บทที่ 7: "ความหวังดี" จากหัวหน้าฝ่ายปกครอง
หนึ่งคาบเรียนผ่านไป... สำหรับนักเรียนห้อง ม.4 ห้อง 14 แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และก็น่าประหลาดที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในชีวิต
หยางหมิงอวี่ไม่ได้สอนทฤษฎีคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรเลย แม้แต่โจทย์ตัวอย่างในหนังสือเขาก็ไม่ได้แตะ เขาเพียงแค่ใช้ระดับเสียงที่ราบเรียบติดจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ อธิบายถึงวิธีการเรียนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายขั้นพื้นฐานที่สุด—ทั้งเรื่องการเตรียมตัวก่อนเรียน วิธีการฟังครูสอน วิธีการจดบันทึก ไปจนถึงวิธีการรวบรวมโจทย์ที่ทำผิดเอาไว้แก้ไข
เนื้อหาพวกนี้ พวกเขาฟังกันมาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมต้นจนหูขึ้นถ่านไปหมดแล้ว ถ้าเป็นครูคนอื่นมาพูดแบบนี้ ไม่เกินสามนาทีคนทั้งห้องคงหลับกันระนาว
ทว่าวันนี้ กลับไม่มีใครหลับเลยสักคนเดียว
แม้แต่คนที่ใจลอยก็ยังไม่มี
ทุกคนต่างนั่งตัวตรงแหน็บราวกับเด็กประถมที่เพิ่งเข้าเรียนคาแรก พากันเงี่ยหูฟัง "คำพูดซ้ำซากจำเจ" ที่พวกเขาเคยดูแคลนนักหนาอย่างตั้งอกตั้งใจ พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเผลอไผล เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่บนโพเดียมคนนั้น เพิ่งจะใช้มือเปล่าตบหน้าจนโลกทัศน์ของพวกเขาพังทลายลงมากับตา พวกเขาเกรงว่าหากเผลอไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว อาจจะพลาดข้อมูลสำคัญที่จะใช้ "แก้ไขบทละครชีวิต" ของตัวเองไป
สภาวะจิตใจที่จดจ่ออย่างหนักเช่นนี้ ทำให้พอเสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น ทุกคนต่างรู้สึกราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน
เมื่อหยางหมิงอวี่หนีบสมุดเตรียมการสอนไว้ใต้รักแร้ พลางเอ่ยคำว่า "เลิกคลาส" แล้วเดินออกจากห้องไป ทั้งห้องยังคงตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าประหลาด จนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายวับไปจากประตูห้องเรียน เส้นด้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดคาบถึงได้ขาดผุดออกมาพร้อมเสียง “วึ้งงง”
“เฮ้อออออ—”
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอกดังประสานกันไปทั่วห้อง
“เชี่ย... แม่เจ้าเว้ย หลังกูเปียกเหงื่อโชกเลยเนี่ย!”
“อาจารย์คนนี้... เป็นปีศาจป่ะวะ? เมื่อกี้กูไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเลย!”
“เขารู้เรื่องพวกนั้นได้ยังไงกันแน่? โคตรหลอนเลยว่ะ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกอัดอั้นมาตลอดคาบระเบิดออกมาดุจเขื่อนแตก นักเรียนต่างจับกลุ่มกันสองสามคน พลางกระซิบกระซาบพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างตื่นเต้น บนใบหน้าของทุกคนผสมปนเประหว่างความตื่นตัว ความขยาด และความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง
ทว่าหวังฮ่าวไม่ได้เข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย เขานั่งเหม่อลอยอยู่กับที่ ในหัวมีแต่คำสปอยล์ตอนจบสองรูปแบบที่หยางหมิงอวี่ทิ้งไว้ให้วนเวียนอยู่ซ้ำๆ... ล้มละลาย หรือ รุ่งโรจน์? คำถามปรนัยข้อนี้เปรียบเสมือนภูเขาที่กดทับอยู่บนอกของเขาอย่างหนักอึ้ง เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ว่า อาณาจักรธุรกิจของพ่อที่ดูเหมือนจะมั่นคงถาวรนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงปราสาททรายที่รอวันลมพัดปลิวหายไปก็ได้
ส่วนหลินเทียนที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ทำเพียงหยิบเครื่อง GBA ออกมา เปิดเครื่อง แล้วก็ปิดเครื่อง ทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น ในหัวของเขาไม่ใช่ภาพจากในเกม แต่คือดวงตาที่เรียบเฉยทว่าลุ่มลึกของหยางหมิงอวี่ เขาพยายามใช้ตรรกะอันละเอียดอ่อนของตัวเองวิเคราะห์อาจารย์คนนี้ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือน "บั๊ก (BUG) ระดับพระเจ้า" ที่ไม่สามารถจัดหมวดหมู่หรือคาดเดาอะไรได้เลย
ในขณะที่จ้าวหมิ่น ทำเพียงเก็บมีดคัตเตอร์ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนนั้นลงในส่วนที่ลึกที่สุดของกล่องดินสอเงียบๆ
ม.4 ห้อง 14 ห้องเรียนที่คนทั้งโรงเรียนตราหน้าว่าเป็น "ศูนย์รับขยะ" กำลังเกิดปฏิกิริยาเคมีบางอย่างที่มองไม่เห็นอย่างเงียบเชียบในวันเปิดเทอมวันแรก
ทว่าหยางหมิงอวี่ที่เป็นศูนย์กลางของพายุลูกนี้ กลับไม่มีโอกาสได้พักผ่อนแม้แต่น้อย
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพักครู ก็มีเสียงหนึ่งรั้งเขาไว้จากทางด้านหลัง
“อาจารย์หยาง รบกวนหยุดคุยกันสักครู่ครับ”
เสียงที่ฟังดูนุ่มนวลแต่เจือไปด้วยความเจ้าเล่ห์ดังมาจากเบื้องหลัง
หยางหมิงอวี่หันกลับไปมอง พบชายวัยกลางคนที่มีทรงผมแบบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (หัวล้านวงกลมกลางหัว) สวมแว่นกรอบทอง พุงพลุ้ย ยืนยิ้มเผล่แต่ไปไม่ถึงดวงตาจ้องมองเขาอยู่
หวังไห่เต๋อ หัวหน้าฝ่ายปกครอง
ในชาติที่แล้ว ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้แหละที่คอยกลั่นแกล้งเขาอยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่หมอนี่ถนัดที่สุดคือการทำให้เรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก (แบบชุ่ยๆ) การปัดความรับผิดชอบ รวมถึงการประจบประแจงเบื้องบนและกดขี่ผู้น้อย
“หัวหน้าหวัง มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?” สีหน้าของหยางหมิงอวี่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับเขาไม่รู้จักชายตรงหน้าเลยสักนิด
“ไอ้หยา อาจารย์หยางคนเก่งนี่เอง!” หวังไห่เต๋อเดินเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น พลางตบไหล่หยางหมิงอวี่เบาๆ ด้วยท่าทางสนิทสนมราวกับเป็นเพื่อนซี้ที่คบกันมานานปี “เป็นยังไงบ้าง? วันแรกที่ต้องคุมห้อง 14 ราบรื่นดีไหม?”
“ก็ดีครับ” หยางหมิงอวี่ตอบสั้นๆ
“ดีก็ดีแล้ว ดีก็ดีแล้ว” หวังไห่เต๋อพยักหน้ายิ้มกริ่ม พลางขยับแว่นกรอบทองของตัวเอง ดวงตาคู่เล็กที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์ฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา “คนหนุ่มน่ะนะ เพิ่งเริ่มทำงาน มีไฟ มีความมุ่งมั่น มันก็เป็นเรื่องดี แต่ว่านะ ในฐานะที่ผมเป็นรุ่นพี่ มีสถานการณ์บางอย่างที่ผมคงต้องแจ้งให้คุณทราบล่วงหน้าสักหน่อย”
เขาลากหยางหมิงอวี่ไปยังมุมหนึ่งของห้องพักครูที่ไม่มีคนอยู่ แล้วลดเสียงต่ำลงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังปรึกษาเรื่องสำคัญ “เสี่ยวหยาง คุณอาจจะยังไม่รู้ ห้อง 14 ที่คุณรับผิดชอบอยู่น่ะ สถานการณ์มัน... ค่อนข้างจะพิเศษ”
เขาจงใจลากเสียงยาวพลางสังเกตปฏิกิริยาของหยางหมิงอวี่
“นักเรียนห้องนี้จะว่ายังไงดีล่ะ? เฮ้อ...” เขาถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้า ‘เห็นใจคุณเหลือเกิน’ ออกมา “พวกนี้เป็นนักเรียนที่มีปัญหาซึ่งโรงเรียนเราจำเป็นต้องรับเข้ามาผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ใช่พวกที่บ้านรวยแต่ดื้อรั้นหัวชนฝา ก็เป็นพวกสมองทึบที่เข็นไม่ขึ้น หรือไม่ก็พวกเด็กขอบสังคมที่มีปัญหาทางจิตใจ สรุปสั้นๆ นะ มันก็คือ ‘ถังขยะ’ ดีๆ นี่เอง”
คำว่า “ถังขยะ” เขาพูดออกมาอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูถูกอย่างไม่ปิดบัง
“เพราะฉะนั้นนะ อาจารย์หยาง” น้ำเสียงของหวังไห่เต๋อเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น “ทางโรงเรียนไม่ได้คาดหวังอะไรสูงนักกับห้องนี้ ข้อกำหนดของเรามีง่ายๆ แค่สองข้อ”
เขายูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
“ข้อแรก ดูแลเรื่องความปลอดภัย อย่าให้พวกมันไปก่อเรื่องวิวาทหรือสร้างความเดือดร้อนในโรงเรียน”
“ข้อสอง ให้พวกมันเรียนจบไปแบบราบรื่น ประคองให้ได้รับใบประกาศนียบัตรมัธยมปลายก็พอแล้ว”
“ส่วนเรื่องผลการเรียนน่ะเหรอ...” หวังไห่เต๋อแค่นหัวเราะพลางโบกมือปัด “คุณไม่ต้องไปเหนื่อยแรงเปล่าหรอก เด็กพวกนั้นไม่ใช่ว่าคุณจะมาสอนแค่ไม่กี่คาบแล้วจะทำให้ดีขึ้นได้หรอกนะ แค่คุณคุมพวกมันให้อยู่ อย่าให้มีเรื่อง ก็ถือว่าสร้างผลงานใหญ่หลวงแล้ว! อยู่ไปแบบเนียนๆ สามปีให้มันจบๆ ไปน่ะดีที่สุด เข้าใจความหมายที่ผมพูดใช่ไหม?”
คำพูดเหล่านี้ เกือบจะถอดแบบมาจากสิ่งที่หยางหมิงอวี่เคยได้ยินในชาติที่แล้วทุกกระเบียดนิ้ว
ในชาติที่แล้ว เมื่อชายหนุ่มที่มีไฟเต็มเปี่ยมอย่างเขาได้ยินคำพูดแบบนี้ เขารู้สึกเสียใจจนตัวชา เหมือนอุดมการณ์การเป็นครูที่พกมาถูกราดด้วยน้ำสกปรกของระบบราชการและผลประโยชน์ส่วนตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า และมันก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มมีความคิดที่จะทอดทิ้งห้อง 14 ไปจริงๆ
แต่คราวนี้ ในใจของหยางหมิงอวี่กลับสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่ามันช่างน่าขำสิ้นดี
เขามองดูใบหน้าที่ฉาบด้วยความเจ้าเล่ห์ของหวังไห่เต๋อ มองดูท่าทางที่เหมือนจะมา "สั่งสอน" แบบผู้มีพระคุณนั่น แล้วจึงขัดจังหวะขึ้นมานิ่งๆ
“หัวหน้าหวังครับ”
หวังไห่เต๋อกำลังพูดจนเพลิน พอถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง “หืม? มีอะไรเหรอ?”
“ผมเข้าใจความหมายของคุณแล้วครับ” สายตาของหยางหมิงอวี่จ้องตรงไปยังดวงตาคู่เล็กหลังเลนส์ของหวังไห่เต๋อ เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ทว่ากลับหนักแน่นและมั่นคง “แต่ความเห็นของผม อาจจะไม่เหมือนกับคุณหรือทางผู้บริหารโรงเรียนสักเท่าไหร่นะครับ”
รอยยิ้มบนหน้าของหวังไห่เต๋อแข็งทื่อไปชั่วขณะ “อ้อ? งั้นเหรอ? แล้วอาจารย์หยางมีความเห็นที่สูงส่งกว่านี้ยังไงล่ะ?” น้ำเสียงของเขาเริ่มเจือไปด้วยความไม่พอใจจางๆ
“ผมไม่มีความเห็นที่สูงส่งอะไรหรอกครับ” หยางหมิงอวี่ส่ายหน้า ทว่าน้ำเสียงกลับมั่นคงอย่างยิ่ง “ผมแค่เชื่อในประโยคหนึ่งที่ว่า—นักเรียนไม่ใช่ขยะ และทุกคนคืออัจฉริยะ”
ประโยคนี้ หากพูดในวงการการศึกษาที่ไหนมันก็คือ "ความถูกต้องทางการเมือง" (Political Correctness) อย่างที่สุด แต่เมื่อมันหลุดออกมาจากปากของหยางหมิงอวี่ พร้อมกับสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความท้าทายแบบไม่ลดละ มันกลับทำให้หวังไห่เต๋อรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
“หัวหน้าหวังครับ ผมไม่คิดว่าเด็กๆ ห้อง 14 คือขยะ” หยางหมิงอวี่พูดต่อ “พวกเขาก็แค่หลงทางในช่วงวัยที่ต้องการการชี้แนะมากที่สุด สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่การควบคุม ไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่คือโอกาส”
“โอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัวเองครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังไห่เต๋อหายวับไปอย่างสมบูรณ์
เขาจ้องมองคนหนุ่มที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำตรงหน้าเงียบๆ ถึงห้าวินาทีเต็มๆ อาจารย์คนอื่นๆ ในห้องพักครูที่สัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันต่างก็พากันปรายตามองมาด้วยความสงสัย
ทันใดนั้น หวังไห่เต๋อก็หัวเราะออกมา
เขาหัวเราะออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ รอยยิ้มนั้นไม่มีความ "อบอุ่น" หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน การเยาะเย้ย และความสงสารราวกับกำลังมองดูคนปัญญาอ่อน
“หึๆ... หึๆๆ...” เขาส่ายหน้าไปมา ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่สุดประจำปี “คนหนุ่มน่ะนะ มีไฟ มีอุดมการณ์น่ะมันดีจริงๆ นะ ดีจริงๆ”
เขาตบไหล่หยางหมิงอวี่อีกครั้ง แต่คราวนี้ท่าทางเหมือนกำลังปัดเศษฝุ่นที่ไม่ตัวตนออกไปจากเสื้อมากกว่า
“แต่ก็นะ... อุดมการณ์มันช่างสวยหรู แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายนะไอ้หนู ไว้คุณลองไปคลุกคลีกับไอ้พวกคุณหนูคุณชายพวกนั้นนานๆ เข้า คุณก็จะรู้เองว่าสิ่งที่ผมพูดในวันนี้มันคือคำสอนที่มีค่าแค่ไหน”
เขายืดตัวขึ้น จัดปกเสื้อตัวเองด้วยท่าทีที่ดูเหนือกว่า
“เอาเถอะ ผมพูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว คุณก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน”
เขาเว้นจังหวะ เหมือนจะนึกอะไรออกจึงเสริมว่า “อ้อ เกือบลืมไป ตอนสี่โมงเย็นจะมีประชุมสายชั้น ครูประจำชั้น ม.4 ทุกคนต้องเข้าร่วมด้วยนะ ถึงตอนนั้น คุณก็ถือโอกาสลองฟังดูแล้วกันว่า อาจารย์รุ่นพี่ที่คุมห้องกิฟต์เตดหรือห้องธรรมดาเขา ‘อบรมสั่งสอน’ นักเรียนกันยังไง”
พูดจบ หวังไห่เต๋อก็ไม่ปรายตามองหยางหมิงอวี่อีกเลย เขาแอ่นพุงพลุ้ยๆ ก้าวเท้าเดินส่ายอาดๆ กลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างช้าๆ
เขารู้ดีว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกแล้ว
ความจริงอันโหดร้าย จะเป็นคนมอบบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดให้กับเจ้าหนุ่มเพ้อฝันคนนี้เอง
ภายในห้องพักครู อาจารย์รุ่นเก่าบางคนที่ได้ยินบทสนทนาบางส่วน ต่างมองมาที่แผ่นหลังของหยางหมิงอวี่ พลางแสดงสีหน้าเห็นใจบ้าง หรือรอดูเรื่องสนุกบ้าง
“มาอีกคนแล้ว พวกที่คิดจะกู้โลก”
“เหอะๆ ยังเด็กเกินไปจริงๆ ไม่รู้ซะแล้วว่าน้ำในห้อง 14 มันลึกแค่ไหน”
“รอดูเถอะ ไม่เกินเดือนหรอก เดี๋ยวไอ้หนุ่มนี่ก็คงถูกขัดเกลาจนหายซ่าเองแหละ”
หยางหมิงอวี่หาได้สนใจเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบรอบตัวไม่ เขาเพียงแค่เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างสงบ เลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง เริ่มต้นจัดระเบียบแผนการสอนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
บนใบหน้าของเขาไม่มีความโกรธ ไม่มีภาวะซึมเศร้า และไม่มีแม้แต่อารมณ์แปรปรวนใดๆ
เขารู้ดีว่า “ความหวังดี” ของหวังไห่เต๋อเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้น
ของอร่อยที่แท้จริง คือการประชุมสายชั้นในช่วงบ่ายวันนี้ต่างหาก
ที่นั่น มี “เพื่อนเก่า” อีกคนหนึ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าอย่างจัง
อาจารย์ประจำชั้น ม.4 ห้อง 1 (ห้องกิฟต์เตด) หลิวเฟิง
ครูที่เก่งกาจด้านการสอน แต่จิตใจคับแคบ ขี้อิจฉา และเป็นคนที่ดูถูก "เด็กหลังห้อง" มากที่สุด
ในชาติที่แล้ว หมอนี่มักจะใช้ความ "เน่าเฟะ" ของห้อง 14 มาเป็นตัวเปรียบเทียบเพื่อเชิดชูความ "ยอดเยี่ยม" ของห้องกิฟต์เตดของตัวเองต่อหน้าสาธารณชนอยู่บ่อยครั้ง
มุมปากของหยางหมิงอวี่หยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
เขาหยิบแก้วน้ำชาที่เย็นชืดมานานแล้วขึ้นมาจิบเบาๆ หนึ่งคำ
ดีมาก...
ทุกอย่าง ยังคงเป็นไปตาม "บทละคร" ในความทรงจำเป๊ะๆ
ถ้าอย่างนั้น... ก็ปล่อยให้พายุลูกนี้โหมกระหน่ำให้แรงกว่านี้อีกหน่อยเถอะ
เขารอคอยเวลานี้มานานถึงสามสิบปีแล้ว!