บทที่ 8: คำถากถางจากอาจารย์ประจำชั้นห้องกิฟต์เตด
บ่ายสี่โมงเย็น ณ ห้องพักครูสายชั้น ม.4
มวลอากาศในห้องอึดอัดหนืดเหนียวราวกับฟองน้ำที่อมน้ำไว้จนชุ่ม
อาจารย์ประจำชั้น ม.4 กว่ายี่สิบคนนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะประชุมตัวยักษ์ ส่วนใหญ่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าจากการเคี่ยวกรำมาตลอดทั้งบ่ายปรากฏบนใบหน้า แสงแดดภายนอกหน้าต่างที่ลอดผ่านมู่ลี่ลงมา ตัดผ่านอากาศที่อบอวลด้วยควันบุหรี่จางๆ จนกลายเป็นลำแสงพาดผ่านใบหน้าที่บ้างก็เคร่งขรึม บ้างก็ตายซากของแต่ละคน
หยางหมิงอวี่ นั่งนิ่งสงบอยู่ที่มุมห้อง ราวกับเป็นก้อนหินที่กลมกลืนไปกับฉากหลัง
เขาวางตัวต่างจากครูบรรจุใหม่คนอื่นๆ ที่มักจะลนลานพยายามหาทางเข้ากลุ่ม หรือเข้าไปตีสนิทกับคนนั้นคนนี้ เขาทำเพียงแค่นั่งฟังและเฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบเชียบเท่านั้น
ใบหน้าส่วนใหญ่ที่นี่ เขาล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ค่อยๆ เป่าใบชาในกระติกน้ำร้อนอย่างไม่รีบร้อน คือหัวหน้าสายชั้น... ตาแก่ใจดีที่กำลังจะเกษียณและยึดคติ ‘ทำอะไรก็ได้แต่อย่าให้ตัวเองซวย’ ทางซ้ายมือของเขาคืออาจารย์ประจำชั้นห้อง 2 หญิงแกร่งผู้เข้มงวดที่ยึดถือระเบียบวินัยยิ่งชีพ...
ส่วนคนที่นั่งอยู่ทางขวามือคนแรกของหัวหน้าสายชั้น ชายหนุ่มที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกริบ ผมเผ้าหวีจัดทรงอย่างไร้ที่ติ ปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อย และแววตามักจะฉายประกายแห่งความเหนือกว่าออกมาจางๆ เสมอ... เขาคนนั้นคือ หลิวเฟิง
อาจารย์ประจำชั้น ม.4 ห้อง 1 หรือ "ห้องกิฟต์เตด" ที่คนทั้งโรงเรียนต่างจับตามอง
เนื้อหาการประชุมไม่ได้ต่างไปจากความทรงจำของหยางหมิงอวี่เลยสักนิด
เริ่มต้นด้วยหัวหน้าสายชั้นร่ายกำหนดการเปิดเทอมที่แสนจืดชืดอยู่นานครึ่งชั่วโมง เน้นย้ำเรื่องวินัย เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย และเน้นย้ำตัวชี้วัดทางการศึกษาต่างๆ จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วง "แลกเปลี่ยน" ประสบการณ์การสอนของอาจารย์แต่ละห้อง
และคำว่า "แลกเปลี่ยน" ที่ว่านี้ ก็กลายเป็น "โชว์เดี่ยว" ของหลิวเฟิงไปในเวลาอันรวดเร็ว
“...ภาพรวมของห้องผมก็ถือว่าไปได้สวยครับ” หลิวเฟิงกระแอมไอเล็กน้อย พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนถ่อมตัวแต่จริงๆ แล้วขิงกันชัดๆ “พื้นฐานเด็กห้องนี้ดีอยู่แล้ว ความกระตือรือร้นในการเรียนก็สูงมาก แต่แน่นอนว่าเราจะประมาทไม่ได้ ผมเลยตั้งเป้าหมายแรกให้พวกเขาว่า ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ ต้องพรีวิวเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ของทั้งเทอมนี้ให้จบ และอาทิตย์หน้า ห้องผมจะมีการสอบวัดระดับภายในครับ”
สิ้นคำพูดนี้ เสียงอุทานเบาๆ ด้วยความทึ่งก็ดังขึ้นทั่วห้องประชุม
“โอ้โห สมเป็นห้องกิฟต์เตดจริงๆ!”
“ลูกศิษย์ที่อาจารย์หลิวปั้นมานี่มันคนละชั้นจริงๆ!”
“อาทิตย์เดียวพรีวิวเนื้อหาสายวิทย์จบทั้งเทอม? พลังการเรียนรู้นี่มันจะโหดเกินไปแล้ว!”
หลิวเฟิงดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ถูกรายล้อมด้วยเสียงเยินยอ เขาโบกมือปัดอย่างสงวนท่าที แต่บนใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด “ไม่หรอกครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเด็กๆ เขารู้หน้าที่เองด้วย ครูอย่างเราก็แค่ชี้นำให้ถูกทาง ปรับนิสัยการเรียนให้เข้าที่เข้าทางตั้งแต่เนิ่นๆ มันก็เหมือนการสร้างบ้านนั่นแหละครับ ฐานรากต้องตรงและมั่นคง ถ้าฐานเบี้ยว ต่อให้พยายามแค่ไหนภายหลัง มันก็เสียเวลาเปล่า”
เขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ทว่าจู่ๆ บทสนทนาก็เปลี่ยนทิศทาง สายตาของเขาปรายมองไปยังมุมห้องที่หยางหมิงอวี่นั่งอยู่แบบมีเลศนัย
“แต่ก็นะ ผมก็ได้ยินมาว่าอาจารย์รุ่นใหม่บางท่านก็ไฟแรงเหลือล้น แถมยังมีไอเดียเยอะซะด้วย ไม่ชอบเดินตามรอยเดิมๆ ที่ต้อง ‘ปูพื้นฐาน’ แบบพวกเรา แต่ชอบไปเล่นอะไรที่มัน... อืม... ‘แหวกแนว’ น่ะครับ”
เขาจงใจเน้นคำว่า “แหวกแนว” จนน้ำหนักของคำเต็มไปด้วยการถากถาง ต่อให้เป็นคนที่ความรู้สึกช้าแค่ไหนก็ยังฟังออก
บรรยากาศในห้องพักครูพลันเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที
สายตาของทุกคนเริ่มมองสลับไปมาระหว่างหลิวเฟิงกับหยางหมิงอวี่โดยอัตโนมัติ
วีรกรรมเรื่องที่หยางหมิงอวี่ไป “ทรงเจ้าเข้าผี” ในห้อง 14 ได้แพร่สะพัดไปทั่วกลุ่มครูผ่านช่องทางต่างๆ มาสักพักแล้ว บางคนฟังเป็นเรื่องตลก บางคนมองว่าเรียกร้องความสนใจ แต่คนที่กล้าเอามาพูดแดกดันกลางที่ประชุมอย่างไม่ไว้หน้าแบบหลิวเฟิงนี้ ถือเป็นคนแรก
หวังไห่เต๋อ ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ลอบแสยะยิ้มเย็นชาออกมา เขาจิบชาพลางทำท่าทางเป็นผู้ชมที่อยู่นอกวงโคจร เขาตั้งใจจะให้ "ขิงแก่" อย่างหลิวเฟิงนี่แหละ มาสั่งสอนเจ้า "ลูกเจี๊ยบ" อย่างหยางหมิงอวี่ให้สำนึกซะบ้าง
หยางหมิงอวี่ยังคงไร้ความรู้สึก ราวกับว่า "อาจารย์รุ่นใหม่" ที่หลิวเฟิงพูดถึงนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
ทว่าความนิ่งเฉยของเขากลับกลายเป็นการท้าทายที่ไร้เสียงในสายตาของหลิวเฟิง
หลิวเฟิงวางถ้วยชาลง เสียงของเขาไม่ดัง แต่มันชัดเจนพอที่จะให้คนทั้งห้องได้ยิน
“ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะ การสอนหนังสือเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก จะมาเล่นปาหี่หลอกเด็กไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับพวกเด็กที่พื้นฐานแย่ นิสัยเสีย เรายิ่งต้องติดดินเข้าไว้ เริ่มขัดเกลาจากระเบียบวินัยขั้นพื้นฐานที่สุด ซ่อมแซมจุดที่บกพร่องจากความรู้ที่ง่ายที่สุด”
“ไม่ใช่ไปเล่นพวกทางลัดนอกลู่นอกทาง หรือทำตัวเด่นเพื่อเรียกร้องความสนใจไปวันๆ”
คำว่า “นอกลู่นอกทาง เรียกร้องความสนใจ” ถูกเน้นย้ำอย่างหนักแน่นและเชื่องช้า ราวกับเป็นฝ่ามือที่ฟาดเข้าใส่หน้าของหยางหมิงอวี่ฉาดใหญ่
มวลอากาศในห้องประชุมแข็งตัวไปโดยสมบูรณ์
ทุกคนต่างกั้นหายใจรอรับชมฉากเด็ด พวกเขาอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มมาใหม่คนนี้ เมื่อถูกรุ่นพี่ตบหน้ากลางที่ประชุมอย่างไม่เหลือชิ้นดีขนาดนี้ จะแสดงสีหน้าอับอายขายหน้าออกมาอย่างไร
ทว่า บนใบหน้าของหยางหมิงอวี่ก็ยังคงไร้ร่องรอยของอารมณ์ใดๆ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ ทำเพียงแค่ใช้ปากกาจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดของตัวเองอย่างใจเย็น
การถูกเมินอย่างสิ้นเชิงแบบนี้ ทำให้การเหน็บแนมที่หลิวเฟิงเตรียมมาอย่างดีเหมือนการชกออกไปปะทะกับก้อนนุ่น มันให้ความรู้สึกที่น่าหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าของหลิวเฟิงพลันมืดมนลงทันที
“อาจารย์หยาง!”
หลิวเฟิงกระชากหน้ากากผู้ดีจอมปลอมทิ้งแล้วเรียกชื่อออกมาตรงๆ
พรึบ!
สายตาทุกคู่ในห้องประชุมราวกับสปอร์ตไลท์ พุ่งเป้าไปที่หยางหมิงอวี่ในชั่วพริบตา
หยางหมิงอวี่ถึงได้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและการดูแคลนของหลิวเฟิง ก่อนจะถามกลับนิ่งๆ “อาจารย์หลิว มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”
ท่าทางที่เหมือนเพิ่งจะหลุดออกจากภวังค์นั่น ยิ่งทำให้หลิวเฟิงเดือดปุดๆ ยิ่งกว่าเดิม
“ผมไม่มีธุระอะไรหรอก” หลิวเฟิงแค่นหัวเราะเยาะ น้ำเสียงแหลมคมจิกกัด “ผมแค่แปลกใจนิดหน่อยน่ะครับอาจารย์หยาง ได้ข่าวว่าคุณมีความสามารถ ‘หยั่งรู้อนาคต’ งั้นเหรอ?”
“หึๆ...” เสียงหัวเราะขำขันอย่างอดไม่อยู่ดังระงมไปทั่วห้องพักครู
“ผมได้ยินนักเรียนพูดกันว่า วันนี้คุณสปอยล์อนาคตของเด็กในห้องไปครบทุกคนเลยนี่?” หลิวเฟิงเอนหลังมองหยางหมิงอวี่ด้วยสายตาเหยียดหยามตั้งแต่หัวจรดเท้า “ในเมื่อคุณเก่งกาจขนาดนั้น งั้นช่วย ‘สปอยล์’ ให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
เขาเว้นจังหวะ ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยการท้าทายอย่างจงใจ
“ไหนลองคำนวณดูซิว่า ห้อง 14 ของคุณน่ะ ในการสอบย่อยประจำเดือนครั้งแรกของเดือนหน้า จะมีคนสอบผ่านกี่คน?”
คำถามนี้ช่างอำมหิตและร้ายกาจยิ่งนัก
ใครๆ ก็รู้ว่าพื้นฐานของห้อง 14 มันเละเทะขนาดไหน อย่าว่าแต่สอบผ่านเลย แค่มีคนได้คะแนนถึงเลขสองหลักเกินครึ่งห้องก็ต้องเรียกได้ว่าปาฏิหาริย์ลงมาโปรดแล้ว
คำถามของหลิวเฟิงไม่ใช่การถามหาคำตอบ แต่มันคือการ "ประจาน" และ "ฉีกหน้า" กันกลางที่สาธารณะชัดๆ
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังคิกคักขึ้นเป็นระยะทั่วห้องประชุม
หวังไห่เต๋อยิ่งนั่งดูฉากนี้ด้วยความสะใจ เขารอคอยที่จะเห็นหยางหมิงอวี่หน้าแดงก่ำและอับอายจนแทรกแผ่นดินหนี
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องและเสียงถากถางที่ดังระงมไปทั่วห้อง ในที่สุด ความสงบนิ่งบนใบหน้าของหยางหมิงอวี่ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
เขาไม่ได้โกรธ และไม่ได้รู้สึกอับอาย
เขาเพียงแค่ค่อยๆ วางปากกาในมือลง จากนั้นจึงยืดแผ่นหลังที่ดูเหมือนจะบอบบางทว่าตั้งตรงขึ้นอย่างสง่างาม
เขาสบสายตาเข้ากับหลิวเฟิง และกวาดตามองไปยังทุกคนในที่ประชุม มุมปากของเขาค่อยๆ หยักยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครในที่นั้นสามารถตีความความหมายออกได้เลย
เขา... กำลังจะเริ่มโต้กลับแล้ว