ซูเฉินนั่งข้างกองไฟ
รอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นไม้ไผ่และควันจาง ๆ
ตอนนี้เขามี “หน้าที่ประจำ” คือเผาหน่อไม้ให้ลูกแพนด้าสามตัวที่เขาอุ้มชูไว้
ในสายตาเขา พวกมันกลายเป็น “ลูก” ของเขาไปแล้ว — น่ารัก ขี้เซา และกินเก่งอย่างน่าตกใจ
“ไม่มีทางยกคืนให้ใครหรอก” เขาบ่นพึมพำ ยิ้มมุมปากขณะพลิกหน่อไม้ในกองไฟ
แต่ก่อนที่เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขาจะจางไป
เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็สะเทือนออกมาจากเงามืด
โฮกกกก!!
เสียงนั้นดังก้องจนพื้นสั่น
เหล่าแพนด้าทั้งฝูงหยุดชะงักในทันที
ความวุ่นวายเมื่อครู่เงียบลงราวมีใครปิดเสียงโลก
ในเงามืด ปรากฏร่างยักษ์สูงราวห้าเมตร
ขนขาวดำหนาแน่น กล้ามเป็นมัด แผลเป็นพาดผ่านไหล่และแก้ม
มันยืนสองขา เงาสูงใหญ่อย่างสง่า — แพนด้าจ่าฝูง
แพนด้าทุกตัวก้มหัวหมอบลงต่ำ เหมือนรับการปรากฏของราชา
จ่าฝูงก้าวออกมาข้างหน้า
เบื้องหลังมีแพนด้าอีกสี่ตัวเดินตาม เป็นพวกองครักษ์ท่าทางแข็งแกร่ง
มันหยุดตรงข้ามกองไฟของซูเฉิน
แล้ว “นั่งขัดสมาธิ” ลงตรงนั้น
เพียงเท่านั้น บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนทันที —
ความสงบหนาหนักลงคล้ายมีม่านพลังบางอย่างห่อหุ้มพื้นที่นี้ไว้
เหล่าแพนด้าตัวอื่นถอยออกไปจนหมด เหลือเพียงซูเฉิน จ่าฝูง และสี่องครักษ์
ซูเฉินมองมันนิ่ง ๆ
ไม่ได้กลัว... ไม่รู้เพราะอะไร
บางทีเพราะเคยเห็นเลิฟสำแดงพลังมาก่อน
หรือบางทีเพราะจ่าฝูงตรงหน้ามี “อำนาจที่นิ่งสงบ” มากกว่า “ความดุร้าย”
ในความเงียบ มีเพียงเสียงกองไฟแตกดัง เปรี๊ยะ
และเสียงเคี้ยวตุ่ย ๆ ของลูกแพนด้าน้อยบนตักเขา
เวลาผ่านไปห้านาทีเต็ม จ่าฝูงยังคงนิ่ง
แต่เสียงน้ำลายที่หยดลงพื้น ติ๊ง...ติ๊ง... เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
มันอดกลั้นไม่ไหวแล้ว
ซูเฉินเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอ
“อยากกินก็บอกสิ...”
เขาโยนหน่อไม้เผาหลายชิ้นไปตรงหน้า
ดวงตาแพนด้าจ่าฝูงเป็นประกาย
มันพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะยื่นเท้าออกมาตวัดอย่างนุ่มนวล
หน่อไม้ลอยเข้าไปในปากมันโดยไม่แตะพื้นแม้แต่น้อย
อีกสี่ชิ้นที่เหลือ ลอยลับไปยังองครักษ์ด้านหลัง
พวกนั้นรับทันที เคี้ยวตุ่ย ๆ พร้อมกันเหมือนวงประสานเสียง
หลังจากได้ลิ้มรสหน่อไม้เผา จ่าฝูงก็เงยหน้า คำรามเสียงต่ำยาว
โฮ่กกกกกกกก!!
เสียงสะเทือนป่าไผ่ทั้งแนว
เหล่าแพนด้ารอบนอกเริ่มขยับทำงานราวมีคำสั่งลงมา
บางตัววิ่งไปหาหน่อไม้ บางตัวแบกฟืน
การเคลื่อนไหวเป็นระเบียบมากจนซูเฉินอ้าปากค้าง
“พวกเจ้าทำงานเป็นทีมขนาดนี้เลยเหรอ...”
ไม่กี่อึดใจ กองไฟอีกกองก็ถูกจุดขึ้น
แพนด้าตัวหนึ่งใช้ไม้ต่อไฟจากกองของซูเฉิน จุดส่งไปยังกองใหญ่ด้านหลัง
มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็น “แพนด้าเผาหน่อไม้” อย่างเป็นระบบที่สุดในโลก
ป่าไผ่ทั้งผืนเริ่มสว่างจากเปลวไฟหลายกอง
กลิ่นหน่อไม้เผาอบอวลไปทั่ว
แพนด้าบางตัวรับหน้าที่เผา บางตัวแจกจ่าย
เหล่า “องครักษ์แพนด้า” ยืนคุมการส่งอาหารอย่างเข้มงวด
ภาพที่เห็นช่าง...อบอุ่นปนพิศวง
ซูเฉินนั่งข้างกองไฟของตัวเอง
จ่าฝูงอยู่ตรงข้าม เคี้ยวตุ่ย ๆ อย่างอารมณ์ดี
ลูกแพนด้าน้อยสามตัวยังหลับอยู่บนตักเขา
เขามองไฟนิ่ง ๆ แล้วเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ
“เจ้ารู้ทางไปลำธารไหม?”
จ่าฝูงไม่หยุดเคี้ยว แต่พยักหน้า พร้อมชี้เท้าไปทิศหนึ่ง
ซูเฉินยิ้มกว้างออกมาในทันที
หัวใจโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก
“งั้น...พรุ่งนี้ช่วยนำทางให้ข้าทีเถอะ”
จ่าฝูงพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนทิ้งตัวลงนอนข้างกองไฟอย่างไม่ระแวงแม้แต่น้อย
ซูเฉินมองภาพนั้นแล้วยิ้มบาง ๆ
“เจ้าก็ไว้ใจข้ามากนะ...”
คืนที่เงียบสงบ ค่อย ๆ กลืนเวลาไปจนรุ่งสาง
แสงแรกของวันส่องลอดผ่านใบไผ่
ซูเฉินขยี้ตา หาวยาว
ลูกแพนด้าน้อยยังหลับอยู่ข้าง ๆ
รอบตัวเต็มไปด้วยแพนด้ากองพะเนิน นอนกลิ้งทับกันไปหมด
กองไฟเริ่มมอด เหลือเพียงกลิ่นควันอ่อน ๆ
เขามองจ่าฝูงที่ยังนอนหลับสบายอยู่กลางวง
รู้สึกทั้งอิจฉาและขำในเวลาเดียวกัน
แสงแดดเริ่มแรงขึ้น
จากที่ไกล ๆ มีเสียงไก่ขันแว่วมาอีกครั้ง
ซูเฉินยกหัวขึ้นมองตามเสียง — แผ่วเบาแต่ชัดเจน
เขาอยากถามมันเหลือเกินว่า “เจ้าเคยเห็นไก่ไหม”
แต่จ่าฝูงยังคงกรนอยู่เบา ๆ
สุดท้าย เขาหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขึ้นมา...โยน
ปั่ก!
จ่าฝูงสะดุ้ง ลืมตา ถลึงมองเขาอย่างหงุดหงิด
แววตาพูดชัดเจน — แพนด้าจะนอน!
ซูเฉินคิ้วกระตุก ยกมีดขึ้นเล็กน้อย
สายตาสบกัน...
ร่างสูงใหญ่ของจ่าฝูงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
ความสูงกว่า 5 เมตรบดบังแสงอาทิตย์ทั้งหมดจากหัวเขา
ซูเฉินกำมีดแน่น สบตากับมันไม่ละ
แพนด้าคำรามเสียงต่ำ... โฮกกกก!
เสียงนั้นปลุกทั้งฝูง
แพนด้าทุกตัวสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นพล่านทั่วบริเวณ
แม้แต่ลูกแพนด้าทั้งสามก็ตื่นตาม พยายามปีนขาเขาด้วยงัวเงีย
จ่าฝูงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะย่อตัวลง และ “ทิ้งตัว” ลงบนสี่ขา
เสียงดัง ตูมมม! สะเทือนพื้น
มันหันหน้ามาทางซูเฉิน พยักหน้าเบา ๆ
จากนั้นยกขาหน้าขึ้นแตะบ่าอีกข้าง
เป็นสัญญาณชัดเจน — “ขึ้นมา”
ซูเฉินอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เจ้าจะให้ข้าขี่จริง ๆ เหรอ...”
เขาเก็บมีดเข้าฝักไม้ อุ้มลูกแพนด้าน้อยทั้งสาม เดินเข้าไปหา
จ่าฝูงย่อตัวลงจนพื้นสั่นน้อย ๆ
แพนด้าน้อยปีนขึ้นไปก่อนอย่างคล่องแคล่ว
ขนหนานุ่มของจ่าฝูงสะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายอ่อน ๆ
ซูเฉินพยายามปีนตาม แต่ขนมันลื่นเหลือเกิน
พยายามเท่าไรก็ปีนไม่ขึ้น
จนจ่าฝูงหัวเราะในลำคอ แล้วเป่าลมอ่อน ๆ จากจมูก
แรงลมนั้นพยุงร่างเขาขึ้นอย่างนุ่มนวล
ราวกับมือของยักษ์ที่ยกเขาขึ้นวางบนหลังมันอย่างเบามือ
ซูเฉินจับขนแน่น พยักหน้าให้มัน
“ขอบใจนะ”
เสียงคำรามเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
ฝูงแพนด้าเริ่มขยับเดินตามหลังจ่าฝูง
ฝีเท้าพวกมันเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง
เพราะใต้เท้ามีชั้นลมบาง ๆ รองรับไว้
แสงเช้าทอดผ่านยอดไผ่ลงมาทาบบนเส้นทาง
เงาขาวดำเคลื่อนยาวเป็นสาย สะท้อนแสงเหมือนคลื่น
ซูเฉินนั่งบนหลังจ่าฝูง
อุ้มลูกแพนด้าน้อยไว้บนตัก
สายลมเย็นไหลผ่าน แต่ไม่แตะตัวเขา — เพราะจ่าฝูงสร้างชั้นอากาศปกป้องไว้
เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก
หัวใจรู้สึกสงบเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“กลับบ้านกันเถอะ...”