ตอนที่ 10 บานประตูที่เปิดออกและผู้นำทางที่แสนอ่อนโยน
“สวัสดีค่ะ รุ่นพี่เจียงซื่อ”
เมื่อเห็นเจียง เข่อเข่อพากลุ่มเพื่อนเข้ามา เจียงซื่อก็เผลอคิดไปวูบหนึ่งว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า
น้องสาวคนนี้ที่ตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาตั้งแต่พ่อแม่เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ไม่ใช่แค่มีทัศนคติที่ย่ำแย่ต่อเขาเท่านั้น
ความจริงแล้วหล่อนเย็นชากับทุกคน วางท่าทางเหมือนจะตัดขาดจากโลกใบนี้ไปเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่เพื่อนเลย ปกติอยู่ที่โรงเรียนกับเพื่อนร่วมชั้นยังแทบจะไม่ปริปากพูดสักคำ
ทุกครั้งที่ไปประชุมผู้ปกครอง อาจารย์ประจำชั้นมักจะเน้นย้ำเรื่องนี้กับเขาเสมอ
เด็กที่บ้านคุณเก็บตัวเกินไปแล้ว แบบนี้ไม่ไหวนา ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยไหมว่าป่วยหรือเปล่า...
โรงเรียนสมัยนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียนมากเกินไป จนเจียงซื่อไม่ค่อยชินเอาเสียเลย
อย่างสมัยพวกเขาก่อนหน้านี้ ไหนเลยจะมีสวัสดิการดีๆ แบบนี้...
“นี่เพื่อนของหนู กินเร็น”
คำพูดของเจียง เข่อเข่อขัดจังหวะความคิดของเขา เขาจึงพยักหน้า “เข้ากันให้ดีๆ ล่ะ”
“ไม่ต้องให้บอกหรอก”
ไม่ใช่ว่าเจียงซื่อจะทำตัวเป็นเด็กเหมือนเข่อเข่อที่ชอบเล่นเกมสงครามเย็น
เขาสื่อสารกับเจียง เข่อเข่อตามปกติมาโดยตลอด เพียงแต่ยังคงสไตล์การพูดจาแบบเดียวกับที่เขาใช้กับพ่อในชาติที่แล้ว
เมื่อเทียบกับน้องสาวแล้ว เจียง เข่อเข่อในสายตาเขาเหมือนลูกสาวเสียมากกว่า ถ้าวัดจากอายุทางจิตใจก็ประมาณนั้นแหละ
ตั้งแต่เด็กเวลาพ่อแม่ไปทำงาน เขาก็เป็นคนช่วยเลี้ยงยัยหนูคนนี้มาตลอด ทั้งเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม กล่อมกนอนก็ทำมาหมดแล้ว
จะบอกว่าเป็นพ่อหล่อนก็ไม่ถือว่าเอาเปรียบอะไร ยิ่งตอนนี้พ่อแม่เสียไปแล้ว พี่ชายคนโตก็เปรียบเสมือนพ่อ
ส่วนทำไมในฐานะพ่อถึงได้เย็นชา หรือแม้แต่ทำตัวตามใจตัวเองขนาดนี้...
ก็เพราะพ่อแท้ๆ ในชาติก่อนของเขาเป็นคนแบบนี้น่ะสิ
แม้พ่อแม่ในชาตินี้จะค่อนข้างใจดี แต่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมีไม่มากนัก แถมยังไม่สนิทใจเท่าไหร่ เจียงซื่อเลยถนัดกับวิธีการอยู่ร่วมกันแบบชาติที่แล้วมากกว่า
ช่วงวัยต่อต้านก็ดุด่าไป ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปยุ่ง ปกติแทบไม่เห็นเงาหัวกัน ขอแค่ไม่ก่อเรื่องจะทำอะไรก็ทำไป
ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็ไปขออาศัยบ้านญาติ ลดภาระไปได้อีกหนึ่ง
ดังนั้นหลังจากทักทายเสร็จ เจียงซื่อก็เดินเข้าครัวไปทำกับข้าวของตัวเอง ส่วนเจียง เข่อเข่อก็ไม่ได้สนใจเขาต่อ หล่อนลากเพื่อนเข้าห้องนอนไปทันที
ในแง่นี้ พวกเขาในฐานะครอบครัวถือว่ามีเคมีที่ตรงกันอย่างประหลาด
ส่วนกินเร็นน่ะสิที่ซวย
เดิมทีหล่อนกะว่าจะตามเจียง เข่อเข่อมาที่บ้านเพื่อลองเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ของหล่อนให้ยอมให้หล่อนเข้าร่วมหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ
แต่พอมาถึงกลับเจอสถานการณ์แบบนี้ ตัวเองเลยต้องมาติดอยู่ตรงกลางด้วยความกระอักกระอ่วนใจแทบตาย
“พี่ชายเธอคือเจียงซื่อเหรอเนี่ย...”
พอกลับเข้าห้องนอนมาได้ยินเสียงรำพึงของกินเร็น เจียง เข่อเข่อก็รู้สึกแปลกใจ “ทำไมเหรอ? เธอรู้จักเขาด้วยเหรอ?”
“ในมัธยมปลายน่ะ แทบไม่มีใครไม่รู้จักเขาหรอกมั้ง? โรงเรียนแถวนี้เขารู้จักชื่อเขากันทั้งนั้นแหละ”
กินเร็นทำหน้าปั้นยาก “โดดเรียนเป็นว่าเล่น ทำเอาอาจารย์โมโหแทบตาย แถมยังชอบหาเรื่องใส่ตัว ไปท้าทายพวกนักเลงนอกโรงเรียนก่อนตลอด บอกว่าเป็นการฝึกต่อสู้จริง แล้วก็ซัดพวกนั้นจนเข้าโรงพยาบาลไปเลย พ่อแม่พวกนักเลงนั่นตามมาหาเรื่องถึงโรงเรียนเลยนะ... ยังดีที่พวกนั้นมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ทางโรงเรียนเลยพอจะจัดการรับมือได้”
มุมปากของเจียง เข่อเข่อกระตุก หล่อนย่อมรู้กิตติศัพท์ความแสบของพี่ชายแท้ๆ คนนี้ดีอยู่แล้ว
แต่ไม่คิดว่าจะดังกระฉ่อนขนาดนี้ ขนาดสาวน้อยเวทมนตร์ยังรู้จัก
“เขาก็ห่วยแตกแบบนี้แหละ”
“มันก็ไม่ได้ห่วยแตกขนาดนั้นหรอกมั้ง...” กินเร็นหัวเราะแห้งๆ อย่างประหม่า ก่อนจะกระซิบเบาๆ “อย่างน้อยพวกนักเลงแถวโรงเรียนก็ไม่กล้าโผล่หัวมาอีกเลย เพราะโดนเขาซัดจนเข็ดขยาด ถือว่าทำความดีไปในตัวแหละนะ เพราะเขาไม่เคยรังแกนักเรียนเลย”
“พ่อกับแม่เคยบอกให้เขาเรียนให้จบมหาวิทยาลัย” เจียง เข่อเข่อถอดรองเท้าแตะ นั่งลงบนเตียงแล้วกอดเข่าตัวเอง “แต่เขากลับไม่ตั้งใจเรียนเลย วันๆ ถ้าไม่โดดเรียนไปต่อยตี ก็เอาแต่พูดว่าจะฝึกฝนร่างกาย...”
“พ่อแม่ของเธอ...”
“เมื่อสามปีก่อนเจอสัตว์ภัยพิบัติ แล้วก็เสียไปแล้ว”
แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กินเร็นก็ยังกล่าว “ขอโทษด้วยนะ” ออกมา
ความจริงหล่อนพอจะเดาได้ว่าพ่อแม่ของเจียงซื่อเสียชีวิตไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่หล่อนเห็นเจียงซื่อต่อยตีอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมปลาย หล่อนเคยได้ยินมาบ้าง
ตอนนั้นอาจารย์ประจำชั้นของเจียงซื่อออกมาลากตัวเขากลับไป แล้วอาจารย์คนนั้นก็ด่าเขาด้วยความโมโหสุดขีด
“เป็นเด็กกำพร้าแล้วจะไม่เห็นหัวโรงเรียนเลยใช่ไหม?”
แต่หล่อนก็ไม่แน่ใจนักว่าอาจารย์คนนั้นแค่โมโหจนหน้ามืดเลยด่าส่งเดชว่าเป็นเด็กกำพร้า หรือว่าพ่อแม่เขาเสียชีวิตจริงๆ กันแน่
พอได้รับการยืนยันแบบนี้ ก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย
“อย่างที่เธอเห็นนั่นแหละ ที่บ้านมีแค่ฉันกับเจียงซื่อ ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี ถ้าเธออยากจะกล่อมให้เขาอนุญาตให้ฉันเข้าหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ เธอก็ลองดูได้นะ ฉันไม่มีอารมณ์จะไปคุยเรื่องนี้กับเขาหรอก”
ความสัมพันธ์ย่ำแย่แบบเห็นได้ชัดเลยแฮะ...
กินเร็นถอนหายใจ “งั้นฉันจะลองดูแล้วกัน”
เจียง เข่อเข่อแค่นเสียงเหอะในลำคอ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วเอนตัวลงนอนกอดเข่าบนเตียง “ตามใจเธอเถอะ”
...
ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ เจียงซื่อก็ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นกินเร็นเดินออกมาจากห้องของเข่อเข่อ
เขาไม่คิดว่าเพื่อนของเจียง เข่อเข่อจะเดินออกมาเอง
และยิ่งไม่คิดว่าเจียง เข่อเข่อจะไม่ยอมออกมา
ปกติแล้วเวลานี้เจียง เข่อเข่อจะออกมาหาข้าวกิน แล้วเขาก็จะรู้หน้าที่เดินขึ้นห้องไปเอง
กิจวัตรประจำวันมันเป็นแบบนี้มาตลอด
เขามองไปแวบหนึ่ง ดูเหมือนเจียง เข่อเข่อจะยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา เจียงซื่อเลยเตรียมจะเก็บโต๊ะแล้วกลับเข้าห้องตัวเองก่อน
“รุ่นพี่เจียงซื่อคะ รุ่นพี่น่าจะจำฉันได้ใช่ไหม?”
อีกฝ่ายถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เจียงซื่อเหลือบมองหล่อนแวบหนึ่ง “จำไม่ได้”
อ๊ากกกก การเริ่มต้นแบบนี้มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ด้วย!
ความจริงตอนที่หล่อนเดินออกมา หล่อนเตรียมใจมาตั้งนานแล้ว เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกัน หล่อนเป็นหัวหน้าห้องที่มักจะไปช่วยงานอาจารย์ที่ห้องพักครูบ่อยๆ ส่วนเจียงซื่อก็เป็นเด็กหลังห้องที่มักจะโดนทำโทษให้ไปยืนหน้าห้องพักครูบ่อยๆ เลยเคยหน้ากันบ้าง
พอลองคิดดูดีๆ จำนวนครั้งที่เจอกันมันก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ในสถานการณ์แบบนั้น เจอกันสักสามสี่ครั้งก็น่าจะประทับใจจนจำได้แม่นไม่ใช่เหรอ?
หล่อนเลยกะว่าจะใช้เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการตีสนิทเสียหน่อย
ผลคือล้มเหลวไม่เป็นท่า...
หล่อนอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็รีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว แม้ใบหูจะเริ่มแดงระเรื่อ แต่ก็ยังคงรักษาพยามยิ้มแบบมืออาชีพเอาไว้
ฉันคือหัวหน้าหน่วยสาวน้อยเวทมนตร์เชียวนะ จะมาแพ้ให้กับคนธรรมดาได้ยังไง!
“ฉันคือกินเร็น หัวหน้าห้อง ม.4 ห้อง 6 ค่ะ เราเคยเจอกันที่ห้องพักครู...”
“อ้อ ขอโทษทีนะ นึกไม่ออกจริงๆ”
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ” รองเท้าบูทมาร์ตินส้นหนาของกินเร็นเคาะกับพื้นเบาๆ “วันนี้ที่โรงเรียนของเจียง เข่อเข่อมีสัตว์ภัยพิบัติปรากฏตัว รุ่นพี่ก็น่าจะทราบเรื่องแล้วใช่ไหมคะ?”
“ไม่รู้สิ”
“...ในข่าวมีรายงานอยู่นะคะ”
“ฉันไม่ดูข่าว”
ในที่สุดกินเร็นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเจียง เข่อเข่อถึงไม่ชอบพี่ชายตัวเอง
คุยด้วยยากชะมัดเลย
ขณะที่กำลังคิดว่าจะถอดใจดีไหม เจียงซื่อก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นมาว่า “ไม่บาดเจ็บใช่ไหม?”
กินเร็นเบิกตากว้าง ก่อนจะถามกลับไปอย่างซื่อๆ “ใครคะ? ฉันเหรอ?”
“...ฉันสนิทกับเธอขนาดนั้นเลยเหรอ?”
กินเร็นถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขาถามถึงเจียง เข่อเข่อ “เอ่อ เปล่าค่ะ ไม่เจ็บ”
ความจริงตอนที่หล่อนจัดการกับสัตว์ภัยพิบัติก่อนหน้านี้หล่อนได้รับบาดเจ็บมานิดหน่อย เลยเผลอคิดไปแวบแรกว่าเขาถามถึงตัวเอง ผลคือหน้าแตกซ้ำสอง
อยากตายชะมัด...
“อ้อ งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว”
ถึงจะดูเย็นชาไปหน่อยก็เถอะ
แต่เมื่อกี้เขาแอบเป็นห่วงเจียง เข่อเข่อนี่นา?
พอแน่ใจเรื่องนี้ กินเร็นก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง จึงถามออกไปว่า “รุ่นพี่มีความคิดเห็นยังไงกับสาวน้อยเวทมนตร์เหรอคะ?”
“แข็งแกร่ง”
“เอ่อ แล้วถ้าคุณเจียง เข่อเข่อได้กลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ขึ้นมา รุ่นพี่จะคิดยังไงคะ?”
“ก็คงสู้หล่อนไม่ได้แล้วล่ะ” ถ้าไม่แปลงร่างน่ะนะ
กินเร็นยกมือขวาขึ้นนวดขมับตัวเอง รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเลย
เพราะคำตอบของอีกฝ่ายมันดูจริงใจมาก ไม่มีวี่แววของการประชดประชันหรือล้อเล่นเลยสักนิด
น้องสาวแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ปฏิกิริยาแรกคือตัวเองจะสู้หล่อนไม่ได้แล้วเนี่ยนะ?
พวกพี่น้องคู่นี้ใช้ชีวิตกันยังไงเนี่ย? นี่รุ่นพี่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับน้องสาวตัวเองเลยเหรอ?
แต่หล่อนคิดว่าเจียงซื่อคงแค่ตอบในมุมมองของพลังต่อสู้เฉยๆ คงไม่ได้หมายความว่าจะไปสู้กับน้องสาวตัวเองจริงๆ หรอก
กินเร็นก็ไม่ได้โง่ หล่อนเคยเห็นมาแล้วว่าความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่ทะเลาะตบตีกันมันเป็นยังไง
เจียง เข่อเข่อแม้จะมีท่าทีเย็นชาและดูจะรำคาญพี่ชายตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเกลียดชังกันขนาดที่ต้องลงไม้ลงมือ
“ความจริงแล้ว ปกติสาวน้อยเวทมนตร์จะไม่ใช้พลังนี้สู้กับคนในครอบครัวหรอกนะคะ” หล่อนอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทางหน่วยงานจัดการภัยพิบัติจะควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดค่ะ”
“อ้อ เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติเหรอ?”
“เป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบค่ะ รับหน้าที่แค่คอยชี้แนะและชักชวนสาวน้อยเวทมนตร์ให้เข้าร่วมหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ แน่นอนว่าปกติก็เป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดา ทางหน่วยงานเห็นว่าคนวัยเดียวกันน่าจะคุยกันง่ายกว่า...”
นั่นมันคำโกหกทั้งเพ เจียงซื่อมีรายชื่อสาวน้อยเวทมนตร์บางส่วนของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติเมืองบีเอชอยู่ในมือ
กินเร็น อายุสิบห้าปี สูงร้อยห้าสิบเซนติเมตร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการสาวน้อยเวทมนตร์เมืองบีเอช สาวน้อยเวทมนตร์สีชมพู ถนัดการโจมตีทางจิต พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ครบ มีพี่สาวหนึ่งคนซึ่งทำงานอยู่ในหน่วยงานจัดการภัยพิบัติเช่นกัน
ไม่ใช่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ แต่เป็นบุคลากรสายต่อสู้ตัวจริงเสียงจริงเลยต่างหาก
ไม่นึกเลยว่าจะส่งระดับแกนนำมาหาเจียง เข่อเข่อโดยตรง ช่างมีความตั้งใจจริงเสียเหลือเกิน
แต่ก็พอจะเข้าใจได้ ในช่วงสองปีมานี้ สาวน้อยเวทมนตร์ที่ถือกำเนิดในเป่ยไห่มักจะถูกสำนักชิงอวิ๋นตัดหน้าไปเสียหมด — ปิงถังมักจะหาสาวน้อยเวทมนตร์เจอในจุดที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติหาไม่เจอเสมอ
หน่วยงานจัดการภัยพิบัติเมืองบีเอชที่หาคนเข้าหน่วยไม่ได้ ถึงขั้นเคยตกที่นั่งลำบากจนต้องไปขอกำลังเสริมจากสาวน้อยเวทมนตร์เมืองอื่นมาช่วยงาน
หน่วยงานจัดการภัยพิบัติเมืองอื่นไม่มีที่ไหนน่าอนาถเท่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่แค่ไร้หนทางจัดการกับองค์กรสาวน้อยเวทมนตร์อิสระของภาคเอกชน แต่ยังแย่งคนสู้เขาไม่ได้ จนถูกบีบให้ต้องไปยืมตัวสาวน้อยเวทมนตร์จากเมืองอื่นมาใช้งาน
จนบางครั้งคนก็พากันตั้งคำถามว่า ฝั่งไหนกันแน่ที่เป็นองค์กรของรัฐ?
ดังนั้นครั้งนี้ที่มีสาวน้อยเวทมนตร์คนใหม่ถือกำเนิดขึ้น การส่งหัวหน้าหน่วยมาทาบทามด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องปกติมาก
สำหรับคำโกหกของกินเร็น เจียงซื่อก็ไม่ได้คิดจะแฉแต่อย่างใด เพียงแต่เออออตามไปว่า “เข่อเข่อกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์แล้วเหรอ? เธอพาหล่อนไปลงทะเบียนที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติก็น่าจะจบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือไง?”
หลังจากลงทะเบียนเป็นสาวน้อยเวทมนตร์อย่างเป็นทางการแล้ว นอกจากจะได้รับเงินเดือนจากเทศบาลเมือง ยังมีการรักษาความลับของตัวตนและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานจัดการภัยพิบัติอีกด้วย
“ตอนนี้คุณเจียง เข่อเข่อยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเป็นต้องมีครอบครัวไปด้วยค่ะ อีกอย่างดูเหมือนหล่อนยังลังเลว่าจะเข้าร่วมหน่วยงานจัดการภัยพิบัติไหม” กินเร็นพูดด้วยสีหน้ากังวล “ฉันกลัวว่าหล่อนจะกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์อิสระ ตอนนี้สัตว์ภัยพิบัติก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมของสำนักชิงอวิ๋นก็ถี่ขึ้น สาวน้อยเวทมนตร์อิสระน่ะอันตรายมาก ถ้าโดนหลอกให้เข้าสำนักชิงอวิ๋นไปจะยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่...”
“ก่อนหน้านี้ก็มีสาวน้อยเวทมนตร์หลายคนโดนหลอกเข้าไปแล้วหายสาบสูญไปเลย สำนักชิงอวิ๋นที่น่ารังเกียจ สักวันฉันจะจับพวกนั้นมาลงโทษให้หมดเลย!”
เมื่อมองดูกินเร็นที่ดูจะกัดฟันกรอดด้วยความแค้น เจียงซื่อก็ยังคงทำหน้าตาย “นั่นสินะ น่ารังเกียจจริงๆ”
กินเร็นสงบสติอารมณ์ลงก่อนจะพูดต่อ “สรุปคือ ฉันหวังว่ารุ่นพี่จะช่วยเกลี้ยกล่อมเจียง เข่อเข่อให้ไปลงทะเบียนเป็นสาวน้อยเวทมนตร์อย่างเป็นทางการกับหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสำนักชิงอวิ๋นหมายหัว ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกคุณอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่ยังไงก็เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ถ้ารุ่นพี่ยอมเอ่ยปาก หล่อนก็น่าจะยอมฟังบ้างใช่ไหมคะ?”
เจียงซื่อที่เก็บโต๊ะเสร็จแล้ว ก็รินน้ำชาให้หล่อนตามมารยาท “เธออยากกินอะไรหน่อยไหม? เดี๋ยวฉันทำให้”
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไร ฉันกินมาแล้วก่อนจะมาที่นี่...”
แน่นอนว่าต่อให้หล่อนบอกว่าจะกิน เจียงซื่อก็ไม่คิดจะทำให้อยู่ดี เพราะเขาทำความสะอาดห้องครัวไปหมดแล้ว และเขาก็ไม่มีอารมณ์จะทำกับข้าวด้วย
อย่างมากที่สุดก็แค่สั่งเดลิเวอรี่ให้หล่อน
“เรากลับมาคุยเรื่องของเจียง เข่อเข่อกันต่อเถอะค่ะ...”
“ฉันไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของหล่อน” เจียงซื่อพูดขัดขึ้นมา “ปีนี้หล่อนอยู่ ม.2 แล้ว มีวิจารณญาณพอที่จะแยกแยะถูกผิดได้เอง ถ้าหล่อนไม่อยากทำ ก็คงมีเหตุผลของตัวเอง การที่ฉันไม่รู้แม้แต่เหตุผลแล้วไปบังคับให้หล่อนไปหน่วยงานจัดการภัยพิบัติ มันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่”
คำพูดที่เตรียมมาของกินเร็นถูกเจียงซื่อดักทางไว้หมด หล่อนมองเขาตาค้างอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างลังเลว่า “ฉันคิดว่า หล่อนอาจจะยังไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อาจจะตัดสินใจอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องมาเสียใจภายหลังได้ เพราะงั้นถึงต้องมีผู้ใหญ่มาช่วยตัดสินใจให้...”
“ฉันก็ไม่ได้โตกว่าหล่อนเท่าไหร่หรอก การตัดสินใจของฉันก็ใช่ว่าจะดีที่สุดเสมอไป”
เจียงซื่อเลื่อนถ้วยน้ำชาที่รินเสร็จแล้วไปให้ “การคิดว่าสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจแทนเด็กคือสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือความโอหังของผู้ใหญ่ ทำไมจะปล่อยให้เด็กเสียใจไม่ได้ล่ะ? เด็กๆ มีสิทธิ์ที่จะเลือก และควรจะได้รับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ พวกเขาก็ควรมีสิทธิ์ที่จะได้เผชิญและลิ้มรสด้วยตัวเอง หล่อนอยู่ ม.2 แล้ว ควรจะเริ่มยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว”
กินเร็นรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้กำลังคุยกับรุ่นพี่ที่แก่กว่าแค่ปีเดียว
แต่เหมือนกำลังคุยกับผู้อาวุโสคนหนึ่ง
น้ำเสียงของเจียงซื่อไม่ได้เหมือนพี่ชายของเข่อเข่อ แต่เหมือนพ่อของเข่อเข่อมากกว่า
ที่สำคัญคือน้ำเสียงนั้นไม่มีความรู้สึกข่มเหงหรือวางอำนาจเลย ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่มีต่อเข่อเข่อ หรือที่มีต่อหล่อน มันเหมือนการสื่อสารระหว่างคนในระดับเดียวกัน
ปกติคนอื่นมักจะดูถูกกินเร็นเพราะส่วนสูงของหล่อน หรือไม่ก็มองว่าหล่อนเป็นเด็ก
แต่ท่าทีที่เว้นระยะห่างอย่างระมัดระวังของเจียงซื่อ แถมยังแฝงไปด้วยความสุขุมรอบคอบ แม้จะไม่ค่อยเป็นมิตรนัก แต่ก็ทำให้กินเร็นรู้สึกว่าได้รับความเคารพ
และเขาก็คิดเผื่อเข่อเข่อจริงๆ ไม่ได้เป็นคนเย็นชาอย่างที่เข่อเข่อว่าไว้เลยสักนิด
ตอนที่หล่อนกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ใหม่ๆ ที่บ้านก็คอยขัดขวางตลอด พ่อแม่พยายามจะให้หล่อนเลิกเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาว หล่อนก็คงเป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาๆ ไปแล้วในตอนนี้
การตัดสินใจของผู้ใหญ่ใช่ว่าจะดีที่สุดเสมอไป และเมื่อพวกเขาตัดสินใจผิดพลาด พวกเขาก็ไม่สามารถรับผิดชอบแทนเด็กๆ ได้อยู่ดี
กินเร็นนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “รุ่นพี่พูดถูกค่ะ ควรให้เข่อเข่อตัดสินใจเอง”
เจียงซื่อเสริมขึ้นมาอีกประโยค “แน่นอนว่าฉันเองก็อยากจะไปดูที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติเหมือนกัน”
ถ้าได้ไปดูว่าเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ของพวกเธออยู่ที่ไหนก็คงจะดีที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องให้คุณเจียง เข่อเข่อไปลงทะเบียนก่อนค่ะ”
หลังจากตอบคำถามของเจียงซื่อแล้ว หล่อนก็กระซิบถามเบาๆ ว่า “ความจริงแล้ว รุ่นพี่เจียงซื่อเป็นห่วงเข่อเข่อมากเลยใช่ไหมคะ?”
เจียงซื่อเลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้ตอบคำถามหล่อน
ไม่รู้ว่าหล่อนมองออกมาได้ยังไง ช่างเป็นตรรกะที่แปลกประหลาดจริงๆ
ยังดีที่กินเร็นไม่ได้เซ้าซี้เรื่องนี้ต่อ แต่ก้มหน้าลงพูดว่า “งั้นฉันจะลองไปถามความเห็นของเจียง เข่อเข่ออีกทีแล้วกัน ในฐานะรุ่นพี่ ฉันจะดูแลหล่อนให้ดีที่สุดแน่นอนค่ะ”
“อืม งั้นก็รบกวนด้วยนะ”
“ไม่รบกวนเลยค่ะ ไม่รบกวนเลย”
เจียงซื่อเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทแล้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “คืนนี้เธอจะนอนที่นี่เหรอ?”
“เอ๊ะ ได้เหรอคะ?”
เจียงซื่อยกมือนวดขมับ ก็ฉันเป็นคนถามเธอนี่ไง
เขาเกลียดเวลาที่มีคนใช้ประโยคคำถามตอบกลับคำถามของตัวเอง
เขาลุกขึ้นเดินขึ้นบันได “เดี๋ยวฉันจะเอาเครื่องนอนไปวางไว้หน้าห้องนะ หยิบเอาเองแล้วกัน”
กินเร็นกะพริบตาปริบๆ แล้วตะโกนไล่หลังไปว่า “หรือรุ่นพี่จะเคาะประตูเรียกก็ได้นะ เดี๋ยวฉันเปิดประตูให้เอง?”
“อย่าเลยจะดีกว่า”
“ฮิ ล้อเล่นน่ะค่ะ”
กินเร็นมองส่งเจียงซื่อจนลับสายตา ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องนอนของเจียง เข่อเข่อ
หล่อนมองเจียง เข่อเข่อที่กำลังกอดตุ๊กตาเหม่อลอย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เจียง เข่อเข่อ เธอคงได้ยินหมดแล้วใช่ไหม? พี่ชายเธอน่ะอยากให้เธอตัดสินใจเองนะ เขาอยากให้เธอใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและพึ่งพาตัวเองได้”
เจียง เข่อเข่อเบะปาก “ก็แค่คำพูดสวยหรู เขาแค่กลัวความวุ่นวายมากกว่า”
“ฉันว่าเขาพูดจริงนะ ฉันสัมผัสได้ เธอต้องเชื่อในสัญชาตญาณของสาวน้อยเวทมนตร์สิ ฉันว่าเขาไม่ได้แย่หรือเย็นชาอย่างที่เธอคิดหรอก แถมเขายังให้เกียรติคนอื่นมากด้วย ไม่ได้มองว่าฉันตัวเล็กแล้วทำเหมือนฉันเป็นเด็กเลยสักนิด...”
“อ้อ งั้นเขาก็คงให้เกียรติทุกคนเท่ากันนั่นแหละ” เจียง เข่อเข่อยักไหล่ “ให้เกียรติมองว่าเป็นตัวภาระเท่ากันหมดทุกคน”
กินเร็นนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ พิงพนักเก้าอี้พลางพูดว่า “ช่างเถอะ ฉันไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนทัศนคติที่เธอมีต่อพี่ชายหรอกนะ ประเด็นหลักคือเรื่องสาวน้อยเวทมนตร์ สรุปเธอจะเข้าร่วมหน่วยงานจัดการภัยพิบัติไหม?”
เจียง เข่อเข่อที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียง กอดตุ๊กตาแน่นพลางพูดอู้อี้ว่า “ขอฉันคิดดูก่อน...”
“โอเคๆ งั้นฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าเธอจะตัดสินใจได้แล้วกัน”
“แต่จะลองไปดูหน่อยก็ได้นะ ไม่เสียหายอะไร”
“เย้! พี่ชายเธอก็อยากไปดูที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติเหมือนกัน พอดีเลย จะได้ทำตามความปรารถนาของเขาด้วย”
“นี่ เธอควรจะสนใจฉันมากกว่าไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา...”
เจียง เข่อเข่อถอนหายใจ หล่อนไม่ได้เถียงกับกินเร็นต่อในเรื่องนี้
เมื่อเทียบกับคนที่ไม่แยแสอะไรเลยอย่างเจียงซื่อแล้ว หล่อนอยากรู้ความคิดของอาจารย์จื่อหยวนมากกว่า
อาจารย์จะอยากให้หล่อนเข้าร่วมหน่วยงานจัดการภัยพิบัติไหมนะ? จากที่ฟังที่กินเร็นเล่ามา อาจารย์จื่อหยวนอาจจะเป็นหัวหน้าของสำนักชิงอวิ๋นก็ได้
แล้วทำไมถึงต้องช่วยหล่อนล่ะ? หลังจากช่วยแล้ว ทำไมถึงไม่พาตัวหล่อนไปเหมือนที่เคยพาสาวน้อยเวทมนตร์คนอื่นๆ ไปเข้าสำนักชิงอวิ๋นล่ะ?
คิดยังไงก็คิดไม่ตก
ถ้าได้เจอกันอีกครั้งก็คงจะดีนะ...
(จบตอน)