บทที่ 12: ห้องของผม ผมคือเจ้าชีวิต
ในมุมหลังสุดของห้องเรียน การคงอยู่ของหยางหมิงอวี่นั้นทรงพลังอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันเขากลับดูเหมือนตัดขาดออกจากทุกสรรพสิ่งในคาบเรียนนี้
อาจารย์ชีววิทยาคนใหม่นามว่าอาจารย์เฉียน เป็นครูเพิ่งจบใหม่ได้ไม่นาน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับห้องเรียนที่บรรยากาศตายซากแต่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงเช่นนี้ น้ำเสียงในการสอนของเขาจึงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามจะตั้งคำถาม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบที่น่ากระอักกระอ่วน พยายามจะสร้างปฏิสัมพันธ์ในห้อง แต่สิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงดวงตาหลายสิบคู่ที่ว่างเปล่าหรือไม่ก็เต็มไปด้วยการท้าทาย
คาบเรียนนี้ดำเนินไปอย่างยากลำบากแสนสาหัส
อาจารย์เฉียนปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทนสอนจนกระทั่งเสียงกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้นราวกับได้รับอภัยโทษ เขารีบหนีออกจาก "ห้องเรียนนรก" ที่ชวนอึดอัดนี้ไปแทบจะในทันที
ทันทีที่อาจารย์เฉียนคล้อยหลังไป เส้นด้ายที่ตึงเปรี๊ยะมาตลอดทั้งคาบก็ขาดผุดออกมาเสียงดัง “ปัง!”
ความวุ่นวายที่ถูกสะกดไว้ตลอดชั่วโมงระเบิดกลับมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมในเชิงแก้แค้น
“แม่งเอ๊ย! ที่นั่งเฮงซวยอะไรวะเนี่ย! คอกูจะหักอยู่แล้ว!”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกระเหจจากหลังห้องมานั่งหน้าสุดตะโกนด่าทอพลางบิดคอไปมาอย่างแรงเป็นคนแรก
“จริง! นั่งกับไอ้ติ๋มนี่ คุยอะไรด้วยก็ไม่ตอบสักคำ อึดอัดฉิบหาย!” เด็กหนุ่มอีกคนเริ่มสมทบ พลางมองเพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่อย่างเหยียดหยาม
เสียงบ่นระงมลามไปทั่วราวกับโรคระบาด
และแน่นอนว่าศูนย์กลางของพายุย่อมหนีไม่พ้น หวังฮ่าว ที่เพิ่งเสียหน้าไปหมาดๆ
บรรดาลูกน้องที่ปกติเรียกขานกันว่าพี่น้องต่างกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังทันที
“เฮียฮ่าว เรื่องนี้จะยอมแค่นี้จริงๆ เหรอ?” เด็กหนุ่มผมยาวคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ไอ้ครูใหม่นั่นมันซ่าเกินไปแล้ว ไม่ไว้หน้าเฮียเลยสักนิด!”
“นั่นดิเฮีย แค่เฮียเอ่ยปากให้คุณอาโทรศัพท์กริ๊งเดียว ผอ. ก็ต้องก้มหัวให้แล้ว มันเป็นตัวอะไรวะถึงกล้ามาทำแบบนี้?”
ใบหน้าของหวังฮ่าวเขียวคล้ำ พอได้ยินเสียงยุยงจากพี่น้องเขาก็เริ่มรู้สึกว่าศักดิ์ศรีที่ถูกหยางหมิงอวี่เหยียบย่ำไปเมื่อครู่เริ่มกู้กลับมาได้นิดหน่อย
เขาตบโต๊ะดัง ปัง! ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา
“ยอมเหรอ? ไม่มีทาง!” เขาขบกรามแน่นพลางพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาต “มันชอบโม้ไม่ใช่เหรอ? ชอบทรงเจ้าเข้าผีใช่ไหม? เดี๋ยววันนี้กูกลับบ้านไปโทรหาพ่อแน่ จะดูสิว่าไอ้ทริกหลอกเด็กของมัน พอเจออำนาจเงินเข้าไปแล้ว มันจะยังขลังอยู่ไหม!”
เขากงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเพื่อให้คนเกือบทั้งห้องได้ยิน
“คอยดูเถอะ กล้ามาแตะกู อย่างช้าพรุ่งนี้มันได้ไสหัวไปแน่!”
คำพูดอาฆาตมาดร้ายนี้ทำให้พวกลูกน้องพากันเออออด้วยความเลื่อมใส และทำให้สายตาของนักเรียนคนอื่นๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นรอดูเรื่องสนุกอีกครั้ง
ฝ่ายหนึ่งคืออาจารย์ประจำชั้นผู้ลึกลับและเฉียบขาด อีกฝ่ายคือลูกเศรษฐีที่ทำตามคำพูดได้เสมอ
ดูเหมือนศึกครั้งนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
หลินเทียน ไม่ได้สนใจเสียงด่าทอเหล่านั้นเลย เขาแค่อยากจะผ่านด่านในเกมที่ค้างอยู่ให้ได้ เขาเผลอจะหันไปตะโกนคุยแผนการเล่นกับลูกสมุนที่นั่งหลังห้องตามความเคยชิน แต่พอหมุนคอไปได้ครึ่งทางเขาก็ชะงักกึก
ข้างหลังเขาไม่ใช่พี่น้องกลุ่มเดิมอีกต่อไป แต่เป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย หรือจะพูดให้ถูกคือไม่สนิทใจด้วย
สุดท้าย สายตาของเขาทำได้เพียงเลื่อนกลับมาที่ข้างกาย
เฉินจิ้ง นั่งตัวตรงแหน็บ วางมือไว้บนเข่าอย่างมีระเบียบเหมือนเด็กประถมที่ตั้งใจเรียนสุดขีด บนโต๊ะของเธอมีหนังสือและอุปกรณ์การเรียนจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตัดกับ "อาณาเขต" ที่เละเทะของเขาเป็นเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจน
หลินเทียนขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด
มันเป็นความรู้สึกที่น่ารำคาญฉิบหาย เหมือนคุณเล่นเกมต่อสู้ที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่อยู่ดีๆ ระบบดันมารีเซ็ตปุ่มคีย์ลัดใหม่หมด จะกดคอมโบแต่ละทีแม่งโคตรฝืน
เขาอยากจะลุกขึ้นเดินไปคุยกับเพื่อนหลังห้องใจจะขาด แต่ไม่รู้ทำไม ที่นั่งข้างหลังสุดที่ว่างเปล่าตัวนั้น กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่ตลอดเวลา
สุดท้าย เขาก็ต้องนั่งลงที่เดิมด้วยความเซ็ง หยิบ GBA ขึ้นมาเปิดเสียงเบาสุด แล้วจมอยู่กับเกมของเขาต่อ
อีกด้านหนึ่ง จ้าวหมิ่น เองก็ไม่ได้มีความสุขนัก
จางหลิงหลิง เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่ของเธอ เปรียบเสมือนตังเมชั้นดีที่ตีไม่ตายด่าไม่ไป แถมยังมีสกิลฮีลลิ่งตัวเองที่น่าเหลือเชื่อ
ไม่ว่าจ้าวหมิ่นจะทำหน้าบูดบึ้งแค่ไหน หรือพูดจาแดกดันเพียงใด จางหลิงหลิงก็จะรีเซ็ตตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้ในไม่กี่นาที แล้วก็เริ่ม "รบกวน" จ้าวหมิ่นด้วยความหวังดีต่อไป
“จ้าวหมิ่น คาบหน้าภาษาอังกฤษนะ ฉันมีสรุปเน้นๆ ที่พี่สาวให้มา เธออยากดูไหม?”
จ้าวหมิ่นก้มหน้ากรีดโต๊ะ ไม่สนใจ
“จ้าวหมิ่น เธอหิวน้ำไหม? ฉันเพิ่งไปกดน้ำร้อนมาให้”
มีดในมือจ้าวหมิ่นชะงักไปวูบหนึ่ง
“จ้าวหมิ่น เธอ...”
“ถ้ามึงส่งเสียงออกมาอีกคำเดียว กูจะเอาไอ้นี่เสียบลงบนสมุดมึงซะ” จ้าวหมิ่นเงยหน้าขึ้นในที่สุด น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม
จางหลิงหลิงสะดุ้งโหยง รีบปิดปากฉับพลันและยกมือขึ้นทำท่าทางขอยอมแพ้
แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงสิบนาที พอเสียงกระดิ่งเข้าเรียนดังขึ้นและอาจารย์ภาษาอังกฤษเดินเข้ามา จางหลิงหลิงก็ใช้ข้อศอกสะกิดจ้าวหมิ่นเบาๆ พลางกระซิบเสียงเบาหวิวเหมือนยุงว่า “เร็ว... หยิบหนังสืออังกฤษออกมา...”
จ้าวหมิ่นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะบ้า
นี่คือครั้งแรกที่เธอเจอคู่ปรับประเภทไม่อ่อนไม่แข็ง ใช้ความเย็นชาหรือความรุนแรงขับไล่ไม่ได้เลย เธอรู้สึกเหมือนต่อยออกไปบนก้อนนุ่น มีแรงเท่าไหร่ก็หายวับไปหมด
คาบนี้ เธอไม่มีอารมณ์แม้แต่จะกรีดโต๊ะเล่นด้วยซ้ำ
คาบเรียนทั้งวันดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกใหม่ เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความอึดอัดที่ค่อยๆ กัดกินเวลาไปทีละวินาที
เด็กห้อง 14 รู้สึกเป็นครั้งแรกว่า "วันหนึ่งยาวนานราวกับหนึ่งปี"
พวกเขาไม่เคยเฝ้ารอเสียงกระดิ่งเลิกเรียนขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ในที่สุด เมื่อเสียงกระดิ่งที่เป็นสัญญาณสิ้นสุดการเรียนในวันนี้ดังขึ้น ทั้งห้องก็เหมือนถูกกดปุ่มดีดตัวออก
“ไปเว้ยๆ!” “หิวจะตายห่าแล้ว ไปหาอะไรกินกัน!”
หวังฮ่าวเป็นคนแรกที่เด้งตัวขึ้นจากที่นั่ง เขาส่งสายตาให้ลูกน้องแล้วเดินส่ายอาดๆ ออกจากห้องไป ระหว่างเดินผ่านโพเดียม เขายังจงใจหันหน้าไปทางกล้องวงจรปิดแล้วแค่นเสียง “เหอะ” ออกมาอย่างดูแคลน
นักเรียนไหลบ่าออกจากห้องราวกับน้ำป่าไหลหลาก เพียงพริบตาเดียว ห้องที่เคยหนวกหูก็กลับมาเงียบสงัด
หยางหมิงอวี่เดินจากห้องพักครูมายังห้องเรียน เขาเดินไปที่โพเดียมอย่างไม่รีบร้อน หยิบแปรงลบกระดานขึ้นมาบรรจงลบรอยชอล์กที่เหลืออยู่ออกอย่างช้าๆ
ท่วงท่าของเขาดูสุขุม ราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นทางยาว อาบไล้ร่างของเขาด้วยแสงสีทอง และทำให้ละอองฝุ่นชอล์กที่ปลิวว่อนในอากาศดูมีชีวิตชีวา
เมื่อลบกระดานเสร็จ เขาก็หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะครูอย่างละเอียดอีกรอบ
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาจึงเดินออกจากห้องเรียนกลับไปยังห้องพักครูด้วยท่าทีสบายๆ
ในห้องพักครู อาจารย์ส่วนใหญ่เลิกงานไปหมดแล้ว
เหลือเพียงไม่กี่วันที่ยังคงเตรียมการสอนอยู่ หนึ่งในนั้นคืออาจารย์ประจำชั้นห้องกิฟต์เตด หลิวเฟิง
ดูเหมือนหลิวเฟิงจะจงใจรอเขาอยู่
พอเห็นหยางหมิงอวี่เดินเข้ามา หลิวเฟิงก็เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ปิดไม่มิด
“อาจารย์หยาง จะกลับแล้วเหรอครับ?” เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ครับ อาจารย์หลิวยังไม่กลับเหรอ?” หยางหมิงอวี่ตอบนิ่งๆ
“ไม่รีบครับ” หลิวเฟิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางพูดอย่างไม่รีบร้อน “แค่อยากจะเตือนอาจารย์หยางหน่อยว่า วันนี้มันแค่เริ่มต้น แรงต้านจากเด็กๆ น่ะยังแค่น้ำจิ้ม รอให้พวกนั้นกลับไปฟ้องที่บ้านก่อนเถอะ บรรดาผู้ปกครองที่รักลูกยิ่งกว่าไข่ในหินน่ะ รับมือไม่ง่ายหรอกนะครับ”
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะใจ
“โดยเฉพาะนักเรียนอย่างหวังฮ่าว พ่อของเขาเป็นหนึ่งในกรรมการสถานศึกษาที่เคยบริจาคเงินให้โรงเรียนไม่น้อยเลยนะ อาจารย์หยางไปฉีกหน้าเขาขนาดนั้นในวันนี้ ผมแนะนำให้คุณเตรียมคำอธิบายไว้บอก ผอ. ในวันพรุ่งนี้ดีกว่านะ”
คำพูดนี้ แม้เปลือกนอกจะดูเหมือน “คำเตือน” แต่เนื้อแท้มันคือ “คำขู่” ชัดๆ
หยางหมิงอวี่ทำเพียงยิ้มบางๆ ราวกับฟังความหมายแฝงนั้นไม่ออก
“ขอบคุณที่อาจารย์หลิวเป็นห่วงครับ แต่ผมเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์ของผม และเชื่อว่าผู้ปกครองของพวกเขาเป็นคนที่มีเหตุผลพอ”
“หึๆ มีเหตุผล?” หลิวเฟิงหัวเราะราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก “อาจารย์หยาง คุณยังอ่อนหัดเกินไปจริงๆ บนโลกใบนี้ เรื่องที่คุยกันด้วยเหตุผลรู้เรื่องน่ะ... มันมีไม่มากหรอก”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเก็บของ แล้วเดินจากไปด้วยความพึงพอใจ ในสายตาของเขา หยางหมิงอวี่คือคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว เขาแค่รอดูฉากเด็ดที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ก็พอ
ห้องพักครูกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
หยางหมิงอวี่กลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง เขาไม่ได้กระวนกระวายใจเหมือนที่หลิวเฟิงคาดการณ์ไว้
เขาเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดบันทึกเล่มใหม่เอี่ยมกับปากกาสินออกมา
เขาเปิดหน้าแรก และเขียนตัวอักษรลงไปที่หัวกระดาษอย่างบรรจงว่า:
【 มัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 14 】
จากนั้น เขาก็เริ่มเขียนชื่อนักเรียนลงไปทีละคน
คนแรกคือ “หวังฮ่าว”
เขาเขียนวงเล็บไว้หลังชื่อหวังฮ่าว และระบุคีย์เวิร์ดสำคัญลงไป:
บิดา: หวังเจี้ยนกั๋ว ผู้ถือหุ้นว่านหัวกรุ๊ป นิสัยดื้อรั้นหัวชนฝา รักหน้าตาเป็นที่สุด มารดา: หลี่เฟิน แม่บ้านทหารบก (Full-time Mom) สปอยล์ลูก ปากร้ายใจแคบ คาดการณ์เวลาโทรศัพท์: 18:30 - 19:30 น. (หลังมื้อค่ำ) ข้อเรียกร้องหลัก: ขอย้ายที่นั่งกลับที่เดิม, ให้ขอโทษหวังฮ่าว, ตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณครู กลยุทธ์รับมือ:
- อ่อนน้อมในเบื้องต้น ยอมรับฐานะทางสังคมของครอบครัวเขา
- โยนตัวอย่างเรื่อง ‘หุ้นเคมีภัณฑ์ว่านหัว’ ออกไปเพื่อสร้างความลึกลับและบารมี
- เปลี่ยนประเด็นความขัดแย้งส่วนตัวให้กลายเป็นเรื่อง ‘เพื่ออนาคตของเด็ก’
- ยื่นข้อเสนอ ‘เดิมพันสอบย่อย’ ใช้ผลการเรียนเป็นตัวตัดสินขั้นเด็ดขาดเพื่อโยนอำนาจการตัดสินใจกลับไปให้อีกฝ่าย
หลังจากเขียนเรื่องของหวังฮ่าวจบ เขาก็เริ่มเขียนชื่อที่สอง: “หลินเทียน”
บิดา: หลินเจี้ยนจวิน พนักงานโรงงานทั่วไป มารดา: จางกุ้ยหลาน พนักงานแคชเชียร์ซูเปอร์มาร์เก็ต (ทั้งคู่เกลียดการที่หลินเทียนติดเกมเข้าไส้แต่ไร้หนทางแก้ไข) คาดการณ์เวลาโทรศัพท์: 20:00 - 21:00 น. (อาจถูกผู้ปกครองคนอื่นยุยงมา) กลยุทธ์รับมือ:
- ยืนยันความกังวลของพวกเขา แสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
- นำเสนอทฤษฎี ‘การชี้นำตามความสนใจ’ เปลี่ยนนิยามคำว่า ‘ติดเกม’ ให้กลายเป็น ‘พรสวรรค์’
- ขายแนวคิด ‘จากผู้เล่นสู่ผู้สร้าง’ มอบวิสัยทัศน์ที่สดใสและเป็นไปได้จริง
- ตั้งเป้าหมายระยะสั้น สัญญาว่าจะทำให้คะแนนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์พุ่งขึ้น
...
เขาเขียนต่อไปเรื่อยๆ ทีละคน ทั้งจ้าวหมิ่น, เฉินจิ้ง, จางเหว่ย... นักเรียนที่เป็นหัวกะทิและหัวโจกทุกคนถูกเขาถอดรหัสประวัติครอบครัว นิสัยผู้ปกครอง และวางแผนรับมือการปะทะอย่างแม่นยำดุจนักยุทธศาสตร์ระดับโลก
ข้อมูลเหล่านี้ คือสิ่งที่เขาสั่งสมมาตลอด 30 ปีในชาติก่อน จากความล้มเหลว ความเสียใจ และการทบทวนตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน... บทเรียนเหล่านั้นได้กลายเป็นอาวุธที่คมกริบที่สุดในมือของเขาในตอนนี้
เขาจดจ่ออยู่กับการเขียน จนไม่ได้สังเกตเลยว่าท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีส้มแดง และค่อยๆ จมดิ่งสู่สีน้ำเงินเทา
แสงสว่างในห้องพักครูเริ่มมืดลง เหลือเพียงไฟนีออนเก่าๆ เหนือหัวที่ส่งเสียง “วึ้งๆ” เบาๆ
ทันใดนั้นเอง—
“กริ๊งงงงง—!”
โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
เสียงกระดิ่งที่แหลมคมและเร่งเร้ากรีดผ่านความเงียบงันยามโพล้เพล้ในทันที
หยางหมิงอวี่หยุดปากกาในมือ ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา
เวลา 18:40 น.
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปยังโทรศัพท์ที่ยังแผดเสียงไม่หยุด บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่แสดงถึงความมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
...สิ่งที่ควรจะมา ในที่สุดก็มาถึงแล้ว
เขาหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมา น้ำเสียงราบเรียบไร้ร่องรอยของความตื่นตระหนก
“ฮัลโหล สวัสดีครับ โรงเรียนมัธยมหนึ่งครับ ผมหยางหมิงอวี่พูดสายอยู่ครับ”