toonico

#001
Story Cover

ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต

toonico.

ตอนที่ 1

ในแผ่นดินต้าเซี่ย มีอำเภอหนึ่ง ในอำเภอนั้น มีสุสานอยู่แห่งหนึ่ง ที่เนินหลุมศพ มีผู้เฝ้าสุสานคนหนึ่ง นามว่าอวี๋เฉิน

วันหนึ่ง ตรงกับยามโพล้เพล้กลางเหมันตฤดู

ภายในสุสานชิงเฟิงหลิง แผ่นศิลาจารึกเก่าคร่ำผุกร่อนวางระเกะระกะทั้งแนวขวางแนวตั้ง หญ้าป่าดื้อดึงถูกถอนเท่าไรก็ยังงอกขึ้นมาอีก

ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงนกป่าไม่รู้ชื่อไม่กี่ตัวบนฟากฟ้าที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้ววนเวียนไปมา ราวกับกำลังหาของกินในฤดูหนาวปลายปีเช่นนี้

แต่สุสานชิงเฟิงหลิงแห่งนี้ฝังอยู่ก็แต่ศพชาวบ้านยากไร้และศพไร้นาม จะมีเศษเนื้อมันปลายมีดอันใดให้มันได้กินอิ่มหนำกันเล่า

หากจะว่ามีของกินอยู่จริงๆ ก็เห็นจะมีเพียงที่หน้าประตูสุสานนี้ ที่ใต้ชายคากระท่อมดิน หลังม้านั่งตัวเตี้ย เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางทว่าหน้าตาเรียบร้อยสะอาดตาคนหนึ่ง นั่งอยู่พร้อมกับชามข้าวต้มร้อนฉ่าหนึ่งชามในอ้อมมือ

ทว่าดูท่านกป่าทั้งหลายก็หาได้แลเหลียวข้าวต้มขาวใสราวน้ำชามนั้นไม่ มันเพียงโฉบวนอยู่สองสามรอบ จากนั้นก็โผบินจากไป

ยากจนข้นแค้น

ว่ากันให้ตรงก็เพียงสองคำเท่านั้น…ยากจน

ทว่าสุสานที่สภาพไม่ต่างจากทุ่งฝังศพเรี่ยราดเช่นนี้ ไฉนเลยจึงได้ชื่อว่าเป็น “หลิง” สุสาน

พูดให้ชัด ก็มิพ้นเป็นเพียงการทำผลงานให้ดูดีของราชสำนักใต้การปกครองของต้าเซี่ย สถานที่ฝังศพผู้ตาย ไม่ว่าฐานะสูงต่ำ ล้วนเรียกว่าหลิงทั้งสิ้น

ไม่นานนัก ใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง เสียงฝีเท้าชุดหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันนั้น

ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งทำหน้าที่ขนศพ สวมเสื้อผ้าผ้าปอหยาบๆ คาดผ้าซับเหงื่อสีเหลืองหม่นไว้บนศีรษะ ใต้วงแขนผูกเชือกปอเส้นโตสองเส้น เชือกนั้นต่อเข้ากับเลื่อนไม้เก่าคร่ำด้านหลัง ซึ่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงฉุดลากของเขา

บนเลื่อนไม้นั้น มีร่างของผู้หนึ่งนอนอยู่ เพ่งมองให้ถนัด เป็นชายวัยราวห้าสิบ ร่างค้อมงอ แขนขาแข็งทื่อ สีหน้าปิดสนิทเขียวคล้ำ มุมปากจรดจมูกเกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ที่ใดกันจะใช่คนเป็น

คนหามศพเดินมาถึงหน้าสุสาน ผงกศีรษะให้เด็กหนุ่มที่กำลังซดข้าวต้มเบาๆ แล้วลากศพเข้าไปในลานสุสาน เลือกเนินดินว่างแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ถอดจอบเหล็กจากเลื่อนขึ้นมาลงมือขุดหลุม

สายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนไปยังศพแข็งทื่อบนเลื่อน รู้สึกคุ้นตาอยู่รางๆ ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกได้ว่าคือขอทานที่อาศัยอยู่บนสะพานแห้งในตัวเมืองอำเภอเชิงเขา ผู้ขอทานเลี้ยงชีพอยู่ตรงนั้นตลอดทั้งปี

ดูจากสภาพแล้ว เกรงว่าคงหนาวตาย

“ช่างก่อกรรมแท้...” เด็กหนุ่มยกชามข้าวต้มขาวในมือลงคอรวดเดียว ถอนใจยาวหนึ่งครา แล้วหมุนตัวกลับเข้ากระท่อม

เมื่อเขาออกมาอีกครั้ง คนหามศพก็ฝังร่างขอทานลงในดินเรียบร้อยแล้ว บนเนินหลุมศพปักแผ่นป้ายไม้เอียงๆ แผ่นหนึ่ง ทว่าไม่มีตัวหนังสือใดจารึกอยู่เลย

ไร้ชื่อไร้นาม

หรือบางทีอาจมี ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้

เด็กหนุ่มจ้องมองเนินดินใหม่อย่างเหม่อลอย อีกครึ่งปีให้หลัง ตนเองก็จะกลายเป็นเช่นขอทานตรงหน้านี้หรือไม่ ถูกฝังอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งบนเส้นทางเนรเทศ

เขาชื่ออวี๋เฉิน ทำหน้าที่แทนเป็นผู้ดูแลสุสานชิงเฟิงหลิงแห่งอำเภอเว่ยสุ่ยอยู่ชั่วคราว แต่โดยเหตุผลแล้วงานเฝ้าสุสานเช่นนี้มีใครที่ไหนจะแย่งกันทำ เหตุใดจึงต้องเรียกว่า “ชั่วคราว”

ก็เพราะอวี๋เฉินเป็นคนในสกุลผู้ต้องโทษ ดั่งนามเรียก ย่อมหมายถึงเชื้อสายของผู้มีโทษหลวง

ครั้งยังเด็ก บิดามารดาของอวี๋เฉินยังคงรับราชการอยู่ ทว่าปีที่เขาอายุห้าขวบ ทั้งสองไม่รู้ว่าก่อความผิดสิ่งใด ถูกลากไปยังลานประหารให้ตัดศีรษะลงโทษ

ภาพสุดท้ายที่อวี๋เฉินได้เห็นจากทั้งสอง คือศีรษะที่ถูกตัดขาดสองหัวเบิกตาโพลงด้วยโทสะ เลือดร้อนจัดพุ่งกระเซ็น กลิ้งคว้างอยู่กลางอากาศสองสามตลบ ก่อนจะกระแทกลงบนผืนหิมะขาวโพลน

ต่อมาอวี๋เฉินก็พลอยถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง กลายเป็นผู้สืบสายคนมีโทษหลวง

ตามบทกฎหมายอาญาของแผ่นดินต้าเซี่ย ผู้เป็นคนในสกุลผู้ต้องโทษ ครั้นอายุยี่สิบปีจะถูกส่งไปเนรเทศยังแดนหมอเป่ย

ที่เป็นเช่นนี้หาใช่เพราะราชสำนักใจดี หากเป็นเพราะยังไม่ถึงยี่สิบปี ร่างกายยังมิได้กำยำพอ ย่อมไม่มีทางเดินทางไกลจนถึงหมอเป่ยได้อย่างมีชีวิต

แม้อวี๋เฉินจะไม่เคยออกพ้นอำเภอเว่ยสุ่ยไปไหน ยิ่งไม่รู้เลยว่าแดนหมอเป่ยนั้นเป็นเช่นไร แต่ก็ได้ยินพวกคนพเนจรเก่าคร่ำที่ผ่านโลกมามากเล่าขานนักหนาว่า ผู้ใดถูกส่งไปถึงที่นั่นแล้ว ไม่เคยมีผู้ใดกลับออกมา

และปีนี้ อวี๋เฉินก็มีอายุสิบเก้าปีแล้ว พอถึงหน้าร้อน เส้นทางเนรเทศของเขาก็จะเริ่มต้นขึ้น หรือบางทีนั่นอาจเป็นจุดจบของชีวิตทั้งชีวิตของเขา

ด้วยเหตุนั้นบางคราวอวี๋เฉินจึงมักเผลอฝันกลางวัน หากตนมีชีวิตอยู่ในโลกเมื่อ “ชาติก่อน” นั้น อย่างน้อยก็คงไม่ต้องถูกลากมารับโทษเพราะญาติพี่น้องทำผิดกระมัง

ใช่แล้ว นอกจากชะตากรรมอันน่าเวทนาของการเป็นคนสกุลผู้ต้องโทษแล้ว ในสมองของอวี๋เฉินยังมีความทรงจำอีกชุดหนึ่งที่แทบจะไม่ใช่ของเขาเอง

ความทรงจำจากอีกโลกหนึ่ง

ตั้งแต่จำความได้ ในหัวของอวี๋เฉินก็มักจะผุดความทรงจำแปลกประหลาดไร้ที่มาขึ้นมาเป็นระยะ

กล่องเหล็กสี่ล้อที่วิ่งได้เองเรียกว่ารถยนต์ กระจกที่สามารถเห็นใบหน้าผู้คนที่อยู่ไกลออกไปนับพันลี้เรียกว่าโทรศัพท์ ภาพวาดที่เคลื่อนไหวได้เรียกว่าโทรทัศน์...

ความทรงจำเหล่านั้นอลหม่านพิกล แต่เมื่อผุดพรายขึ้นมามากเข้า ก็ค่อยๆ ร่างโลกอีกใบหนึ่งกับทั้งชีวิตของอีกคนหนึ่งขึ้นมาอย่างคลุมเครือ

ความทรงจำเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลต่ออวี๋เฉินอย่างแฝงเร้นเช่น เมื่อเขาครุ่นคิดถึงฐานะคนสกุลผู้ต้องโทษของตน มุมมองจากโลกใบนี้จะกล่าวว่า

‘หากองค์จักรพรรดิตรัสให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ย่อมมิอาจไม่ตาย แล้วชาวบ้านธรรมดาเล่าจะเหลืออันใด’

แต่ความทรงจำอีกชุดกลับให้กำเนิดความคิดกบฏ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำขึ้นมาคราแล้วคราเล่า

‘องค์จักรพรรดิ ขุนนาง ขุนศึกทั้งหลาย จะมีสายเลือดต่างจากสามัญชนตรงไหนกัน สามัญชนเพียงผู้เดียวหากลุกฮือด้วยโทสะ โลหิตก็แล่นสาดได้ไกลสามฉื่อ!’

‘บัลลังก์จักรพรรดิก็ผลัดกันครอง ปีนี้ถึงคราของบ้านเราบ้างไม่ได้หรืออย่างไร!’

ทว่าแม้ความคิดหาญท้าทายทั้งหลายจะผุดขึ้นในใจอวี๋เฉินเพียงใด เขาก็ไม่เคยเอ่ยสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ใดได้รับรู้

เพราะความทรงจำสองชาติทำให้เขาเข้าใจแจ่มชัดว่า ต่อให้คิดก่อการกบฏขึ้นมาจริง ก็ต้องมีอำนาจบ้าง มีทรัพย์สินบ้าง มีผู้คนให้เรียกใช้บ้าง หรือไม่ก็ต้องเป็นหนึ่งในผู้กลั่นชี่ในตำนานอันเลื่อนลอยลิบลับเหล่านั้น...

แต่ในฐานะคนสกุลผู้ต้องโทษ อวี๋เฉินไม่มีสิ่งใดสักอย่าง เรียนหนังสือไม่ได้ ฝึกยุทธ์ไม่ได้ ทำการค้าไม่ได้ เข้ารับราชการไม่ได้ มีแต่ทำอาชีพชั้นล่างสุดไว้ประทังชีวิต เช่น เฝ้าสุสาน

อวี๋เฉินเริ่มเฝ้าสุสานชิงเฟิงหลิงแห่งนี้ตั้งแต่สิบสามปี ผ่านมากว่าหกปีแล้ว

และปีนี้ ก็เป็นปีสุดท้ายของเขา

เขาส่ายศีรษะเบาๆ สะบัดความคิดสับสนให้พ้น แล้วผลักประตูเดินเข้ากระท่อม ทว่าจู่ๆ ความทรงจำแปลกปลอมอีกชุดก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมอง

เมื่อเรียบเรียงให้เข้าที่ เขาจึงพบว่า นี่คือความทรงจำช่วงท้ายที่สุดของ “ชาติที่แล้ว” ขณะกำลังนั่งยานพาหนะที่ชื่อว่ารถยนต์อยู่นั้น ได้เกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรง ทำให้เขาขาดใจตาย ถึงตรงนี้ ความทรงจำทั้งมวลของชีวิตเมื่อคราก่อนก็ถ่ายทอดถึงมืออวี๋เฉินครบถ้วนแล้ว

“นี่หรือว่าสวรรค์รู้ว่าชะตาข้าคงอีกไม่นาน จึงรวบให้ข้าได้ดูทั้งชาติที่แล้วให้จบในคราวเดียว?”

อวี๋เฉินหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ เขานึกว่าความทรงจำของ “ชาติที่แล้ว” คงสิ้นสุดเพียงเท่านี้

แต่... ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ในขณะที่ความทรงจำช่วงสุดท้ายหลั่งทะลักเข้ามาในห้วงสมอง อวี๋เฉินก็รู้สึกว่าศีรษะตนหมุนคว้างดุจฟ้าดินกลับตาลปัตร แล้วก็สิ้นสติล้มลง ราวกับอยู่ในห้วงฝัน อีกทั้งเหมือนถูกดึงเข้าสู่ภายในจิตวิญญาณของตนเอง มีเพียงความมืดมิดทึบดำไปทั่ว

ขณะอวี๋เฉินยังยืนนิ่งอย่างตะลึงงันนั้น พลันมีม้วนคัมภีร์ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางความว่างเปล่า เนื้อทั้งม้วนดำทองหม่น ล้อมรอบด้วยลำแสงดำขาวหมุนวน บนผืนคัมภีร์สลักลวดลายหมู่ภูตผีเริงระบำท่ามกลางรัตติกาล

มันค่อยๆ คลี่ตัวออก

ฉับพลัน ภาพวาดที่ลี้ลับและเก่าแก่ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าอวี๋เฉิน

ใต้ม่านหมอกหนาทึบ มีสายน้ำใหญ่เชี่ยวกรากสายหนึ่งไหลเชื่อมไปสุดสายตา บนผิวน้ำทอดสะพานหินหยาบเย็นสายหนึ่งพาดผ่าน สุดสะพานนั้น เสาหลักฟ้าสองแถวที่ดูประหนึ่งหล่อขึ้นจากทองแดงเขียวตั้งทะมึนเรียงราย เฝ้ารักษามหาวิหารสีดำสูงตระหง่านเยียบเย็นหลังหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงสวดพึมพำพร่าพรายแฝงความเคร่งขรึมก็ดังก้องอยู่ริมหูอวี๋เฉิน

“ผู้ทรงศักดิ์พลั้งผิดธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนตน ตัดขาดวัฏจักรเวียนว่าย ชิงถมเติมตนเอง ทำให้ระเบียบสวรรค์พังทลาย ความเกิดดับไร้ความมั่นคง...”

เสียงนั้นดังครืนดุจคำรามเกรี้ยว ทว่าก็คล้ายเสียงร่ำไห้โศกศัลย์ในคราวเดียวกัน แฝงพลังลี้ลับบางอย่าง ทำให้ในอกอวี๋เฉินเองก็พลอยพุ่งพล่านด้วยความโศกสลดและความโกรธล้ำลึก

กระนั้นอารมณ์นั้นกลับเพียงแวบผ่านแล้วเลือนหาย ห้วงฝันแตกกระจาย

เมื่ออวี๋เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าก็ยังเป็นห้องทรุดโทรมเช่นเดิม มีเตียงหนึ่ง หลังโต๊ะไม้เหลืองเก่าคร่ำหนึ่ง และเตาไฟผุพังที่บนขี้เถ้ายังมีควันกรุ่นอยู่บางเบา

“ฝันประหลาดอะไรกันนี่?”

แม้จะบอกว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ภาพที่เห็นเมื่อครู่กลับชัดเจนในห้วงคิด ราวกับเกิดขึ้นจริงไม่มีผิดเพี้ยน

อวี๋เฉินสั่นศีรษะพลางพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ทรุดตัวลงบนเตียงเก่าที่พร้อมจะพังอยู่รอมร่อ ตั้งใจจะข่มตานอน ในห้วงเลือนลางครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นจังหวะที่กำลังเคลิ้มเข้าสู่ฝันดีพอดี

แต่อวี๋เฉินกลับได้ยินเสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังมาเคลียริมหู คล้ายใกล้ก็ใกล้ คล้ายไกลก็ไกล เย็นเยียบพร่าเลือน แผ่ความอับชื้นเย็นยะเยือกน่าขนลุก

“หิว...”

“หิวเหลือเกิน...”

“ปลากุ้ยเซวี่ย...”

เสียงเย็นเยียบไม่ขาดสายอยู่ข้างหู อวี๋เฉินครึ่งตื่นครึ่งหลับพลางลืมตาขึ้นมา ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เขาสะดุ้งเฮือก ความง่วงเหงาหายไปสิ้น!

เฉพาะที่พื้นดินสีหม่นตรงหัวเตียง มีเงาร่างหนึ่งกำลังกระเสือกกระสนคลานเข้ามา ใบหน้าขาวซีด ผมเผ้ารุงรัง น้ำลายยืดยานยาวเป็นศอก!

รูปลักษณ์นั้น หากมิใช่ขอทานที่ตนเพิ่งฝังไปเมื่อกลางวันแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า ร่างนั้นห่อหุ้มด้วยหมอกสีขาว พ่นลมหายใจเยียบเย็นยะเยือก โอบคลุมรอบกายรอบหู แทบจะทำให้อวี๋เฉินถูกแช่แข็งตายอยู่ตรงนั้น

ในห้วงคับขัน เขาคว้าสิ่งของหนักชิ้นหนึ่งข้างหมอนขึ้นมาด้วยความลนลาน ทำเสียงแข็งข่มความหวาดกลัวในใจ!

“เจ้าผู้มีเวรมีกรรม! ไปตามหาแต่คนที่พรากชีวิตเจ้าสิ! อย่ามาก่อความวุ่นวายที่นี่ มิเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะขึ้นไปรายงานแก่กรมวั่งชี่ให้ท่านเต๋าและอาจารย์ผู้ใหญ่ช่วยกำจัดเจ้าทิ้งเสีย!”

ทว่าดูประหนึ่งดวงวิญญาณนั้นมิได้เข้าใจคำพูดของเขา เพียงคร่ำครวญพึมพำอยู่ไม่ขาด

“ปลากุ้ยเซวี่ย... ปลากุ้ยเซวี่ย...”

ยิ่งคลานเข้ามาใกล้ทุกที!

ในยามนั้น สองขาของอวี๋เฉินสั่นสะท้านอยู่แล้ว ทว่ากลับนึกไม่ออกเลยว่าจะพลิกสถานการณ์อย่างไรดี! เห็นได้ชัดว่าชีวิตแขวนคออยู่บนเส้นด้าย!

ทว่าในฉับพลันก็เกิดเหตุอาเพศขึ้น! สิ่งของหนักที่เขาคว้ามาเมื่อครู่พลันสั่นสะเทือนฮึงฮังขึ้นมา!

อวี๋เฉินหันหน้ามอง ก็พบว่าของหนักชิ้นนั้นคือม้วนคัมภีร์ในความฝันเมื่อไม่กี่ครู่ที่ผ่านมา เขาไม่รู้เลยว่าตนเองถือมันไว้ตั้งแต่เมื่อใด มันกำลังสั่นไหวไม่หยุด ราวอยากจะทะยานขึ้นสู่ฟ้ารับแสงดาว! ราวกับถูกสิ่งลี้ลับชักนำ อวี๋เฉินจึงปล่อยมันจากมือทั้งสอง

ม้วนคัมภีร์ดำทองนั้นทะยานขึ้นสู่เบื้องบนในฉับพลัน คลี่ตัวออก เปล่งรัศมีทองสุกสกาวจ้าจนแสบตา! ประหนึ่งมีแรงดูดไร้ขอบเขตพุ่งออกมาจากในนั้น ดูดกลืนดวงวิญญาณบนพื้นเข้าไปในผืนคัมภีร์!

แล้วแสงเรืองรองก็พลันหดกลับ ไม่เหลือเค้าความลี้ลับแม้แต่น้อย ก่อนตกกลับลงมาอย่างแนบแน่นสู่ฝ่ามือของอวี๋เฉิน เด็กหนุ่มผู้เฝ้าสุสานยังคงหวาดผวาไม่หาย หัวใจเต้นระรัวดุจกลองศึก!

เขาค่อยๆ คลี่ม้วนคัมภีร์ออกอีกครั้ง เห็นภาพบนผืนผ้าไม่สิ้นสุดดังเดิม แล้วนามแห่งคัมภีร์นั้นก็ค่อยผุดพรายขึ้นในใจของเขา

ฟ้าดินให้กำเนิดความเป็นและความตาย สรรพสิ่งหมุนเวียนไม่รู้จบ กาลเวลาร้อยรัดจนเป็นคัมภีร์หนึ่งม้วน นามว่า “เวียนวัฏ”

คัมภีร์โปรดสรรพชีวิต

ในคัมภีร์ที่มีนามว่า “โปรดสรรพชีวิต” นั้น ท่ามกลางม่านหมอกหนา เหนือฝั่งแม่น้ำหวงเฉวียน เงาผีที่คลานกระเสือกกระสนเมื่อครู่กลับหายวับไปอยู่ ณ ที่นั่น!

พร้อมกันนั้น ณ ส่วนต้นของคัมภีร์ ก็ปรากฏอักษรสีหม่นราวควันไฟขึ้นหนึ่งแถว

【ผู้ถือคัมภีร์: อวี๋เฉิน】

【หน้าที่: ไม่มี】

【ระดับวิถีเต๋า: ไม่มี】

【เทพอิทธิฤทธิ์: ไม่มี】

ถัดจากนั้น ยังมีอักขระลอยเลือนอีกหนึ่งบรรทัด

【คำปรารถนาสามัญ ชั้นที่เก้า】

【ปลากุ้ยเซวี่ยแห่งแม่น้ำลี่เหอ】

【กำหนดเวลา: สิบสองยาม】

【สำเร็จภารกิจแล้วมีรางวัล】

ตัวอักษรเหล่านี้แม้สั้นกระชับ หากแต่อวี๋เฉินกลับเข้าใจความหมายในนั้นโดยไม่รู้เพราะเหตุใด พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ความปรารถนาของดวงวิญญาณดวงนี้ คืออยากกินปลากุ้ยเซวี่ยแห่งแม่น้ำลี่เหอสักตัวหนึ่ง ภายในกำหนดสิบสองยาม หากช่วยไปนำมาให้จนสำเร็จ พอทำให้สมปรารถนาแล้ว ก็จะมีผลตอบแทนบางอย่าง

อวี๋เฉินกำม้วนคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตแน่น เนื้อคัมภีร์ราวทองก็ไม่ใช่ทอง ราวผ้าก็ไม่ใช่ผ้า อาศัยประสบการณ์สองชาติที่เคยประสบ เขาจึงค่อยๆ สงบจิตใจลงได้บ้าง

สามัญสำนึกจากชีวิตชาตินี้บอกแก่เขาว่า เมื่อเหตุการณ์เกิดความพิกล ย่อมต้องมีภูตผีอสุรกายอยู่เบื้องหลัง ควรรุดไปแจ้งแก่ศาลหลวง หากทำความชอบไว้ได้ บางทีอาจไถ่ล้างโทษเก่าของตน อยู่เย็นเป็นสุขไปชั่วชีวิต

แต่ความรู้จากชาติที่แล้วกลับด่าว่าดังลั่นในใจ!

“จะแจ้งผีบ้านผีช่องอะไรเล่า!”

“ใครเคยอ่านนิยายในเว็บชี่เตี่ยนย่อมรู้กันทั้งนั้น!”

“ระบบมาแล้ว!”

สนับสนุนผู้เขียน

หากคุณชอบตอนนี้ สามารถให้กำลังใจผู้เขียนได้ ของขวัญมีผลต่อการจัดอันดับเรื่องด้วยนะ!

2 ยอดอ่าน0 ความคิดเห็น0 การสนับสนุน

ความคิดเห็น
0

U

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!