toonico

ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต

ตอนที่ 10: บทที่ 10 – ติดหนี้ต้องชำระคืน เป็นธรรมแห่งฟ้าดิน

#010

บทที่ 10 – ติดหนี้ต้องชำระคืน เป็นธรรมแห่งฟ้าดิน

เช้าวันถัดมา ยามรุ่งสาง ลมกรรโชก หิมะโปรยหนัก

อวี๋เฉินส่งอาจารย์จ้าวลงจากเขาแล้วจึงลุกจากเตียง ก่อไฟหุงหากับข้าว เติมห้าอวัยวะภายในให้เต็มอิ่ม

เขาเหลียวมองหิมะลมฟาดฟันนอกหน้าต่าง ความหนาวเย็นยังคืบคลานเข้าใส่ในกระท่อมเป็นระลอก ทว่าเมื่อบัดนี้อวี๋เฉินก้าวสู่ขอบเขตเซียนเทียนแล้ว ความหนาวเพียงเท่านี้ต่อให้กรรโชกเพียงใด สำหรับเขาก็มิได้เป็นอันใด ไม่จำต้องเหมือนปีก่อนๆ ที่ต้องมุดตัวลงในผ้าห่มจึงจะรู้สึกอุ่นอยู่บ้าง

แต่สรรพสิ่งในโลก ล้วนมีทั้งด้านดีและด้านร้าย แม้เรือนกายเซียนเทียนจะมีคุณอนันต์ ทว่าก็มิได้ไร้โทษเสียทีเดียว

เช่น…เรื่องกินนี่เอง

มองชามกระเบื้องเคลือบสีเหลืองหม่นบนโต๊ะที่เกลี้ยงเกลาไม่เหลือเศษข้าว อวี๋เฉินก็ได้แต่เผยสีหน้าจำใจ ตั้งแต่ทะลวงเข้าสู่เซียนเทียน ปริมาณอาหารของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกับตา

เพียงวันละสองมื้อ ก็ซัดเสียจนข้าวสารที่พอให้เขากินได้ตั้งสามสี่วันหายวับไป แถมยังต้องมีเนื้อสัตว์มาเสริมบำรุงร่างกายอีกต่างหาก

เขาคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง เงินที่ปกติพอให้เขาใช้พอประทังชีวิตได้หนึ่งเดือน บัดนี้เกรงว่าจะพอได้แค่เพียงห้าหกวันเท่านั้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าบรรดาเงินทองที่ออมสะสมไว้หลายปี คงทานได้ไม่นานนัก

ครั้นคิดไปพลาง เขาก็หันไปมองคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตในใจ ในหัวผุดความคิดบางอย่างขึ้นมาว่า จะพอหาวิธีหาเงินใช้ได้หรือไม่

ไม่ต้องถึงกับมั่งมีศรีสุข ทว่าอย่างน้อยก็ต้องกินอิ่มนอนอุ่นก่อนจึงจะสมควร ระหว่างครุ่นคิดอยู่นั้นเอง หูที่แหลมคมผิดมนุษย์ธรรมดา ก็ทำให้เขาได้ยินทำนองเพลงโศกลอยแว่วฝ่าลมและหิมะมาจากที่ไกลๆ

อวี๋เฉินสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง ผลักบานประตูออกไปดู ก็เห็นท่ามกลางหิมะและสายลมกลุ่มขบวนส่งศพกลุ่มหนึ่งกำลังตัดลมฝ่าหิมะขึ้นเขามา

รูปขบวนหาได้แตกต่างจากงานศพอื่นใดที่เคยเห็นนัก

นักพรตเดินนำหน้า ชายฉกรรจ์หามโลง ลูกหลานญาติพี่น้องเบื้องหลังล้วนสวมเสื้อผ้าดิบขาวโพกผ้าขาวไว้บนศีรษะ เพียงแต่หญิงสาวผู้แบกรูปภาพวิญญาณคนตายไว้ในอ้อมแขนผู้นั้น ทำให้อวี๋เฉินอดเหลือบมองซ้ำมิได้สองสามที

…หญิงสาวผู้นี้เขาพอมีเค้าจำได้ อยู่ร้านเต้าหู้เก่าแก่ในตลาดย่านถนนโหยวฝางฝั่งเหนือ เป็นคนตั้งแผงขายของ อวี๋เฉินเคยไปอุดหนุนบ่อยครั้ง นางเองก็รู้ถึงชะตากรรมอันยากเข็ญของเขา มักลบเศษเงินให้เขาเสมอ นับว่าคนงามใจงามคนหนึ่งทีเดียว

แต่ในเวลานี้ ต่อให้เห็นหนุ่มเฝ้าสุสานอยู่เชิงดงหลุมฝังศพ นางก็ไร้แก่ใจจะกล่าวคำใด เพียงโอบภาพวิญญาณแนบอก สีหน้าโศกศัลย์เหลือทน

บนสุสานชิงเฟิงหลิงแห่งนี้ ล้วนฝังแต่ชาวบ้านยากไร้

ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งใดแปลกประหลาด พอเสร็จพิธีฝังศพง่ายๆ แล้ว ขบวนคนทั้งกลุ่มก็พากันฝ่าลมพายุหิมะลงเขาไป เหลือเพียงแต่อวี๋เฉินยืนอยู่หน้ากระท่อม เงียบงันเนิ่นนานไม่เอื้อนเอ่ย

เพราะแสงจางวาบสีเขียวอมฟ้าอันคุ้นตา ได้เริ่มคลี่ตัวลอยฟุ้งเหนือยอดหลุม อวี๋เฉินเพียงขยับนิ้วเรียกเบาๆ จากนั้นภายในแสงจางวูบนั้น ก็มีเงาผีเลือนรางหนึ่งตน เดินเหยาะย่างออกมาอย่างเชื่องช้า

นางสวมเสื้อผ้าชุดอายุยืน ผิวหน้าระเรื่อดั่งเปลือกไม้ แห้งกร้านซูบผอม เอาแต่พึมพำในลำคอไม่ขาดสาย

“สองตำลึงเงิน…สองตำลึงเงิน…”

ภาพที่ชวนสะทกสะท้านเย็นสันหลังเช่นนี้ สำหรับคนทั่วไปคงนับว่าสยดสยองน่าอกสั่นขวัญแขวน ทว่าในสายตาอวี๋เฉินกลับเห็นจนชินชาเสียแล้ว

เขาปิดประตูลง กางคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตออก ทันใดนั้น แสงทองเส้นหนึ่งก็พุ่งแล่นออกไป ฉุดกระชากเงาผีตนนั้นให้ไปยืน ณ ริมฝั่งแม่น้ำหวงเฉวียน

พร้อมๆ กันนั้น ตรงต้นของคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต ก็มีอักขระสีหม่นดั่งควันปรากฏขึ้นอีกครั้ง

【ปณิธานสามัญชั้นเก้า】

【ติดหนี้ต้องชำระคืน】

【กำหนดเวลา: ไม่จำกัด】

【เมื่อเสร็จสิ้นย่อมมีรางวัล】

ถัดจากนั้น ภาพโคมม้าหมุนก็หมุนวนขึ้นเบื้องหน้าดั่งฉากเงาในห้องโคมไฟ

หญิงผู้ตายแซ่ซุน อายุล่วงเลยกว่าปีเจ็ดสิบ เนื่องด้วยมิอาจทนลมหนาวหิมะโหมในครานี้ได้ อีกทั้งมิได้มีโรคภัยเบียดเบียนมาก่อน จึงสิ้นลมไป เคร่งครัดนับเป็นการจากไปอย่างสิ้นอายุไข

อวี๋เฉินที่มีประสบการณ์อยู่หลายครา ก็พอเข้าใจว่าโดยมากคนจากไปเช่นนี้ มักมิได้ทิ้งปณิธานใดไว้

แต่กลับเป็นว่ายายซุนตรงหน้านี้กลับตายตาไม่หลับ เบื้องหลังเรื่องราว…กลับเกี่ยวข้องกับเงินสองตำลึงนั้นเอง

กล่าวถึงชีวิตของยายซุน นับว่าตรงไปตรงมา ตั้งแต่วัยสาวก็หาเลี้ยงชีพด้วยการเปิดร้านเต้าหู้เล็กๆ อยู่แถบรอบสะพานฮั่นเฉียว

นางมีบุตรชายหนึ่งคน ไปทำงานหาบของอยู่ที่หอการค้าเจิ้งเต๋อแถวสะพานเทียนเฉียว

ภายหลังบุตรชายได้แต่งงานกับหญิงสาวบ้านข้างเคียง คนในเรือนสามคนจึงอยู่กินอย่างอบอุ่น

แต่ความสุขช่างอยู่ได้ไม่นาน ฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว บุตรชายของยายซุนเพราะอุบัติเหตุในที่ทำงาน ถูกสัมภาระที่ผูกมัดไม่แน่นกระแทกใส่เต็มแรง ตายคาที่ในทันใด

ครานี้เอง ยายซุนก็ขาดลูกชายเสียหนึ่ง ส่วนลูกสะใภ้ตระกูลซุนก็สิ้นสามี กลายเป็นแม่หม้ายในพริบตา

นับแต่วันนั้น ยายซุนเสียใจโศกศัลย์ จนล้มป่วยไม่ลุก เต้าหู้ร้านเดิมจึงต้องให้ลูกสะใภ้เป็นคนกุมบังเหียนสืบต่อ
ยังนับว่าฟ้าดินยังมีเมตตาอยู่บ้าง หอการค้าเจิ้งเต๋อยังพอมีสำนึก จึงจ่ายเงินชดเชยให้แม่ผัวลูกสะใภ้สองตำลึงเงิน

ทว่าเมื่อต้นปีนี้เอง ไม่ทราบว่ากระไร เรื่องนี้กลับเล็ดลอดเข้าไปถึงหูเจ้าถิ่นนักเลงพาลในย่านถนนโหยวฝางที่มีอาชีพเชือดหมูอยู่รายหนึ่ง

คนเชือดหมูผู้นั้นแซ่หลี่ รูปร่างบึกบึนเอวหนาไหล่ใหญ่ หน้าเต็มไปด้วยเนื้อพองอก นามจริงหาได้มีผู้ใดทราบแน่ชัด ทว่าคนทั้งตลาดต่างเรียกกันสั้นๆ ว่า “หลี่เอ้อร์”

จะว่าไป หลี่เอ้อร์นั้นแต่เดิมก็มิใช่คนดีมีเมตตาอันใดนัก อาศัยเพียงมีดเชือดหมูเล่มหนึ่งค้ำหลัง ก็เที่ยวส่งเสียงเอ็ดตะโรในตลาดเป็นนิตย์

เพียงมีเรื่องขัดหูขัดใจเพียงนิดเดียว ก็สำรากด่าทอผู้อื่นเสียยกใหญ่

แต่ไหนแต่ไรมา ด้วยเพราะร่างกายกำยำแข็งแรง อีกทั้งด้วยการเชือดหมูมานับสิบๆ ปี สังหารหมูไม่รู้กี่พันตัว ห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายสังหารสุมอยู่รอบกาย คนธรรมดาสามัญจึงมิกล้าหาเรื่องกับเขา

แท้จริงแล้วก็คืออันธพาลขี้คุกคนหนึ่ง

เมื่อหลี่เอ้อร์รู้ว่าเพื่อนบ้านอย่างยายซุนได้รับเงินชดเชยสองตำลึงเงินเพราะบุตรชายตาย เรื่องก็เลยไปกันใหญ่ เขาหาเรื่องไปเคาะประตูบ้านอยู่หลายครั้ง อ้างว่าจะเอาเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือน ทำนองขอยืมทั้งที่แท้จริงคือบังคับเกินครึ่ง ยายซุนจำฝืนยกเงินสองตำลึงนั้นให้ยืมไป

แต่ดูเหมือนเจ้าตัวก็กลัวว่ายายซุนจะไปฟ้องร้องที่ศาลหลวง จึงถึงกับทำทีเขียนใบนัดชำระหนี้ขึ้นมาฉบับหนึ่ง

พอยืมไปครานั้น ก็ลากยาวมาถึงครึ่งปีเต็ม ระยะเวลาบนใบนัดชำระหนี้นั้น ล่วงเลยมาเนิ่นนานแล้ว ช่วงเวลาดังกล่าว กิจการร้านเต้าหู้ก็ตกต่ำลง ลูกสะใภ้ตระกูลซุนล้มป่วยหนัก ต้องเอาเงินในบ้านไปจ่ายค่าหมอยาจนครบก็ยังไม่พอ

ยายซุนกับลูกสะใภ้จึงไม่มีทางเลือก จำต้องกัดฟันไปหาเจ้าหลี่เอ้อร์เพื่อทวงเงินคืน แต่ไหนเลยจะรู้ว่าเจ้าคนชั่วผู้นี้กลับบ่ายเบี่ยงใช้ความเกรี้ยวกราด นอกจากไม่คืนเงินแล้วยังฉวยใบนัดชำระหนี้ไปฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตา ไล่สองหญิงเฒ่าแม่หม้ายออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี

สองหญิงต่างอ่อนแอทั้งกายทั้งใจ เผชิญหน้ากับอันธพาลชั่วช้าอย่างหลี่เอ้อร์ จะทำสิ่งใดได้อีกเล่า นอกจากจำยอมกล้ำกลืนความอัปยศไว้ในอก

ทว่ายังมิทันพ้นเคราะห์ ความล่มจมก็ซ้ำเติมมาอีก ระหว่างที่ลมหนาวหิมะโหมกระหน่ำ ร่างของยายซุนที่แต่เดิมก็ทรุดโทรมอยู่แล้ว ก็ทนไม่ไหว สุดท้ายฝืนไม่ผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ ขาทั้งสองเหยียดออก แล้วก็สิ้นลมจากไป!

เพียงแต่ก่อนสิ้นใจ นางยังคงตรึกตรองคิดถึงสองตำลึงเงินนั้นไม่รู้จบ หาใช่เพราะเห็นเงินเหนือสิ่งอื่นใด หากแต่เพราะลูกสะใภ้ตระกูลซุนยังรอเงินสองตำลึงนั้นไว้ซื้อยาเข้ายาออกอยู่!

ด้วยเหตุฉะนี้ ความคิดนั้นจึงจับแน่นไม่ปล่อย กลายเป็นปณิธานติดค้าง ทำให้นางตายตาไม่หลับ ไม่นานนัก ภาพโคมม้าหมุนนานัปการในคัมภีร์ก็ฉายจบ

อวี๋เฉินลืมตาขึ้นมา ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแจ่มชัดแล้วในใจ เขาอดมิได้ที่จะทอดถอนใจต่อโลกหล้าใบนี้ อำนาจอันธพาลเหิมเกริม คนดีอยู่เย็นเป็นสุขได้ยากยิ่ง!

จึงคิดจะอาศัยราตรีนี้ ออกไปทวงเอาสองตำลึงเงินนั้นกลับมาแทนยายซุน…หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาเกรงว่าคงไม่มีหนทางรับมืออันธพาลอย่างหลี่เอ้อร์ได้เลย

แต่ตอนนี้…กลับมิใช่อีกแล้ว

ตะวันลับขอบฟ้า ความมืดคืบคลาน ลมหนาวหิมะยังโหมไม่หยุด

นภาหม่นหมองปราศจากแสงจันทร์ส่อง

บนสุสานชิงเฟิงหลิงอันรกร้างไร้ผู้คน เงาดำสนิทเงาหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนจากยอดเขาลงไป ในตัวเมืองอำเภอเว่ยสุ่ย ย่านถนนโหยวฝางฝั่งเหนือ ข้างตลาด มีห้องหน้าร้านแห่งหนึ่ง หิมะหนาทึบปกคลุมพื้นดินสีแดงคล้ำ แต่กลิ่นคาวเลือดหมูกลับยังลอยคลุ้งอยู่จางๆ อวี๋เฉินก้าวขึ้นไปยืนบนถนนที่เงียบสงัดไร้เงาผู้คน จ้องมองป้ายไม้ที่ถูกคราบน้ำมันหมูกัดกร่อนจนดำหน้าร้านนั้น

“ร้านเนื้อสกุลหลี่”!

ถูกที่แล้ว ที่นี่เอง ไม่ได้มาผิดแน่

ครั้นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง อวี๋เฉินผู้สวมหน้ากากเซินหลัวปกปิดใบหน้า ห่มคลุมด้วยอาภรณ์ดำสนิท มิได้บุกเข้าไปในร้านเนื้อโดยพลการ หากแต่หยิบคนกระดาษรูปลักษณ์ยายซุนที่เตรียมไว้แต่กลางวันออกมา เคาะประตูหน้าร้านเบาๆ

ไม่นานก็มีเสียงตะคอกก้องกังวานดังลอดออกมาจากข้างในร้าน

“ใคร! ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน!”

ถัดจากนั้น ประตูก็ถูกเปิดผางออก ชายร่างกำยำเอวหนาไหล่ใหญ่ คิ้วตาดุดันผู้หนึ่งเดินโงนเงนออกมา ใบหน้าแดงก่ำ หูแดงจัด กลิ่นเหล้าฟุ้งตลบ ร่างทั้งร่างอบอวลด้วยไอเมา แต่พอผลักประตูออก เขากลับไม่เห็นเงาผู้ใดเลย คิ้วจึงขมวดมุ่น ตะโกนลั่นด่าว่า

“สุนัขที่ไหนกล้ามาเล่นของหลอกคน! อย่าให้ข้า หลี่เอ้อร์ จับได้ล่ะก็ จะคว้ามีดเชือดหมูผ่าท้องแกเสีย!”

ว่าแล้วก็ปังหนึ่ง ปิดประตูใส่อย่างแรง เขากลับไปนั่งทิ้งตัวอยู่บนโต๊ะกลางร้าน ยกไหเหล้าขึ้นกรอกลงคอ “กุลูกกุลุก” ไม่ขาดเสียง

“หลี่เอ้อร์…”

หลี่เอ้อร์ซัดเหล้าแรงคำโตลงท้อง แล้วคีบหูหมูเย็นชืดมันเยิ้มสองสามชิ้นกำลังจะจ่อถึงปาก ทันใดนั้นก็รู้สึกคล้ายมีเสียงใครเอ่ยเรียกชื่อเขาอยู่ในร้าน!

สีหน้าหลี่เอ้อร์เปลี่ยนไปทันควัน ลุกพรวดขึ้นพลางคว้ามีดเชือดหมูหนักอึ้งบนเขียงประจำแผงเนื้อ มองสำรวจไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

“หลี่เอ้อร์…”

อยู่ๆ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครา คราวนี้คล้ายทั้งร่ำไห้ทั้งรำพัน เย็นเยียบจนชวนให้คนขนลุก!

หลี่เอ้อร์หันขวับไปมอง!

ก็เห็นเบื้องหลังสองชิ้นเนื้อหมูที่แขวนห้อยอยู่บนตะขอ มีเงาคดโก่งร่างหนึ่ง ค่อยๆ ก้าวออกมา!

เงาร่างนั้นปลายเท้าไม่แตะพื้น ใบหน้าซีดเขียวออกฟ้า สวมชุดอายุยืน ดวงตาทั้งคู่ไร้วิญญาณ มิเห็นนางขยับเขยื้อนอันใด ทว่ากลับลอยเข้าหาเขาโดยตรง!

หลี่เอ้อร์ตัวสั่นวูบไปทั้งร่าง จับมีดเชือดหมูในมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน!

ก็ได้ยินเงาร่างนั้นลากเสียงกล่าวต่อไปว่า

“หลี่เอ้อร์…หลี่เอ้อร์…หลี่เอ้อร์…”

เสียงคร่ำครวญหม่นหมองราวดังมาจากขุมนรกใต้ดินเก้าอเวจี บวกกับเสียงลมหนาวหิมะพัดหวีดหวิวอยู่นอกประตูร้าน ยิ่งเพิ่มความน่าสะทกสะท้านจับใจ!

ต่อให้เป็นหลี่เอ้อร์ที่เชือดหมูฆ่าแพะแทบทุกวันเช่นเขา ก็ยังอดไม่ได้ที่มือเท้าเย็นเฉียบ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ!

(จบบท)

สนับสนุนผู้เขียน

หากคุณชอบตอนนี้ สามารถให้กำลังใจผู้เขียนได้ ของขวัญมีผลต่อการจัดอันดับเรื่องด้วยนะ!

0 ยอดอ่าน0 ความคิดเห็น0 การสนับสนุน

ความคิดเห็น
0

U

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!