ค.ศ. 2032, ฤดูร้อน
ค่ำคืนนี้ช่างเงียบสงัด...
หยางหมิงอวี่ นั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องทำงานอันกว้างขวาง บนโต๊ะไม้เนื้อดีมีกาน้ำชาดินเผาจื่อซาที่ยังมีควันกรุ่นจางๆ ลอยออกมา ทว่าเขากลับไม่ได้ขยับไปจิบมันเลยแม้แต่เพียงคำเดียว
บนผนังห้องถูกประดับประดาไปด้วยเกียรติบัตรและเหรียญรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน ทั้ง "ครูดีเด่นระดับชาติ", "รางวัลความสำเร็จสูงสุดทางการศึกษา", "ครูผู้สร้างศิษย์ทั่วแผ่นดิน"... เหรียญและโล่ทุกใบถูกเช็ดถูจนสะอาดตาและเงาวับดุจของใหม่ เมื่อต้องแสงจากโคมไฟระย้าคริสตัลบนเพดานห้อง มันจึงส่องประกายเจิดจ้าเสียจนน่าใจหาย
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ทางการเมืองเพิ่งจะจัดงานเลี้ยงเกษียณอายุอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติให้แก่เขา บรรดาผู้นำในวงการการศึกษา รวมถึงลูกศิษย์คนโปรดที่ปัจจุบันกลายเป็นเสาหลักของสังคม ต่างพากันตบเท้าขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวที ทุกถ้อยคำที่พวกเขากล่าวออกมาล้วนเปี่ยมไปด้วยความเคารพรักและคำเยินยอสรรเสริญ
"อาจารย์หยางคือเสาหลักที่ไม่มีวันล้มของวงการการศึกษา!"
"หากไม่มีอาจารย์หยาง ก็คงไม่มีผมที่มีหน้ามีตาอย่างในวันนี้!"
"อาจารย์หยางใช้ทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ให้เราเห็นถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของคำว่า 'ครู' อย่างแท้จริง!"
เสียงตบมือและคำสรรเสริญยังคงแว่วก้องอยู่ในหู แต่หัวใจของหยางหมิงอวี่กลับรู้สึกเหมือนถูกคว้านจนกลวงโบ๋และดิ่งวูบลงเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย
เขาไม่ได้สนใจข้อความแสดงความยินดีที่เด้งรัวไม่หยุดอยู่บนหน้าจอมือถือ และไม่มีอารมณ์จะมานั่งละเลียดชิมรสชาติความสำเร็จจากงานเลี้ยงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปลายนิ้วที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาของเขาทำเพียงลูบไล้ไปบนรูปถ่ายใบหนึ่งที่เก่าคร่ำคร่าจนเริ่มกลายเป็นสีเหลืองนวลและขอบเริ่มเปื่อยยุ่ย
นั่นคือรูปถ่ายของลูกศิษย์รุ่นแรกที่เขาได้รับหน้าที่เป็นครูประจำชั้น... ห้อง ม.4 ห้อง 14
ในรูปใบนั้น มีเด็กหนุ่มเด็กสาวกว่าห้าสิบคนยืนเบียดเสียดกันอยู่หน้ากล้อง บางคนหัวเราะร่าอย่างคนไม่คิดอะไร บางคนพยายามเก๊กท่าทางให้ดูสุขุมเกินวัย และบางคนก็มีแววตาขบถซ่อนความสับสนไว้ไม่มิด ส่วนตรงใจกลางของรูปถ่าย มีตัวเขาในวัยหนุ่มยืนเด่นอยู่ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ซักจนเริ่มซีด บนใบหน้าแต้มไปด้วยความประหม่าที่พยายามปกปิดเอาไว้ และแววตาของคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้าอย่างเต็มเปี่ยม
ทว่าเด็กกลุ่มนี้แหละที่เป็นความเจ็บปวดชั่วนิรันดร์ในใจเขาตลอดสามสิบปีของการประกอบอาชีพเรือจ้าง
มันคือเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อน เมื่อกลุ่มคนที่ถูกสังคมตราหน้าว่า "พวกขี้แพ้" เหล่านี้จัดงานเลี้ยงรุ่นให้แก่เขา
สถานที่จัดงานคือร้านอาหารโต้รุ่งข้างทาง โต๊ะไม้ที่มันแวบไปด้วยคราบน้ำมัน สภาพแวดล้อมที่ส่งเสียงจอแจ และเก้าอี้พลาสติกที่นั่งแล้วเจ็บก้นชะมัด บรรดาลูกศิษย์ในวัยสามสิบกว่าๆ เหล่านี้ ดูแก่ชราและทรุดโทรมกว่าคนรุ่นเดียวกันไปมากนัก
หลี่เหล่ย หัวหน้าห้อง ไอ้หนุ่มจอมติ๋มที่วันๆ ชอบแอบอ่านนิยายกำลังภายในในเวลาเรียน ปัจจุบันเขาทำงานเป็นเพียงพนักงานบัญชีในบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต้องคอยรับหน้าที่ตรวจเช็กบิลใบเสร็จและต่อปากต่อคำกับคนอื่นจนปากเปียกปากแฉะทุกวัน เขาพุงพลุ้ยและปั้นหน้ายิ้มแย้มคอยต้อนรับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น "มาครับๆ อาจารย์ เชิญนั่งตรงหัวโต๊ะเลย! พวกแกอย่ามัวแต่ยืนบื้อสิวะ รินเหล้าให้อาจารย์หยางเร็วเข้า!"
หวังฮ่าว อดีตคุณหนูทายาทเศรษฐีที่เคยซ่าที่สุดในห้อง วันๆ เอาแต่คุยโวว่าบริษัทพ่อกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในไม่ช้า แต่ปัจจุบันเขากลับเป็นเพียงหัวหน้าคนงานก่อสร้าง เขาพกเอาใบหน้าที่แดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและลิ้นที่พันกันนัวเนียมาคุยอวดกับหยางหมิงอวี่ "อาจารย์... ผมจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้ผมมี... ลูกน้องในมือตั้งยี่สิบกว่าคนเชียวนะ! เมื่อเดือนก่อน... ผมยังรับงานโครงการหมู่บ้านจัดสรรมาด้วย ได้เงิน... ได้เงินมาตั้งเท่านี้แน่ะ!"
เขายื่นนิ้วที่เปื้อนคราบมันวาวทั้งห้านิ้วขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้าหยางหมิงอวี่
หยางหมิงอวี่ทำได้เพียงพยักหน้ายิ้มๆ ตอบกลับไป ทว่าในใจกลับรู้สึกขมขื่นอย่างรุนแรง เขาจำได้แม่นยำว่าพ่อของหวังฮ่าวในตอนนั้นมีโรงงานที่กิจการรุ่งเรืองจริงๆ แต่ในปี 2003 เพราะการตัดสินใจลงทุนที่พลาดพลั้งจนสายป่านการเงินขาดสะบั้น จึงล้มละลายกลายเป็นบุคคลล้มละลายในชั่วข้ามคืน ถ้าหากตอนนั้นมีใครสักคนคอยชี้แนะหรือเตือนสติเขาบ้าง...
"แล้ว จ้าวหมิ่น ล่ะ? ทำไมเธอถึงไม่มาด้วย?" หยางหมิงอวี่กวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ แต่ไม่พบเด็กสาวผู้ดื้อรั้นและสันโดษในความทรงจำคนนั้นเลย
"โอย ยัยนั่นน่ะยุ่งจะตาย" เพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งเบะปากพูดด้วยน้ำเสียงที่บอกไม่ถูกว่าอิจฉาหรือเวทนากันแน่ "ตอนนี้เป็นพยาบาลอยู่ในอนามัยชุมชน เห็นว่าเพิ่งจะเข้าเวรกะดึกมา เหนื่อยแทบขาดใจเลยมาไม่ไหวหรอก ก็นะ... ตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูก แถมยังต้องก้มหน้าก้มตาผ่อนบ้านอีก ไม่ใช่ง่ายๆ เลยจริงๆ"
หัวใจของหยางหมิงอวี่ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคั้นจนเจ็บแปลบ
พยาบาลอย่างนั้นหรือ?
จ้าวหมิ่นในความทรงจำของเขานั้นเป็นคนเยือกเย็น ตัดสินใจเด็ดขาด และมีความสามารถในการลงมือทำที่ยอดเยี่ยมมาก เธอคือหน่ออ่อนชั้นดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นศัลยแพทย์ฝีมือฉกาจได้เลยทีเดียว แต่ทว่าตอนนั้นเขากลับเลือกที่จะถอดใจจากเธอเร็วเกินไป จนไม่มีโอกาสได้ค้นพบพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ของเธอ เขาเองก็พอจะรู้มาว่าต่อมาจ้าวหมิ่นต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเนื่องจากปัญหาทางครอบครัว และต้องดิ้นรนสู้ชีวิตมาอย่างแสนสาหัสตั้งแต่นั้น
"แล้ว หลินเทียน ล่ะ? เด็กคนที่... ชอบเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจคนนั้นน่ะ" หยางหมิงอวี่ถามต่อด้วยความหวัง
พอชื่อนี้หลุดออกมาจากปาก บรรยากาศรอบโต๊ะที่เคยครื้นเครงก็พลันเงียบกริบลงในทันที
หลี่เหล่ยถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะลดเสียงต่ำลงพูดว่า "อาจารย์ครับ อย่าไปพูดถึงหมอนั่นเลย เห็นว่าหลายปีก่อนไปทำงานเป็นคนดูแลร้านเน็ต แล้วก็ดันไปถลำลึกติดพนันออนไลน์จนหนี้สินท่วมหัว ตอนนี้หนีหายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เสียดายฉะมัด ตอนนั้นไอ้นี่มันสมองไวที่สุดในห้องเลยนะ..."
"ไวกับผีดิ!" หวังฮ่าวกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมดแก้วแล้วตะโกนโวยวายออกมา "มันก็แค่ไอ้เด็กติดเกม! ไอ้ขยะตัวหนึ่ง! ถ้าตอนนั้นไม่มีมัน ห้องเรา... ห้องเราจะเสียผู้เสียคนจนถูกประจานขนาดนั้นเหรอ?"
ริมฝีปากของหยางหมิงอวี่สั่นระริก แต่เขากลับไม่สามารถเปล่งเสียงอะไรออกมาได้เลย
ไม่... มันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด
หลินเทียนไม่ใช่ขยะ เขาคืออัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ที่หาตัวจับยากต่างหาก ในยุคสมัยนั้น ทุกคนต่างมองว่าเขาหมกมุ่นจนเสียคน มีเพียงตัวเขาที่มาจากโลกอนาคตเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่า ภายใต้ความลุ่มหลงในหน้าจอนั้นคือความเข้าใจในระบบโค้ดและตรรกะที่เขาเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทั้งหมด เขาควรจะได้กลายเป็นยอดฝีมือด้านไอทีที่ทรงอิทธิพลระดับโลก ควรจะเป็นเหมือนบุคคลระดับตำนานอย่าง ‘รื่อหว่า’ ที่ใช้ทักษะอันเหนือชั้นสร้างครอบครัวที่อบอุ่น มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ และเป็นคนที่จะต้องมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ตของประเทศนี้!
แต่ทว่า... ในตอนนั้นเขากลับทำอะไรลงไปบ้างล่ะ?
สั่งยึดเครื่องเกม, เรียกผู้ปกครองมาพบเพื่อขู่กรรโชก, ประจานด่าทอเขาต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นทุกคนด้วยคำพูดรุนแรงว่า "ไอ้เด็กที่เกินเยียวยา" การกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความผิดหวังที่สาดใส่เด็กคนนั้นไม่หยุดหย่อน จนในที่สุด เขาก็เลือกที่จะทอดทิ้งเด็กคนนั้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ และนั่นเองที่ทำให้เด็กคนนั้นตัดสินใจทอดทิ้งอนาคตของตัวเองไปตลอดกาลเช่นกัน
เหล้าผ่านไปหลายจอก กับแกล้มเริ่มพร่องลงไปจนเกือบหมด
หัวข้อสนทนาค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากเรื่องหน้าที่การงานและภาระครอบครัว กลับไปสู่ความทรงจำในช่วงชีวิตมัธยมปลายในตอนนั้น ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ช่วยละลายความประหม่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เริ่มขุดเอาความคับแค้นใจที่ถูกฝังลึกมานานหลายปีให้ค่อยๆ พุ่งพล่านออกมา
"พูดกันตามตรงนะ ตอนนั้นห้องเรามันโคตรจะซวยเลย ทั้งโรงเรียนต่างพากันเรียกพวกเราว่า 'แหล่งกบดานของไอ้พวกเด็กนรก' ชัดๆ"
"ก็นั่นแหละ ขนาดพวกครูด้วยกันเองยังดูถูกพวกเราเลย ผมยังจำได้ติดตาว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองคนนั้นน่ะ พอเห็นเด็กห้องเราเดินผ่านทีไร แทบจะเบือนหน้าหนี มองด้วยสายตาเหยียดหยามหยันหยิ่งสุดๆ"
"แล้วมันจะไปโทษใครได้ล่ะ? ก็ในเมื่อพวกเราเองมันก็ไม่ได้เรื่องได้ราวกันจริงๆ นี่หว่า" หยางหมิงอวี่นั่งฟังคำเหล่านั้นเงียบๆ พลางกระดกเบียร์เข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่า ความขมขื่นที่พุ่งพล่านอยู่ในใจรุนแรงกว่ารสชาติของสุรานับร้อยนับพันเท่า
ใช่แล้ว... พวกเขาคือพวกไม่เอาถ่าน
ทว่าทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นคนแบบนั้นล่ะ?
พวกเขาก็แค่เด็กที่อยู่ในช่วงวัยที่ต้องการการชี้แนะมากที่สุด แต่กลับต้องมาเผชิญกับช่วงเวลาที่ชีวิตสับสนที่สุด และครูที่ไร้ความสามารถที่สุดในตอนนั้น
หยางหมิงอวี่ในวัยหนุ่มเพิ่งจะจบจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ เขามีอุดมการณ์ที่เต็มเปี่ยม แต่กลับถูกส่งมาให้ประจำชั้นห้องที่แย่ที่สุดในโรงเรียน เขาเคยพยายามแล้ว เขาเคยดิ้นรนสู้กับมัน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกำแพงแห่งความวุ่นวายที่แข็งแกร่งดุจป้อมปราการและความเฉยเมยของเหล่านักเรียน วิธีการสอนทุกอย่างของเขาก็ดูซีดเซียวและไร้พลังไปถนัดตา สายตาที่ดูแคลนของนักเรียน คำเยาะเย้ยของเพื่อนร่วมงาน และ "คำแนะนำแกมบังคับ" ของผู้บริหารโรงเรียน ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาเหมือนขุนเขาที่ถล่มลงมาทับอุดมการณ์อันเปราะบางของเขาจนแหลกละเอียด
และในที่สุด... เขาก็เลือกที่จะยอมแพ้
เขาเลิกอบรมสั่งสอน เลิกสนใจไยดี ทุกๆ วันเขาทำเพียงแค่สอนให้จบคาบแล้วก็เดินจากไป เขาเห็นห้อง 14 เป็นเพียงแค่ "ทางผ่าน" ที่เขาต้องทนอยู่ให้ครบวาระเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับห้องเรียนกิฟต์เตดในเวลาต่อมา
เขาทำสำเร็จ... เขาสร้างลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมออกมาปีแล้วปีเล่า ลูกศิษย์ของเขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก เขาได้รับเกียรติยศมากมายจนกลายเป็น "ครูชื่อดังแห่งยุค" ในสายตาคนภายนอก แต่มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า ในยามค่ำคืนที่หลับใหลและฝันถึงวันวาน เขาจะย้อนกลับไปยังฤดูร้อนปี 2002 เสมอ ย้อนกลับไปยังห้องเรียนที่วุ่นวายแห่งนั้น และมองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มเด็กสาวที่ทั้งดื้อรั้น อ่อนแอ และสิ้นหวังเหล่านั้น
พวกเขาทุกคน คือจุดด่างพร้อยเพียงจุดเดียวที่บาดตาที่สุดในประวัติการทำงานอันรุ่งโรจน์ของเขา
"อาจารย์... อาจารย์ครับ..."
เสียงเรียกที่แหบพร่าดึงสติของหยางหมิงอวี่ให้กลับมา
เขาเงยหน้าขึ้น มองเห็น จางเหว่ย เด็กพละร่างยักษ์ที่ถือแก้วเหล้าเดินโซซัดโซเซเข้ามาหา จางเหว่ยในวันวานนั้นสูงใหญ่แข็งแรง เป็นนักบาสเกตบอลตัวหลักของโรงเรียน แต่ในวันนี้ ร่างกายของเขากลับค่อมลง ขอบตาโหลลึก ร่องรอยจากการตรากตรำทำงานหนักมานานหลายปีสลักลึกอยู่บนใบหน้าและมือที่หยาบกร้าน
"อาจารย์ ผม... ผมขอคารวะอาจารย์สักจอก" จางเหว่ยสะอึกออกมาด้วยฤทธิ์สุรา ดวงตาของเขาแดงก่ำ
หยางหมิงอวี่รีบลุกขึ้น: "จางเหว่ย เธอเมามากแล้วนะ นั่งลงเถอะ"
"ผมยังไม่เมา... อาจารย์ ผมแค่... ผมแค่รู้สึกจุกอยู่ในอก..." เสียงของจางเหว่ยเริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ "ชีวิตผมชาตินี้... มันคงได้แค่นี้แหละ ตอนหนุ่มๆ เล่นบาสจนเข่าพังแต่ไม่มีเงินรักษา หลังจากนั้นก็ทำอะไรไม่เป็น นอกจากเข้าเขตก่อสร้างไปแบกปูน... หึๆ คนไม่มีความรู้อย่างผม มันก็คงต้องขายแรงงานไปจนตายนั่นแหละ..."
เขากระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย สุราไหลรินออกจากมุมปากปนเปไปกับหยาดน้ำตา ดูอเนจอนาถอย่างบอกไม่ถูก
บรรดาลูกศิษย์รอบข้างต่างพากันเงียบกริบ บรรยากาศกดดันจนน่ากลัว
จางเหว่ยจ้องมองหยางหมิงอวี่เขม็ง ดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้นเต็มไปด้วยความเสียดาย ความไม่ยินยอมพร้อมใจ และความแค้นเคืองที่ถูกซ่อนไว้ลึกๆ มาตลอดยี่สิบปี
ทันใดนั้น เขาก็แสยะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนกำลังร้องไห้ แล้วเค้นคำพูดออกมาทีละคำว่า:
"อาจารย์ครับ... ตอนนั้น... ถ้าตอนนั้นอาจารย์ไม่ทอดทิ้งพวกเรา... ชีวิตพวกเรา... จะเป็นแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ไหมครับ?"
ตึ้ง—!
สมองของหยางหมิงอวี่เหมือนมีระเบิดบึ้มขึ้นมากลางหัว
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่แทงพรวดเข้ามาในส่วนที่อ่อนแอและรู้สึกผิดที่สุดในหัวใจของเขา แล้วจ้วงคว้านซ้ำๆ อย่างไม่ปรานี
ใช่แล้ว ถ้าวันนั้น ฉันไม่ยอมแพ้...
ถ้าฉันมีความอดทนมากกว่านี้อีกสักนิด เพื่อเข้าไปทำความเข้าใจพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความติดเกมของหลินเทียน...
ถ้าฉันมีความใส่ใจมากกว่านี้อีกสักหน่อย เพื่อค้นพบภาระทางครอบครัวที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทางขบถของจ้าวหมิ่น...
ถ้าฉันมีวิธีการที่ฉลาดกว่านี้ เพื่อชี้นำให้จางเหว่ยรู้จักใช้พรสวรรค์ด้านกีฬาควบคู่ไปกับวิทยาศาสตร์การกีฬา...
ถ้าหากว่า...
แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุดในโลกใบนี้ คือคำว่า "ไม่มีคำว่าถ้าหาก"
หยางหมิงอวี่จำไม่ได้แล้วว่างานเลี้ยงรุ่นในวันนั้นจบลงอย่างย่ำแย่แค่ไหน เขารู้เพียงว่าประโยคของจางเหว่ยนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหูซ้ำไปซ้ำมาราวกับคำสาป
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัด เขาหยิบรูปถ่ายหมู่ของชั้นเรียนใบนั้นขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา
เขามองดูตัวเองในรูป... ช่างน่าขำสิ้นดี! คนล้มเหลวที่แม้แต่จะช่วยลูกศิษย์รุ่นแรกของตัวเองไว้ยังทำไม่ได้ กลับกลายเป็น "ยอดครู" ในสายตาคนอื่น
มันช่างประชดประชันเหลือเกิน!
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นพุ่งมาจากหน้าอก ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบขยี้หัวใจของเขาไว้แน่น การหายใจเริ่มติดขัด ภาพตรงหน้าเริ่มหมุนคว้างและพร่าเลือน
เขาพยายามจะเอื้อมไปหยิบยาช่วยชีวิตฉุกเฉินบนโต๊ะ แต่แขนกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วนับพันชั่งจนยกไม่ขึ้น ร่างของเขาค่อยๆ ทรุดลงจากเก้าอี้ ใบหน้าแนบลงกับพื้นห้องที่เย็นเฉียบ
ติ๊ง—
เสียงแจ้งเตือนมือถือดังขึ้นอีกครั้ง บนหน้าจอปรากฏข้อความแสดงความยินดีจากลูกศิษย์ที่เขาภาคภูมิใจที่สุด ซึ่งปัจจุบันเป็นถึงรองคณบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง
[อาจารย์หยาง ยินดีด้วยกับการเกษียณอายุอย่างสมเกียรติครับ! อาจารย์คือต้นแบบของพวกเราทุกคนจริงๆ!]
ต้นแบบอย่างนั้นเหรอ...
มุมปากของหยางหมิงอวี่บิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้าสร้อย
รูปถ่ายหมู่ในมือหลุดร่วงลงสู่พื้น สายตาของเขาจ้องมองไปยังเหล่าเด็กหนุ่มในรูปนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
หลินเทียน, จ้าวหมิ่น, เฉินจิ้ง, หวังฮ่าว, จางเหว่ย...
ใบหน้าที่ยังเยาว์วัยทีละคน... เสียงถอนหายใจแห่งโชคชะตาครั้งแล้วครั้งเล่า...
ความเสียใจที่ไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้ามาท่วมท้นร่างของเขาจนมิด
ในวินาทีที่สติกำลังจะดับวูบไป ริมฝีปากของเขาขยับอย่างไร้เสียง เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต กระซิบกับเหล่าเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ในวัย 16 ปีตลอดกาลว่า: "ถ้า... ย้อนกลับไปได้อีกสักครั้ง..."
แล้วภาพตรงหน้า... ก็ดับวูบลงสู่ความมืดมิดชั่วนิรันดร์
