เช้าวันนี้ ซูเฉินสะดุ้งตื่นจากเสียงใบไม้สั่นไหว
สิ่งแรกที่เห็น...ไม่ใช่แสงอาทิตย์ แต่คือ ไข่ยักษ์สีขาวขนาดเท่าครึ่งตัวเขา วางอยู่ตรงหน้า
“นี่มัน...”
เขาอ้าปากค้าง
ไข่ใบนี้มีลวดลายสีแดงเป็นเส้นโค้งวนเหมือนลายเพลิง มันวาวราวกับทาสีใหม่ ๆ
พื้นผิวเรียบเนียนราวหินอ่อน และที่สำคัญ — มัน “ใหญ่กว่าคน”
“ไข่ของใครกัน... หรือเมื่อคืนตอนข้าหลับ มีสัตว์ตัวใหญ่ผ่านมาแล้วทำหล่น?”
เขายกมือเกาศีรษะอย่างงุนงง
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นคือ... อาหารเช้าเมนูใหม่
แต่พอคิดถึงขนาดของไข่ เขาก็ขมวดคิ้ว “หรือจะเป็นนก? แต่นกบ้าอะไรไข่ออกมาขนาดนี้... ข้าอยากเห็นก้นมันจริง ๆ ว่าจะใหญ่แค่ไหน”
เอียวาที่อยู่ใกล้ ๆ มองเจ้านายเดินวนรอบไข่มาตั้งแต่เช้าอย่างเอือมระอา
ในที่สุด หนวดเส้นหนึ่งของมันก็ทนไม่ไหว เลื้อยเข้ามาสะกิดไหล่เบา ๆ
ซูเฉินสะดุ้ง “เฮ้ อะไรของเจ้า—”
หนวดของเอียวาชี้ไปที่ไข่ แล้วชี้ขึ้นบนยอดไม้สูงชันเหนือหัว
ซูเฉินพยักหน้า “หมายความว่ามัน...มาจากข้างบนสินะ?”
เอียวาสั่นหนวดขึ้นลงอย่างภูมิใจ เหมือนกำลังบอกว่า
“ใช่ ข้าเอามาเอง เก่งไหมล่ะ?”
ซูเฉินหน้าเสียในทันที
“เจ้าทำ...อะไรนะ?”
เขาเริ่มตัวแข็ง สายตากวาดมองรอบป่า
“ถ้ามีไข่...ก็ต้องมีแม่” เขาพึมพำ “และแม่ของไข่ที่ใหญ่ขนาดนี้... ตัวมันจะขนาดไหนกัน?”
เขายังพูดไม่ทันจบ —
“แกว๊กกกกกกกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องดังสนั่นป่าราวเสียงฟ้าผ่า
พื้นดินสั่นสะเทือน ต้นไม้ไหวสะท้าน ใบไม้ปลิวกระจายราวพายุ
ซูเฉินยกมือปิดหู “แม่งเอ๊ย... มาแล้วจริง ๆ!!”
จากทิศเหนือของป่า ปีกขนาดมหึมาปกคลุมท้องฟ้า
สิ่งมีชีวิตนั้นมีลำตัวสูงราวตึกสิบชั้น ขนทุกเส้นเปล่งไฟสีเลือดหมู ลุกโชติช่วงแต่ไม่ลามไปติดต้นไม้
“ไฟบรรลัยกันต์...” ซูเฉินพึมพำ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก “แต่ทำไมต้นไม้ไม่ไหม้...?”
อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นจนดินแตกระแหง
เขามีสองทางเลือก — โดดบ่อ หรือ หลบโพรงไม้
สุดท้ายเขาพุ่งเข้าหาโพรงไม้ที่พักของตัวเอง
น่าแปลก... ภายในโพรงกลับไม่ร้อนเลย
อุณหภูมิกลับนิ่งราวมีม่านบางอย่างกั้นอยู่
“ขอบใจนะ...ต้นไม้” เขาพึมพำเบา ๆ
ภายนอก เสียง “แกว๊กกกกก!!!” ดังก้องอีกครั้ง
นกยักษ์บินวนเหนือยอดไม้ เปลวไฟปลิวไปทั่วทั้งป่า สัตว์น้อยใหญ่แตกตื่นหนีตาย
“ลูกของข้า!! ลูกของข้าอยู่ไหน!!!”
เสียงกรีดร้องนั้นสั่นสะเทือนหัวใจ เหมือนมีไฟเผาอยู่ในอากาศ
มันเผาผลาญทุกสิ่งรอบตัวไม่เลือกหน้า —
ไม้ผลไหม้พรึ่บ สัตว์ร้ายที่วิ่งไม่ทันถูกเผาเป็นเถ้า
เสียงกรีดร้องดังระงมจนหูชา
หลายชั่วโมงผ่านไป... เปลวไฟค่อย ๆ มอดลง
ท้องฟ้ากลับมาสงบอีกครั้ง
ซูเฉินนั่งกอดหัวในโพรง “สาบานเลย ถ้าเจ้าเถาวัลย์ไม่ได้ลากไข่บ้า ๆ นี่มา ข้าคงได้กินข้าวเช้าอย่างสงบไปนานแล้ว...”
เขาหันไปมองเอียวาที่ทำหนวดหดเข้าหาตัวอย่างรู้สึกผิด
“เอาไปคืนซะ” เขาสั่งเสียงเย็น
เอียวาส่ายหนวดแรง “ทำไม่ได้”
“ไม่ได้เหรอ?!” ซูเฉินแทบจะกรีดร้อง
เขามองไข่ยักษ์ตรงหน้า หัวใจเต้นแรง
ถ้าทำลาย มันจะส่งกลิ่นล่อแม่กลับมาแน่
แต่ถ้าเก็บไว้...ก็คือเก็บ “ระเบิดเวลา”
ข้าจะทำยังไงดีเนี่ย!
สมองคิดวุ่นวาย
“หรือจะไปคุยกับมันดี?”
“เฮ้ แม่นกของเจ้าตกไข่ใส่หน้าข้า ชดใช้ค่าเสียหายมาซะ!”
“หรือจะขู่มันดี — เอามีดจ่อไข่ไว้แล้วตะโกนว่า อยากได้ลูกคืนไหม!? ฮ่าๆๆ”
เขาส่ายหัว “ไม่ดีแน่ ความคิดชั่วทั้งนั้น!”
มีเพียงทางเดียว — ต้องคืนไข่ให้มัน
ถึงจะเสี่ยง แต่ดีกว่าโดนไฟเผาทั้งป่า
ซูเฉินกวักมือเรียกเอียวา “ขึ้นไปเรียกแม่นกมาคุย ข้าจะ...เจรจา”
เขากำมีดไว้แน่น “ถ้าเจ้าไม่ไป ข้าจะเฉือนหนวดเจ้าเป็นชิ้น ๆ”
เอียวาสั่นหนวดเป็นพัลวัน ก่อนรีบเลื้อยขึ้นต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่นาน เสียง “แกว๊ก” ดังเบา ๆ บนยอดไม้
เอียวาชี้หนวดลงมาด้านล่าง จากนั้นก็เลื้อยกลับลงมาหา
ไม่นาน แสงสีแดงฉานก็ปรากฏบนยอดไม้
ร่างของนกยักษ์เริ่มหดลง... หดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงขนาดเท่านกแก้วตัวเล็ก
ขนของมันยังคงเป็นสีเลือดหมูสุกปลั่ง ดวงตาสีทองแวววาวเจือความระแวดระวัง
มันบินร่อนลงอย่างช้า ๆ มาหยุดที่ตรงหน้าเขา
ซูเฉินนั่งข้างกองไฟ กำลังย่างเนื้องูและเห็ดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดในป่าโบราณกำลังมองเขาอยู่
เทรโอกริฟฟ์ (Treogriff) — นกแห่งเพลิงเจ็บปวด ผู้พิทักษ์ป่าโบราณอ็อกซ์โบรเกีย
เจ้านกไฟเพ่งมองเขานิ่ง ๆ
“มนุษย์คนนี้หรือ...ที่ขโมยลูกข้า?”
มันเอียงหัวเล็กน้อยอย่างสงสัย
เอียวาสะกิดไหล่ซูเฉินเบา ๆ
“อะไรอีก...” เขาหันกลับไป
และทันทีที่สายตาปะทะกับนกสีเลือดหมูตัวนั้น —
“โอ้พระเจ้า...” ซูเฉินแทบหงายหลัง “เจ้าตัวเท่าบ้านหดเหลือแค่นี้เองเรอะ!?”
เขารีบลุกขึ้น ยกมือสองข้างโบกไปมา
“เข้าใจผิดนะ! ข้าไม่ได้ขโมยลูกเจ้า!!”
แล้วเขาก็รีบชี้ไปทางเอียวา “มันต่างหาก!”
เอียวาทำหนวดบิดหนีเงียบ ๆ แล้ว...เลื้อยจากไปทันที
“อย่าเพิ่งหนีสิวะ!” ซูเฉินตะโกนตาม
เทรโอกริฟฟ์มองเขาเงียบ ๆ ก่อนจะบินเข้าไปเกาะบนไหล่ของเขาอย่างอ่อนโยน
ความร้อนจากขนของมันแผ่ผ่านผิว แต่ไม่แผดเผา
“เอ่อ...” ซูเฉินแข็งค้าง “คือ...เจ้าจะทำอะไร?”
นกตัวเล็กหลับตาแน่น—ราวกับกำลัง “พักผ่อน”
เขาจิ้มเบา ๆ ที่ตัวมัน
“เฮ้ เจ้าเป็นอะไรไหม?”
ไม่มีปฏิกิริยา
เขาจิ้มอีกครั้ง “จึก... จึก...”
ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหว
ซูเฉินถอนหายใจยาว “ช่างมันเถอะ... ข้าเหนื่อยแล้ว”
เขาหันหลังกลับ “ข้าไปอาบน้ำละ”
เขาเดินไปถึงบ่อ น้ำเย็นสะท้อนแสงเช้า
แต่พอเริ่มถอดเสื้อ เขาก็หยุดกึก —
“เดี๋ยวนะ... นกมันยังเกาะอยู่บนไหล่ข้านี่นา”
เขาถอนหายใจ แล้วกัดฟันพูดเสียงดังในป่าเงียบ ๆ
“ฉีกมันเลย!!!”
เสียงผ้าขาดดัง ฟึ่บ!
เสื้อเพียงตัวเดียวของเขากลายเป็นเศษผ้าในมือ
ลมเย็นพัดผ่านแผ่นหลังเปลือย เสียงหัวเราะเหนื่อยล้าเล็ดรอดจากปาก
“โลกบ้าอะไรกันเนี่ย...”