม่ถึงกับกลายเป็นดวงวิญญาณอาฆาตที่จบชีวิตลงกลางทางเนรเทศ
สองชาติเป็นคน อีกทั้งเคยได้ยินพวกคนยุทธภพในอำเภอเอาแต่คุยโม้โวโอ้อวด สิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าลู่ทางโลกีย์ เขาก็พอเข้าใจอยู่บ้าง
ครั้นลงจากเขา หิมะปุยใหญ่ยังโปรยปรายไม่หยุด สายตากวาดไปทั่วล้วนขาวโพลนดังผืนผ้าดิบ หรือเพราะอากาศเลวร้าย แม้ตะวันลอยขึ้นสามไม้แล้ว ในตัวเมืองอำเภอก็ยังไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน
อวี๋เฉินกระชับเสื้อคลุมใหญ่เก่าโทรมแน่นขึ้น ตรงไปยังหอสุราฤดูวสันต์
หอสุราฤดูวสันต์ แห่งเว่ยสุ่ยนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยินชื่อ ถือเป็นหอสุราที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในทั้งอำเภอ
ทั้งบัณฑิตผู้มียศศักดิ์ หรือพ่อค้ามั่งคั่งทุกเมื่อมีวาระสำคัญ ล้วนต้องมาตั้งโต๊ะเลี้ยงที่หอสุราฤดูวสันต์แห่งนี้ ครั้นก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่หอสุรา ก็พลันมีเด็กใช้หัวไวคนหนึ่งรีบวิ่งออกมาต้อนรับ
พอเห็นว่าเป็นอวี๋เฉิน เด็กใช้ก็ชะงักไปทันที
เขาจำอวี๋เฉินได้
ริมแม่น้ำเว่ยสุ่ยมีเนินฝังสองแห่ง สุสานชิงเฟิงสุสานหมิงเยว่ ชิงเฟิงให้หมาแทะ หมิงเยว่ส่องคนมีบรรดาศักดิ์
ประโยคคำเล่าลือสามัญนี้กล่าวไว้เช่นนั้น สุสานชิงเฟิงจึงเป็นที่ฝังร่างประชาราษฎร์ยากจนในแผ่นดิน ในเมื่อตนเองก็เป็นชาวบ้านรากหญ้าผู้อยู่ปลายชั้นเช่นกัน ชาวบ้านที่ไม่กี่ปีมานี้เคยมาสังเวยบรรพชนที่สุสานชิงเฟิง ล้วนมีภาพของหนุ่มเฝ้าสุสานผู้นี้ติดอยู่ในใจเลือนราง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนที่เขาเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกยิ่งแล้ว วันนั้นเองก็เป็นหิมะตกหนักเงียบงันทั้งผืนหล้า เขาแลเห็นอวี๋เฉินเพียงแวบเดียว
ครานั้น เด็กใช้เพียงรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้เงียบงันเสียยิ่งกว่าสุสานไร้เสียง ยิ่งกว่ากองกระดูกในดิน ยิ่งกว่าฤดูหนาวแผ่ซ่านทั้งฟ้าดินเสียอีก
นั่นคือสีสันที่ไร้ซึ่งความคาดหวังแม้สักเสี้ยวเดียว ในตอนนั้นเอง เขาจึงจดจำอวี๋เฉินไว้ในใจ
“คุณท่าน จะรับอะไรดีขอรับ?” ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้รับใช้ของหอสุราฤดูวสันต์ ด้วยความเป็นงานอาชีพ เด็กใช้รีบเรียกสติกลับมา ยิ้มแย้มเอ่ยถาม
“ปลากุ้ยเซวี่ยหนึ่งห่อ เอากลับ” อวี๋เฉินล้วงเอาเหรียญทองแดงเป็นพวงออกมา ส่งใส่มือเด็กใช้
แม้ท่าทางด้านนอกจะสงบนิ่ง ทว่าหัวใจก็ปวดหน่วงอยู่ไม่น้อย ปลากุ้ยเซวี่ยของหอสุราฤดูวสันต์มิใช่จานหลักอะไร ทว่าพอขึ้นชื่อว่าอยู่ในหอสุราฤดูวสันต์แล้วจะราคาถูกได้อย่างไร มื้อนี้ต้องใช้เงินที่อวี๋เฉินเก็บได้ตั้งสองเดือนจึงพอจ่าย
เด็กใช้เองก็ชะงักเล็กน้อย เขาเคยได้ยินเรื่องฐานะสกุลผู้ต้องคนโทษของคนเฝ้าสุสานผู้นี้ จึงคิดในใจว่า นี่คงเป็นการจะกินมื้อหรูสักครั้งก่อน “จากไป” ใช่หรือไม่?
ทว่าต่อให้ในใจคิดเช่นไร เด็กใช้ก็ยังต้อนรับอย่างแข็งขัน รับเงินมาแล้วตะโกนสั่งครัวด้านหลัง ไม่นานนัก เด็กใช้ก็ยกปลากุ้ยเซวี่ยในห่อสำรับไม้สีม่วงขึ้นมา ส่งให้อวี๋เฉิน ก้มหัวโค้งเอ่ยว่า “คุณท่านเชิญกลับโดยสวัสดิ์ ไว้หาโอกาสมาอีกนะขอรับ”
อวี๋เฉินรับห่อสำรับ เดินออกไป ท่ามกลางสายตาไม่กี่คู่ของชาวบ้านที่ประปราย เขาก็วิ่งปราดกลับขึ้นไปยังสุสานชิงเฟิงหลิง
กลับถึงกระท่อมดินนั้น เขาปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา นำคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตออกมา แล้วเปิดห่อสำรับนั้น
ฉับพลัน กลิ่นหอมจัดก็ฟุ้งไปทั่วห้อง กลิ่นอ่อนสะอาดของเนื้อปลาเจือปนกับความฉุนของเครื่องเทศ แต่งแต้มด้วยกลิ่นต้นหอมลอยราง ทำเอาอวี๋เฉินเผลอกลืนน้ำลายลงคอ
เขาเติบใหญ่มาจนบัดนี้ ยังไม่เคยลิ้มรสปลากุ้ยเซวี่ยเลยสักครั้ง หากมิใช่เพราะความทรงจำของขอทานผู้นั้น เขาเกรงว่าจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหอสุราฤดูวสันต์มีเมนูปลากุ้ยเซวี่ยขายอยู่
แต่กลิ่นหอมนั้นมิได้ยืนยาวนัก
คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตก็เปิดออกเองเป็นการใหญ่ ลำแสงทองสายหนึ่งฉุดฉวยเอาห่อสำรับดูดเข้าไปในม้วนนั้น
ฉับพลัน ภาพม้วนก็เปลี่ยนไป เห็นเพียงเงาวิญญาณที่เคยคืบคลานอยู่นั้น บัดนี้กำลังอ้าปากกินปลากุ้ยเซวี่ยในห่อสำรับอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าเปี่ยมล้นด้วยความพึงใจ
ไม่นาน ปลาเพียงตัวเดียวก็เหลือแต่กระดูกชิ้นสุดท้าย ยังถูกกลืนลงท้องจนหมด เขากระทั่งเอาลิ้นเลียห่อสำรับอยู่หลายครา กว่าจะยอมวางมืออย่างอาลัยอาวรณ์
แม้จะกั้นด้วยม้วนตำรา อวี๋เฉินก็ยังจับต้องได้ถึงกระแสความอิ่มเอมสมหมายของดวงวิญญาณตนนั้น
ถัดจากนั้น เงาวิญญาณก็ลุกขึ้น ยกกายโค้งคำนับลึกหนึ่งครั้งไปยังนอกม้วนตำรา แล้วเหยียบย่างลงไปบนผิวน้ำแม่น้ำหวงเฉวียนอันเชี่ยวกราก
ยามที่ปลายเท้าของมันเหยียบลงสู่สายน้ำ ก็มีเรือลำเล็กลำหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ร่างเล็กผอมบางผู้หนึ่งหันหลังให้อวี๋เฉิน กำลังใช้ไม้พายขับเรือ รับส่งดวงวิญญาณที่อิ่มเอมเต็มเปี่ยมลำนั้น ล่องหายเข้าไปในสายหมอก
ไม่มีให้เห็นร่องรอยอีก
อวี๋เฉินจ้องมองทุกสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงกระแสความพึงใจของเงาวิญญาณนั้น เขาเองก็พลอยอิ่มเอมอยู่บ้าง
ทว่าเมื่อชีวิตของวิญญาณสิ้นสุด ชีวิตของอวี๋เฉิน… เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ในชั่วขณะที่เงาวิญญาณล่องเรือข้ามฟากจากไป คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตก็พลันทอแสงทองสว่างจ้าขึ้นมา!
ตัวอักษรสีหม่นดั่งควันไฟเหล่านั้นพลันเปลี่ยนแปร
“ความปรารถนาสามัญชั้นเก้าบรรลุแล้ว วิญญาณสามัญชั้นเก้าถูกโปรดแล้ว มอบคัมภีร์วิเศษ ‘เคล็ดวิชากระดาษคนกระดาษม้า’”
อวี๋เฉินยังไม่ทันทันคิด ก็เห็นว่าจากโลกในม้วนภาพนั้น มีคัมภีร์ดำเก่าคร่ำคร่าหนึ่งเล่มบินลอยออกมา ตกลงกลางฝ่ามือ
อวี๋เฉินเปิดมันออกอย่างไม่รู้ตัว ฉับพลัน โลกก็หมุนคว้าง!
มีแต่เสียงกังวานพร่าเลือนดุจมาจากห้วงสุญญากาศก้องอยู่ข้างหู คล้ายในห้วงสติเลือนราง เขาไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่รู้ที่มา ในมือมีทั้งไม้ไผ่ กระดาษเหลือง หมึกและพู่กัน มือกำลังสานร่างหลากหลายอย่าง ทั้งชายหญิงแก่เด็ก ทั้งฝูงนกโผบิน สัตว์ป่าก่นนาน ทั้งมวลแมลงปลาดอกไม้ต้นหญ้า… สรรพสิ่งนับไม่ถ้วนถูกร้อยเรียงขึ้นในมือเขา
ระหว่างนั้น ดูราวเขาไม่รู้จักหิว ไม่รู้จักเหนื่อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันเดือนผันผ่าน
คล้ายเพียงชั่วพริบตาเดียว ก็คล้ายผ่านมานานนับกัลป์กาล
อวี๋เฉินหวาดผวาตื่นขึ้นมา ในสมองแลบวาบขึ้นด้วยความแจ้งใจชัดถ่องแท้สายหนึ่ง
เคล็ดกระดาษคนกระดาษม้านี้แท้จริงแล้วคือวิชาอัศจรรย์ชนิดหนึ่ง สามารถใช้จิตวิญญาณควบคุมสรรพสิ่งที่สานจากกระดาษ จะเป็นรูปคนก็ดี จะเป็นภูตผีก็ช่าง หากว่ามีสรรพสิ่งชนิดหนึ่งนามว่า “ชี่” อาบลงไปบนมัน ก็ถึงขั้นจะทำให้มันมีอานุภาพดุจสิ่งที่สานเลียนแบบขึ้นมาจริง!
อย่างเช่นหากสานกระดาษเป็นเสือโคร่งสักตัวหนึ่ง แล้วอาบชี่ลงไป ก็ถึงกับถ่ายทอดความดุร้ายของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นออกมาได้จริง!
น่าเสียดายที่อวี๋เฉินยามนี้ไร้ซึ่งพลังอิทธิฤทธิ์ ดังนั้นสิ่งที่เขาสานขึ้นมาจึงมีเพียงรูปทรงเปล่าๆ เป็นเพียงเงาลวงเท่านั้น
ทว่าตามที่เห็นในความแจ้งใจนั้น แม้จะมีแต่รูปทรง ก็ยังสมจริงราวมีชีวิต!
มิจำต้องพูดพล่าม อวี๋เฉินลงมือทดลองทันที
นอกจากเฝ้าสุสานแล้ว ยามปกติเขาก็สานกระดาษคนออกมาขายให้ชาวบ้านที่มาเซ่นไหว้อยู่แล้ว ภายในกระท่อมแน่นอนว่าไม่ขาดแคลนวัสดุ
เขาหยิบกระดาษเหลืองหนึ่งปึก ไม้ไผ่หนึ่งกำ พู่กันหนึ่งด้ามขึ้นมา เริ่มลงมือสาน
ไม่นานก็สานเสร็จเป็นกระดาษคนตัวหนึ่งสูงประมาณหนึ่งฉื่อ ผิวหน้าซีดเขียว รูปโฉมหล่อเหลาน่ามอง อวี๋เฉินขบคิดห้วงแจ้งใจในอก แล้วเป่าลมหายใจลงไปบนกระดาษคนตัวนั้นเบาๆ ฉับพลัน แสงอสูรก็ส่องพรึ่บขึ้นมา เงาร่างหนึ่งที่เหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยนก็ปรากฏตรงหน้า!
ตั้งแต่เส้นผมจนถึงอาภรณ์ ล้วนคล้ายกันจนแยกไม่ออก นอกจากดวงตาที่ปิดสนิทอยู่ก็แทบหาข้อแตกต่างมิได้เลย!
เห็นภาพตรงหน้า ต่อให้เป็นอวี๋เฉินที่อุปนิสัยสงบนิ่งถึงเพียงนี้ ก็ยังอดมิได้ที่จะอุทานในใจ!
แท้จริงคือวิชาอัศจรรย์!
ถัดจากนั้น เขาก็เริ่มสานสิ่งต่างๆ อีกนานัปการ ทั้งหมู่ปลาแมลง นกน้อยสัตว์ป่า ไม่มีสิ่งใดขาด จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืดลง ในกระท่อมก็กลายเป็นทัศนียภาพประหลาดพิกลไปทั้งห้อง!
ห้องที่เดิมว่างเปล่า บัดนี้เต็มไปด้วยชายหญิงแก่เด็ก รูปร่างสูงต่ำผอมอ้วน ทั้งงามและอัปลักษณ์ ปรากฏเป็นเงาร่างเรียงรายอยู่ทั่ว ต่างก้มหน้าหลับตายืนสงบนิ่ง ทำให้บรรยากาศวังเวงน่าพิศวงยิ่งนัก!
ส่วนอวี๋เฉินเอง ก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าอย่างหนัก!
เขาเข้าใจแจ่มชัดตามแจ้งใจว่า เคล็ดกระดาษคนนี้หากจะพรางดวงตาผู้คน ก็แต่เดิมย่อมต้องกินแรงจากจิตวิญญาณ แม้อาศัยดวงจิตสองชาติของเขา ใช้ทั้งวันทั้งคืนก็ยังเหนื่อยล้าเกินทน
ดังนั้นเพียงเขาขยับความคิดอยู่ในใจชั่ววูบ เงาร่างทั้งหมดในห้องก็กลายร่างกลับเป็นกระดาษคนทีละตัวๆ ร่วงหล่นเกลื่อนพื้น
อวี๋เฉินก็ก้าวขึ้นเตียง ทิ้งตัวลงนอนหลับ เพียงก่อนจะปิดเปลือกตา ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
หากเขาชำนาญกระดาษคนนี้อย่างถ่องแท้แล้ว พอถึงเวลาถูกส่งตัวไปเนรเทศ จะสามารถสานกระดาษคนที่เหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยนขึ้นมาตัวหนึ่ง เอาไว้ปะปนแทนตัวได้หรือไม่?
แต่ความคิดนั้นเพียงผุดขึ้น ก็มีอีกความคิดหนึ่งตามมาจากกระดูกหัวแข็งที่หล่อหลอมมาจากความทรงจำใน “ชาติที่แล้ว” ของเขา
หากเขาได้ครอบครอง “ชี่” อย่างในคัมภีร์วิเศษกล่าวไว้ สามารถนำพลังอิทธิฤทธิ์พิสดารนานาชนิดร้อยรัดลงบนกระดาษคนเหล่านี้ได้จริง จนมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ดังที่คัมภีร์บันทึกไว้ แล้วเช่นนั้น… ใครกันแน่จะเป็นฝ่ายถูกเนรเทศใคร?