บทที่ 10: สัญญาใจในสอบย่อย
คำท้าที่ว่า “กล้าพนันไหม” ของหลิวเฟิง เปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดชนวนระเบิดซึ่งตึงเครียดจนถึงขีดสุดในห้องประชุมให้ปะทุขึ้นในทันที
สายตาทุกคู่กลับมาโฟกัสที่หยางหมิงอวี่อีกครั้ง
ทว่าคราวนี้ แววตาเหล่านั้นไม่ได้มีเพียงแค่การรอดูเรื่องสนุกหรือการถากถาง แต่มันกลับแฝงไปด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึก เพราะเรื่องราวพุ่งเป้าไปไกลเกินกว่าการกระทบกระทั่งกันในออฟฟิศธรรมดาๆ แต่มันได้กลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เอาศักดิ์ศรี อุดมการณ์ และอนาคตในอาชีพการงานมาวางเป็นเดิมพัน
พวกครูทุกคนต่างอยากจะรอดูว่า เจ้าหนุ่มที่คุยโวโอ้อวดจนฟ้าถล่มคนนี้ เมื่อถูกคู่ต่อสู้รุกฆาตเข้าให้แล้ว เขาจะเลือกเดินหน้าต่อด้วยการรับคำท้าในเกมที่ไม่มีทางชนะ หรือจะเลือกหาทางลงแบบเสียหมาเพื่อถอนคำพูดพล่อยๆ ของตัวเองเมื่อครู่
หวังไห่เต๋อ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาภายใต้เลนส์แว่นกรอบทองวาวโรจน์ด้วยความสะใจ เขาแทบจะรอไม่ไหวให้หยางหมิงอวี่รับคำท้า และพ่ายแพ้ยับเยินในการสอบย่อยเดือนหน้า ถึงตอนนั้นเขาจะมีเหตุผลอันชอบธรรมในการเขี่ยเจ้าเด็ก “หัวแข็ง” คนนี้ให้ไปอยู่ขอบสนาม และไม่ให้มีโอกาสได้โผล่หัวขึ้นมาสร้างปัญหาได้อีก
หยางหมิงอวี่สบสายตาท้าทายของหลิวเฟิง บนใบหน้าของเขาหาได้มีความหวาดกลัวไม่ ในทางกลับกัน เขากลับเผยรอยยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่เหมือนกับว่าเขากำลังรอเวลานี้มานานแสนนาน
“พนันเหรอ?” เขาพึมพำคำนั้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือความขี้เล่น “ก็เอาดิครับ”
“แล้วอาจารย์หลิวอยากจะพนันแบบไหนล่ะ?”
คำพูดเรียบๆ ที่ดูไม่สะทกสะท้านของเขา ทำเอาบรรดาครูที่กะจะมารอดูเขาถอยกรูดถึงกับเหวอไปตามๆ กัน
เขา... กล้ารับคำท้าจริงๆ งั้นเหรอ?
หลิวเฟิงเองก็ถึงกับสำลักคำพูดไปวูบหนึ่ง เขาคิดว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยก็ต้องมีท่าทีลังเล หรือไม่ก็ต้องพยายามต่อรองราคาบ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าหยางหมิงอวี่จะรับคำแบบสายฟ้าแลบขนาดนี้
แต่นั่นแหละ... เข้าทางเขาพอดี!
“ง่ายมาก!” หลิวเฟิงเรียกความมั่นใจกลับมา เขาแค่นหัวเราะพลางรีบเค้นข้อเสนอที่จะทำให้หยางหมิงอวี่แพ้แบบหมดรูปและดูแย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“ในการสอบย่อยระดับโรงเรียนครั้งแรกในเดือนหน้า” เขาชูนิ้วขึ้นมาโบกกลางอากาศด้วยท่าทางยโส “ถ้าคะแนนเฉลี่ยรวมของห้อง 14 ของคุณ ยังรั้งท้ายสายชั้นเหมือนเดิม...”
เขาเว้นจังหวะ พลางเพิ่มเงื่อนไขที่เขาคิดว่ายังไงหยางหมิงอวี่ก็ไม่มีทางทำได้ลงไปอีกข้อ
“...และในทุกๆ รายวิชา ห้องของคุณไม่มีใครทำคะแนนได้อันดับหนึ่งของสายชั้นเลยแม้แต่วิชาเดียว!”
“ถ้าเป็นแบบนั้น...” หลิวเฟิงขึ้นเสียงสูง ใบหน้าปรากฏความสะใจแบบสุดขีด “อาจารย์หยาง คุณต้องยืนขึ้นต่อหน้าครูทั้งโรงเรียนในการประชุมใหญ่ครั้งหน้า แล้วยอมรับออกมาดังๆ ว่าอุดมการณ์การสอนของคุณน่ะมันคือ ‘เรื่องตลกไร้สาระที่ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ’! พร้อมทั้งต้องขอขมาผม และอาจารย์รุ่นพี่ทุกคนที่ถูก ‘อุดมการณ์แหวกแนว’ ของคุณลบหลู่ด้วย!”
เดิมพันครั้งนี้เรียกได้ว่าอำมหิตอย่างยิ่ง
เพราะมันมุ่งโจมตีไปที่ศักดิ์ศรีและอุดมการณ์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคนเป็นครู หากหยางหมิงอวี่แพ้จริงๆ เขาจะไม่ใช่แค่เสียชื่อเสียงในโรงเรียนเท่านั้น แต่เขาจะกลายเป็นตัวตลกในวงการการศึกษาจนไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้อีกเลย
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นระงมไปทั่วห้องประชุม ทุกคนรู้สึกว่าหลิวเฟิงคราวนี้เล่นแรงจริง กะจะเอาให้ตายแบบไม่เหลือทางรอดให้เลยสักนิด
หัวหน้าสายชั้นอ้าปากจะพูดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แต่พอเห็นท่าทางเห็นดีเห็นงามของหวังไห่เต๋อ ประกอบกับรังสีอำนาจของหลิวเฟิงที่ข่มไว้ สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเงียบและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แทน
สายตาของทุกคนกลับไปหยุดอยู่ที่หยางหมิงอวี่อีกรอบ
คราวนี้ทุกคนต่างคิดว่า เจ้าหนุ่มนี่คงต้องถอยแล้วล่ะ เพราะเงื่อนไขมันเขี้ยวลากดินจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
คะแนนเฉลี่ยรวมไม่รั้งท้าย? ถ้าห้อง 14 ไม่รั้งท้ายแล้วใครจะรั้งท้ายล่ะ?
แล้วไอ้อันดับหนึ่งของวิชา? นั่นมันนิทานหลอกเด็กชัดๆ! พวกเด็กเทพในห้องกิฟต์เตดที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้นนั่นต่างหากที่จะกวาดรางวัลที่หนึ่งไปกินเรียบ มีเหรอจะเหลือมาถึงมือเด็กใน “ศูนย์รวมขยะ” อย่างห้อง 14?
นี่มันคือทางตันชัดๆ
ทว่า ปฏิกิริยาของหยางหมิงอวี่กลับทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างอีกครั้ง
รอยยิ้มบนหน้าของเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว
“ตกลงครับ”
คำตอบที่ชัดเจนหลุดออกมาจากปากของเขา
ไม่มีความลังเล ไม่มีการประวิงเวลา และไม่มีแม้แต่การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย
ท่าทางของเขาในตอนนี้ เหมือนกับมีคนเดินมาถามเขาว่า “รับน้ำสักแก้วไหม?” แล้วเขาก็ตอบกลับไปแบบชิลๆ เท่านั้นเอง
“สัญญาลูกผู้ชายนะ” เขาเสริมต่ออีกประโยค ราวกับกลัวว่าหลิวเฟิงจะเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจเสียเอง
คราวนี้ แม้แต่หลิวเฟิงเองก็ถึงกับเอ๋อไปเลย
เขารู้สึกเหมือนตัวเองออกหมัดฮุกใส่คู่ต่อสู้แบบสุดแรงเกิดกะจะเอาให้หมัดเดียวจอด (KO) แต่ปรากฏว่าคู่ต่อสู้กลับไม่หลบ แถมยังเดินเอาหน้ามาชนหมัดเขาเอง แล้วยังทำท่าเหมือนว่าเขายังต่อยไม่แรงพออีกต่างหาก
ความรู้สึกประหลาดที่หาคำบรรยายไม่ได้พุ่งพล่านขึ้นมาในใจของหลิวเฟิง
เขาจ้องหยางหมิงอวี่เขม็ง พยายามมองหาความหวั่นเกรงหรือการฝืนทำเก่งบนใบหน้านั้น
แต่เขากลับล้มเหลว...
แววตาของหยางหมิงอวี่นิ่งสงบดุจน้ำในสระโบราณที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ทว่าภายใต้น้ำที่นิ่งนั้น กลับมีความร้อนแรงของสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นใจ” แผดเผาจนน่าขวัญผวา
“ดี! สัญญาลูกผู้ชาย!” หลิวเฟิงถูกแววตานั้นกระตุ้นจนเกือบขาดสติ เขาขบกรามแน่นพลางเค้นเสียงพูดทีละคำ “อาจารย์ทุกคนในที่นี่ รวมถึงหัวหน้าหวัง คือพยาน! หวังว่าพอถึงเวลานั้น อาจารย์หยางจะไม่กลับคำพูดนะ!”
“วางใจได้ครับ” หยางหมิงอวี่ยิ้มบางๆ “ผมไม่เคยกลับคำพูดอยู่แล้ว”
“แต่ว่าอาจารย์หลิวครับ เมื่อกี้เราเพิ่งคุยกันแค่ว่าถ้าคุณชนะจะเป็นยังไง แล้วถ้าผมชนะล่ะ?”
“ถ้าคุณชนะ ผมจะขอโทษคุณต่อหน้าทุกคน และจะคอยรินน้ำรินท่ารับใช้คุณหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เลย!” หลิวเฟิงโพล่งออกมาอย่างมั่นใจ!
สายตาของเขากับหลิวเฟิงปะทะกันกลางอากาศจนเกิดบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายขิงก็ราข่าก็แรง
ในวินาทีนี้ เดิมพันอันบ้าคลั่งนี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีครูกว่ายี่สิบคนเป็นพยานรับรู้
มันไม่ใช่แค่การลับฝีปากกันของคนสองคนอีกต่อไป แต่มันคือพันธสัญญาที่มีน้ำหนักมหาศาลและไม่อาจถอนคืนได้
พันธสัญญาที่มีศักดิ์ศรีในวิชาชีพของครูหนุ่มและเกียรติยศของห้อง 14 ทั้งห้องวางเป็นเดิมพัน
การประชุมจบลงท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะพิศวง
บรรดาครูต่างพากันเดินออกจากห้องเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย พลางกระซิบกระซาบถึงฉากที่เพิ่งผ่านพ้นไปอย่างอดไม่ได้ สายตาที่พวกเขามองหยางหมิงอวี่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง บางคนมองว่าเขาเป็นฮีโร่ผู้กล้าหาญ แต่ส่วนใหญ่มองว่าเขาคือคนบ้าเสียสติ
หยางหมิงอวี่ไม่ได้สนใจใครเลย
เขาทำเพียงเก็บข้าวของเงียบๆ เดินออกจากห้องพักครูผ่านท่ามกลางเสียงซุบซิบและการชี้ชวนให้ดูอย่างสงบนิ่ง
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดรอยเงาของเขาให้ยาวเหยียดไปตามทางเดิน
เขาแบกรับความกดดันมหาศาล แบกรับเสียงเยาะเย้ยและความกังขาของทุกคน ก้าวเดินไปยังห้องเรียน ม.4 ห้อง 14 ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
เมื่อเขาผลักประตูห้องเรียนเข้าไป ข้างในยังคงเป็นความวุ่นวายและเสียงจอแจที่คุ้นเคย
หลังจากผ่านพ้นความตื่นตะลึงในคาบแรกไปแล้ว ในตอนนี้พวกนักเรียนก็เริ่มกลับมามีพฤติกรรมเดิมๆ ห้องเรียนกลับมาหนวกหูเหมือนตลาดสดอีกครั้ง
หยางหมิงอวี่ยืนนิ่งอยู่ที่ประตู มองดูเหล่านักเรียนที่นั่งกันอย่างระเกะระกะ บ้างก็เหม่อลอย บ้างก็ดื้อรั้น มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ดีมาก...
แบบนี้แหละ ถึงจะน่าท้าทาย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางรำพึงในใจว่า:
“ก้าวแรกของการปฏิวัติ... เริ่มต้นจากการจัดที่นั่งใหม่ก็แล้วกัน”