บทที่ 6: ผู้สปอยล์อนาคตของพวกเธอ
คำถามของหยางหมิงอวี่เปรียบเสมือนหินยักษ์ที่จมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร แม้ไม่เกิดแรงกระเพื่อมให้เห็นบนผิวน้ำ แต่มันกลับทำให้ความกดดันที่ก้นทะเลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในชั่วพริบตา
ห้อง ม.4 ห้อง 14 ทั้งห้องในขณะนี้ ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกกดปุ่มหยุดค้างไว้ บนใบหน้าที่เยาว์วัยทุกใบหน้าต่างแข็งทื่อด้วยความตระหนกและมึนงงในแบบเดียวกัน
ไม่มีใครกล้าตอบ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
คำถามงั้นเหรอ? ในใจพวกเขามีคำถามเยอะเกินไป เยอะจนแทบจะระเบิดสมองน้อยๆ ของพวกเขาให้แตกเป็นเสี่ยงๆ
อาจารย์คนนี้เป็นใคร? เขารู้ได้ยังไงว่าพ่อของหวังฮ่าวจะซื้อหุ้นตัวไหน? เขาทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำขนาดนั้นได้อย่างไรว่าน้ำหมึกจะหกใส่หน้าไหนของหนังสือ? แล้วเขาแอบมองเข้าไปในความลับที่ลึกที่สุดในใจของจ้าวหมิ่นได้อย่างไรกัน?
เขาเป็นเทพเจ้า? เป็นปีศาจ? หรือเป็นคนบ้าที่เสียสติไปแล้วกันแน่?
คำถามเหล่านี้ปั่นป่วนอยู่ในใจของทุกคนเหมือนพายุคลั่ง ทว่าไม่มีใครกล้าส่งเสียงให้หลุดรอดผ่านลำคอออกมา เพราะดวงตาที่เรียบเฉยแต่คมปลาบคู่นั้นของหยางหมิงอวี่ราวกับมองทะลุทุกสิ่งไปหมดแล้ว การตั้งคำถามใดๆ ต่อหน้าเขาดูจะเป็นเรื่องโง่เขลาและเกินจำเป็น
ความเงียบที่ชวนอึดอัดนี้ดำเนินไปเกือบครึ่งนาที ในที่สุด เสียงทุ้มห้าวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายแผ่นน้ำแข็งที่เงียบงัน
“อาจารย์ครับ!”
สายตาของทั้งห้องหันขวับไปยังต้นเสียงทันที—เขาคือ จางเหว่ย เด็กพละร่างกำยำที่นั่งอยู่แถวหลังสุด
ในขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะถูกบดขยี้ทั้งทางสติปัญญาและจิตใจ จางเหว่ยผู้ที่มีความคิดความอ่านซื่อตรงเรียบง่าย กลับกลายเป็นคนแรกที่หลุดพ้นจากบรรยากาศอันพิศวงนั้นออกมาได้ เส้นประสาทที่ถูกฝึกฝนมาอย่างแข็งแกร่งจากการเล่นกีฬา ดูจะมีพลังป้องกัน "ดาเมจ" จากสงครามประสาทนี้ได้สูงกว่าคนอื่น
เขาเกาศีรษะที่ตัดผมทรงสกินเฮด ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนปนซื่อ เอ่ยถามด้วยเสียงก้องกังวานว่า: “อาจารย์... อาจารย์พูดเรื่องอะไรเนี่ย เหมือนฟังนิทานเลย อะไรคือ... อะไรคือ ‘ผู้สปอยล์’ งั้นเหรอครับ?”
คำถามนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคน คำว่า “สปอยล์” ในปี 2002 ยังไม่ได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเหมือนในยุคหลัง แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทที่ครูพูดมา นักเรียนพอจะเดาความหมายของมันได้ลางๆ ทว่ายิ่งเดาออก พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้สาระและเหลือเชื่อ
สายตาของทุกคนย้ายจากจางเหว่ยกลับมาโฟกัสที่หยางหมิงอวี่บนโพเดียมอีกครั้ง เพื่อรอฟังคำตอบ เมื่อเผชิญกับคำถามของจางเหว่ย หยางหมิงอวี่นอกจากจะไม่โกรธแล้ว ในแววตาของเขายังฉายแววชื่นชมออกมาวูบหนึ่ง
ดีมาก ในที่สุดก็มีคนกล้าเปิดปาก น้ำนิ่งย่อมเลี้ยงปลาใหญ่ไม่ได้ สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ฝูงแกะที่ถูกขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ แต่คือฝูงหมาป่าที่ถูกสยบจนเชื่องต่างหาก
“ถามได้ดี”
หยางหมิงอวี่ยังคงรักษาท่าทีสุขุม เขาไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ถามกลับว่า: “พวกเธอชอบดูหนัง อ่านนิยายกันใช่ไหม?” นักเรียนต่างไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็พยักหน้าตามสัญชาตญาณ
“งั้นลองคิดดูสิ” เสียงของหยางหมิงอวี่มีพลังดึงดูดราวกับร่ายมนตร์ “ถ้าชีวิตของพวกเธอ คือภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ถูกเขียนบทไว้เสร็จสรรพแล้ว และพวกเธอทุกคนต่างก็เป็นตัวเอกในหนังเรื่องนั้น ทุกคำพูดที่พูดออกมาในแต่ละวัน ทุกสิ่งที่ทำลงไป ล้วนเป็นการเดินตามบทที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ตอนจบที่ถูกระบุไว้ล่วงหน้าแล้ว”
การเปรียบเปรยที่แปลกใหม่และเห็นภาพชัดเจนนี้ดึงความสนใจของทุกคนได้ทันที แม้แต่จ้าวหมิ่นที่ประสาทตึงเครียดอยู่ตลอดเวลาก็ยังเผลอเงี่ยหูฟัง หยางหมิงอวี่ยื่นนิ้วออกมา ชี้ไปยังนักเรียนแถวหน้าสองสามคน
“อย่างเช่นเธอ” เขาชี้ไปยังเด็กหนุ่มที่แอบหาวเมื่อครู่ “บทของเธออาจจะเป็น... ในคาบนั่งหลับ นอกคาบเล่นสนุก ใช้ชีวิตไปวันๆ จนจบสามปี สุดท้ายสอบเข้าแม้แต่วิทยาลัยอาชีวะก็ยังไม่ได้ อายุยี่สิบต้นๆ ก็ต้องไปแบกอิฐในเขตก่อสร้าง ตากแดดตากฝน ทำงานที่เหนื่อยที่สุดและหนักที่สุด อายุยังไม่ถึงสามสิบ ร่างกายก็เต็มไปด้วยโรคและอาการบาดเจ็บ”
ความง่วงงันบนหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความอับอายและหวาดกลัวลึกๆ ที่ถูกจี้จุด หยางหมิงอวี่เบนสายตาไปทางหลิวลี่ลี่ เด็กสาวที่เพิ่งทาลิปกลอสไปก่อนหน้านี้
“หรืออย่างเธอ บทของเธออาจจะเป็น... วันๆ คิดแต่เรื่องแต่งตัวและรักในวัยเรียน ทิ้งการเรียนจนพังพินาศ สุดท้ายถูกไอ้พวกนักเลงกระจอกที่พูดจาหวานล้อมหลอกฟัน จบมัธยมปลายก็ต้องรีบแต่งงานจมปลักอยู่กับกองงานบ้านและความขัดแย้งในครอบครัวที่ไม่จบสิ้น เผาผลาญความเยาว์วัยไปทีละนิด จนอายุยี่สิบห้าแต่หน้าตาดูเหมือนป้าวัยสี่สิบ”
ใบหน้าของหลิวลี่ลี่ซีดเผือดลงทันควัน เธอเผลอยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เสียงของหยางหมิงอวี่ก้องกังวานในห้องเรียนที่เงียบสงัด มันปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แต่มันกลับเหมือนมีดผ่าตัดที่กรีดเปิดอนาคตอันโหดร้ายที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงออกมาต่อหน้าต่อตา
“บทละครของพวกเธอส่วนใหญ่ ผมอ่านจบหมดแล้ว” เขากวาดสายตามองทั่วห้อง แล้วเอ่ยช้าๆ “บอกตามตรงนะ ตอนจบมัน... แย่มาก แย่สุดๆ มันคือละครโศกนาฏกรรมน้ำเน่า หรือไม่ก็หนังเกรดบีที่ห่วยแตกจนคนดูอยากจะกดข้ามไปให้พ้นๆ”
บรรยากาศในห้องเรียนเหมือนอุณหภูมิลดฮวบลงไปอีกหลายองศา อารมณ์ที่เรียกว่า “ความสิ้นหวัง” เริ่มแผ่ซ่านไปในใจของเหล่านักเรียน หลายคนในที่นี้ลึกๆ แล้วก็เคยคิดถึงอนาคตตัวเองอยู่บ้าง แต่มันเป็นเพียงจินตนาการที่เลือนรางและห่างไกล พวกเขาไม่เคยถูกใครลากมาแฉความจริงที่เปลือยเปล่าและเลือดซิบได้เท่าวันนี้มาก่อน
หวังฮ่าวที่เงียบมานาน ตอนนี้ริมฝีปากเริ่มแห้งผาก เขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ‘แล้วบทละครของฉันล่ะ? ตอนจบของฉันจะเป็นยังไง?’ เขาเผลอมองไปที่หยางหมิงอวี่ แววตาเต็มไปด้วยความโหยหาปนหวาดกลัว
หยางหมิงอวี่จับสังเกตสายตาของเขาได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนักเรียนทั้งห้อง เขารู้ดีว่า... ได้เวลาแล้ว
“แต่ผม...” เขาเปลี่ยนน้ำเสียง พลันเสียงนั้นก็กลับมาสูงและทรงพลัง “เหตุผลที่ ‘ผู้สปอยล์’ อย่างผมมาอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อมาหัวเราะเยาะบทละครที่ห่วยแตกของพวกเธอ และไม่ใช่เพื่อมารอดูพวกเธอเดินไปสู่ตอนจบที่น่าเวทนา”
“ผมมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเธอ” “ช่วยพวกเธอ... แก้ไขบทละคร!”
คำว่า “แก้ไขบทละคร” เปรียบเสมือนเสียงอัสนีบาตที่ระเบิดขึ้นกลางใจที่ตายซากของนักเรียนทุกคน! หากคำว่า “พยากรณ์” หรือ “สปอยล์” ก่อนหน้านี้มอบความกลัวและความสิ้นหวังให้แก่พวกเขา เช่นนั้นแล้วสี่คำนี้ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดพุ่งเข้ามาในห้องมืดที่ปิดตาย!
ทุกคนเงยหน้าขึ้นฉับพลัน จ้องมองไปยังอาจารย์บนโพเดียมที่ในตอนนี้ดูราวกับมีรัศมีเปล่งประกายรอบตัวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้แต่หลินเทียนที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ดวงตาที่มักจะหม่นแสงเพราะอดนอนจากการเล่นเกม บัดนี้กลับมีประกายเจิดจ้าขึ้นมา
สมองของเขาที่ถูกฝึกฝนด้วยเนื้อเรื่องเกมและตรรกะการพิชิตด่านมานับไม่ถ้วน เข้าใจแก่นแท้ของประโยคนี้ในทันที—“แก้ไข” มันคือคำที่เต็มไปด้วยตัวแปรและความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด!
“บทละครชีวิตของพวกเธอในตอนนี้ มันเป็นแค่บทร่างฉับแรกเท่านั้น” เสียงของหยางหมิงอวี่เต็มไปด้วยพลังที่โน้มน้าวใจ “ทิศทางของเรื่องราว โชคชะตาของตัวละคร ตอนจบของภาพยนตร์... ทุกอย่างเปลี่ยนได้หมด!”
“ละ... แล้วต้องเปลี่ยนยังไงคะ?” เด็กสาวใจกล้าคนหนึ่ง ถามขึ้นด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับยุงและสั่นเครือ
“ด้วยปากกาในมือของพวกเธอเอง” หยางหมิงอวี่หยิบชอล์กบนโต๊ะครูขึ้นมาชูไว้สูง ราวกับกำลังถือคทาอาญาสิทธิ์
“ปากกาด้ามนี้ มันมีชื่อว่า ‘ความพยายาม’ มีชื่อว่า ‘ความรู้’ และมีชื่อว่า ‘การเลือก’!” สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หวังฮ่าวอีกครั้ง
“หวังฮ่าว ตอนนี้ครูสามารถสปอยล์เส้นทางชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วให้เธอได้สองเส้นทางเลยนะ”