ทว่าเรื่องพิลึกก็คือ ภาพอันน่าหวาดผวาถึงเพียงนี้ ไม่ว่าคนหามโลงศพกายกำยำเหล่านั้น บรรดาลูกหลานผู้สวมผ้าปอพันกายไว้ทุกข์ หรือผู้คนที่เดินผ่านไปมามิขาดสาย กลับล้วนคุ้นชินจนชินตา ราวกับมองไม่เห็นสิ่งใดผิดแปลกเลยสักนิด
อวี๋เฉินเองก็ยิ่งตอกย้ำในใจ ว่าข้อคาดหมายที่เขายึดมาโดยตลอดนั้นถูกต้องแล้ว วิญญาณผีที่คัมภีร์โปรดสรรพชีวิตชักนำออกมานั้น มีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็นได้ คนอื่นล้วนมิอาจรับรู้
เมื่อเข้าใจแจ่มชัด เขาก็มิได้เอ่ยวาจา หิ้วข้าวสารกับเนื้อสัตว์ เดินขึ้นไปยังสุสานชิงเฟิงหลิง พร้อมกันนั้น วิญญาณของอาจารย์สอนหนังสือก็ย่างก้าวตามติดมาอย่างไม่ห่าง
กลับถึงกระท่อมดิน ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนาแล้ว อวี๋เฉินจึงค่อยหยิบคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตออกมาจากมิติภายใน กางมันออก
ทันใดนั้น ตรงต้นม้วนก็ปรากฏตัวอักษรสีเทาดำราวถูกควันรมคละคลุ้ง ลอยเด่นขึ้นมา
【ปณิธานชั้นเก้า】
【เกียรติคุณในโลกมนุษย์】
【กำหนดเวลา: สิบสองชั่วยาม】
【เมื่อสำเร็จ มีรางวัล】
จากนั้น วิญญาณของอาจารย์สอนหนังสือก็แปรเป็นลำแสงสายหนึ่ง ถูกดูดกลืนเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำหวงเฉวียน ปากยังพึมพำไม่หยุด
“เกียรติคุณในโลกมนุษย์?”
ยามนี้ อวี๋เฉินมีเค้าเงื่อนอยู่ในใจแล้ว คงเป็นอาจารย์ผู้นี้ซึ่งในสายตาคนนอกดูมีคุณธรรมสูงส่งและเป็นที่เคารพนับถือแต่มีความลับบางอย่างที่มิอาจเผยแก่ผู้ใด ลับจนพอจะทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของเขาได้ ถึงตายไปแล้วก็ยังติดค้างไม่เลือน กลายเป็นปณิธานถูกคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตดึงดูดมา
ครั้นแล้ว ภาพชีวิตของอาจารย์สอนหนังสือก็วูบไหวผ่านหน้าตาเขา ดุจโคมม้าหมุนฉายภาพรัวเร็ว และเมื่ออวี๋เฉินเข้าใจความลับที่ซ่อนเร้นของอาจารย์ผู้นี้โดยแท้ เขาก็อดมิได้ทั้งขำทั้งขัน ที่แท้จากภาพโคมม้าหมุนที่เห็น อาจารย์ผู้นี้แซ่จ้าว ตั้งแต่เยาว์วัยหลงใหลการอ่านหนังสือ ไม่ว่าความรู้เบ็ดเตล็ดหรือคัมภีร์หลัก ต่างรักใคร่จนวางไม่ลง
ครั้นเติบใหญ่ อาจารย์จ้าวเข้าสอบเคอจวี่ เคยรับราชการเป็นจู่ปู้ (เสมียน) ในศาลาว่าการ ต่อมาเมื่อสิบห้าปีก่อนจึงลาออกจากศาลาว่าการ เข้าสำนักอักษร เป็นอาจารย์สอนหนังสือ
สอนมาเนิ่นนานเต็มสิบห้าปี
ภาพเหล่านั้นกระพริบผ่านหน้าเขา ราวเศษเสี้ยวชิ้นเล็ก แม้จะไม่ถึงกับแจ่มชัดทุกเหตุการณ์ ทว่าเพียงพอให้เขารู้เค้าคร่าวๆ แห่งชีวิตอาจารย์จ้าว และต่อจากนี้ต่างหาก…จึงเป็นเรื่องสำคัญ
สิบห้าปีก่อน หลังอาจารย์จ้าวออกจากศาลาว่าการ เข้าสำนักอักษร แต่งภรรยา มีบุตร ในสายตาคนนอกอาจารย์จ้าวมีเงินทองพอประมาณ มีภรรยางดงาม มีงานที่มีหน้าในสังคม ชวนให้ผู้คนอิจฉาใคร่ได้โดยแท้ น่าเสียดาย…ทุกเรือนล้วนมีคัมภีร์อยากอ่านของตนเอง
คัมภีร์ของบ้านอาจารย์จ้าว คือภรรยาของเขา
ที่แท้ ในปีที่จ้าวฮูหยินให้กำเนิดบุตร เพราะการคลอดทำให้ที่ตรงนั้นบาดเจ็บ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหากทำกิจอันว่าด้วยภูเขาอูซาน ก็จะเจ็บปวดจนทนแทบมิไหว
อาจารย์จ้าวกับภรรยารักใคร่ผูกพัน ไม่อาจใจร้ายเห็นนางทุกข์ทรมาน ต่อจากนั้นอีกกว่าสิบปี สามีภรรยาบนเตียงกลับสำรวมดุจแขกผู้มีมารยาท เคารพกันดังเดิม ไม่ล้ำเส้นแม้ครึ่งก้าว
ทว่าถึงจะเห็นใจภรรยา แต่สันดานบุรุษกลับคอยทรมานอาจารย์จ้าวจนยากจะทน ยิ่งเขาเป็นผู้เคร่งครัดในศีลจรรยา รักษากายใจสะอาด ไม่ว่าอย่างไรก็มิยอมย่างเท้าเข้า “ย่านฟงเยว่” มิยอมเที่ยวเสาะบุปผาไล่ตามหลิว
นานวันเข้า อาจารย์จ้าวจึงหลงใหลวรรณนิทานหวามไหวและม้วนภาพชวนพิศวาส ใช้ระบายความอัดอั้นด้วยตนเอง
เรื่องเหล่านี้นอกจากตัวเขาแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แม้แต่จ้าวฮูหยิน ก็ไม่ระแคะระคาย อาจารย์จ้าวยังแอบตั้งปณิธานไว้ว่า ครั้นยามตนใกล้สิ้นอายุขัย จะต้องเผาวรรณนิทานหวามไหวเหล่านั้นให้หมดสิ้น ปล่อยความลับนี้ให้ถูกฝังไปพร้อมร่าง กระทั่งหลับใหลไปชั่วนิรันดร์
ทว่า ฟ้ามีเหตุไม่คาดฝัน เรื่องความเป็นความตาย ใครจะคาดเดาได้?
คืนหนึ่งหลังอ่านหนังสือ อาจารย์จ้าวติดลมหนาวหลับใหลหนักหน่วง หลับคราวนั้น…ก็ไม่ตื่นอีกเลย
แต่ถึงยามใกล้ตาย อาจารย์จ้าวก็ยังพะวงถึงวรรณนิทานไม่เป็นกาลเทศะกับม้วนภาพในช่องลับของห้องหนังสือ เขากลัวเหลือเกินว่า หากภรรยาและบุตรค้นพบ จะรังเกียจเขาผู้เป็นสามีผู้ดีและบิดาผู้เมตตา ยิ่งกลัวว่าบ่าวไพร่ที่กวาดเช็ดเก็บกวาดจะเก็บไปได้ แล้วเรื่องราวแพร่กระจาย ทำลายเกียรติคุณที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต
เพราะอาจารย์สำนักอักษรผู้เป็นที่เคารพนับถือหากลับหลังกลับอ่านวรรณนิทานชวนละอาย แพร่ออกไปผู้ใดจะไม่หัวร่อหรือ?
เพียงคิดถึงจุดนี้…ก็ตายตาไม่หลับ นี่เองจึงเกิด “ปณิธานติดค้าง” เช่นนี้
อวี๋เฉินมองภาพโคมม้าหมุนจบสิ้น สีหน้าก็ประหลาดนักเงียบอยู่เนิ่นนาน แล้วจู่ๆ ก็ยกมือทุบหน้าผากตน ไม่ต่างอะไรกับให้คนช่วยลบร่องรอยการอ่านนั่นเอง
และเพราะเขามีความทรงจำและความรู้จากภพก่อนเป็นทุน เขาจึงมิได้เห็นว่าอาจารย์จ้าวทำเช่นนั้นผิดประการใด
อาหารกับกามล้วนเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ของเช่นนี้ ต่อให้เป็นปราชญ์ก็ยังละได้ยาก แล้วอาจารย์สำนักอักษรผู้หนึ่งจะทำได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดความคิด อาจารย์จ้าวก็เพียงมือหนึ่งถือวรรณนิทาน มือหนึ่งกุมทวนของตน ระบายอัดอั้นด้วยตัวเอง มิได้เกี่ยวข้องกับผู้ใด
นี่มิได้สะอาดกว่าพวกแก่หื่นที่ปล่อยตัณหาพาเที่ยวเสาะบุปผาหรอกหรือ? มิได้เปิดเผยตรงไปตรงมามากกว่าพวกเตาเหลี่ยนกับต้าจ้วงที่ถูกกิเลสชั่วผลักดันจนทำร้ายชีวิตผู้คนหรอกหรือ?
เพราะฉะนั้น ในสายตาอวี๋เฉิน เรื่องนี้มิได้ลดทอนภาพลักษณ์ของอาจารย์จ้าวในใจเขาเลยกลับทำให้อาจารย์ผู้เคร่งขรึมและเป็นที่นับถือ…มี “ความเป็นคน” เพิ่มขึ้นอีกชั้น แน่นอนว่า เมื่อนึกถึงวัยของอาจารย์จ้าว เขาก็อดถอนใจมิได้ ชราภาพแต่มิได้สิ้นแรง!
แต่ครั้นคิดอีกที โลกประเพณีเคร่งครัดเช่นนี้ ดูเหมือนจะรับไม่ไหวจริงๆ
ดูสิ น่าขันเพียงใด?
ผู้คนรับได้ที่คุณชายเจ้าสำราญวนเวียนอยู่ท่ามกลางบุปผา ถึงขั้นยกเป็นเรื่องงามหน้าสง่า แต่กลับรับไม่ได้ที่อาจารย์ผู้สอนหนังสือลอบอ่านวรรณนิทานชวนหน้าแดง
“เฮอะ…ไม่ว่าจะมุ่งหวังรางวัลของคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต หรือเพื่อตอบแทนบุญคุณครั้งนั้น เรื่องนี้ข้าจะช่วยท่าน”
อวี๋เฉินถอนใจ เก็บคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต แล้วเอนกายลงบนเตียง ตั้งใจพักผ่อนกลางวันให้เต็มที่ พอตกค่ำจึงค่อยไปจัดการวรรณนิทานหวามไหวเหล่านั้น
ยามราตรีมาเยือน จันทร์กระจ่างกลางฟ้า
กว่าครึ่งเมืองอำเภอเว่ยสุ่ยหลับใหลไปแล้ว มีเพียงโรงเตี้ยมสุราและหอคณิกาที่ยังประดับไฟสว่างไสว
อวี๋เฉินลุกจากเตียง เปลี่ยนเป็นชุดดำ สวมหมวกสักหลาด มือถือตัวคนกระดาษสองตัว ลงจากเขา
ตรอกซอยย่านสะพานเทียนเฉียว ค่ำคืนจันทร์สว่างอันเนิ่นนานเช่นนี้ หิมะลมกลับเงียบสงบไม่มีพายุ เหล่าคหบดีและคุณชายเจ้าสำราญจะปล่อยให้คืนงามเช่นนี้ผ่านไปได้อย่างไร?
บนสายน้ำเว่ยสุ่ย เรือบุปผาจอดเรียง เพลงพิณแว่วหวาน ขับขานรับกัน เป็นทิวทัศน์รุ่งโรจน์มิรู้สิ้น
อวี๋เฉินสวมดำทั้งกาย กดหมวกสักหลาดต่ำ เดินมายังตรอกบ้านอาจารย์จ้าวในย่านสะพานเทียนเฉียว เลือกมุมลับตา แล้วเป่าลมหายใจลงบนคนกระดาษ
ชั่วพริบตา คนกระดาษก็เหมือนมีชีวิต เท้ายืนลอยเบาเหยียบหิมะอย่างไร้เสียง ก่อนพลิกข้ามเข้าไปในเรือนอาจารย์จ้าว
ยามนี้อวี๋เฉินยังมิได้เข้าวิถีเต๋า ไร้ชี่ให้ขับเคลื่อน จึงยังมอบอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ให้กระดาษคนกระดาษม้ามิได้ ทว่าคนกระดาษเดิมทีเบาหวิว เพียงอาศัยแรงส่งเล็กน้อย พลิกข้ามกำแพงสูงก็หาใช่เรื่องยาก
เวลานั้น…ล่วงเข้ายามสองแล้ว
แม้ย่านสะพานเทียนเฉียวยังสว่างไสวด้วยแสงไฟ แต่เรือนอาจารย์จ้าวขึ้นชื่อว่าเคร่งครัดในกฎระเบียบ ไม่ว่าฮูหยินหรือบุตร ล้วนหลับสนิทไปนานแล้ว
คนกระดาษเดินตามทางที่อาจารย์จ้าวจำได้อย่างคล่องแคล่ว ไปถึงห้องหนังสือ เปิดช่องลับ หยิบหีบไม้ใบหนึ่งออกมา
ภายในนั้น บรรจุวรรณนิทานหวามไหวทั้งสิ้น ไม่พูดพร่ำทำเพลงคนกระดาษยกหีบไม้ อวี๋เฉินควบคุมมันให้เตรียมจากไป
ทว่าไม่คาด มีผู้ใดผลักประตูเข้ามาเสียก่อน!
เป็นบ่าวชายผู้หนึ่ง งัวเงียตาปรือ มือกำลังผูกเชือกกางเกง คงเป็นเพราะลุกมาปลดทุกข์กลางดึก ได้ยินความเคลื่อนไหวในห้องหนังสือ จึงเผลอเดินมาดูตามสัญชาตญาณ
ยามนี้ คนกระดาษถือหีบไม้ที่บรรจุวรรณนิทานอยู่ หากถูกจับได้ย่อมมิอาจยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
มิฉะนั้น หากบ่าวผู้นั้นเห็นพิรุธ เห็นวรรณนิทานหวามไหวเข้า…ก็เท่ากับเร่งให้ “ความอับอายขายหน้า” ของอาจารย์จ้าวปะทุขึ้นเร็วกว่ากำหนด
บ่าวผู้นั้นสติคืนมาบางส่วน ใช้แสงจันทร์มองเห็นเงาคนในห้องหนังสือ ก็พลันระวังตัว กระซิบเสียงเข้มว่า
“ผู้ใด!”
ได้ยินดังนั้น อวี๋เฉินกลับไม่ตระหนก เพราะเขาเตรียมการไว้แล้ว รูปลักษณ์ของคนกระดาษนี้…คืออาจารย์จ้าวนั่นเอง!
ดังนั้น คนกระดาษจึงหันหน้าให้แสงโคมในมือบ่าวส่องต้อง ลดเสียงต่ำ
“เป็นข้า…กลางคืนหลับไม่ลง จึงมาหยิบหนังสืออ่าน”
บ่าวที่ยังมึนงง ได้ยินเสียงคุ้นเคยก็คลายใจ เอ่ยว่า “ที่แท้เหล่าเย่ ช่วงนี้อากาศหนาว ท่านระวังลมหนาวด้วย”
กล่าวจบ เขาก็ถือโคมเดินโซเซไปปลดทุกข์ต่อ
อวี๋เฉินฉวยโอกาสนั้น ควบคุมคนกระดาษยกหีบไม้ ก้าวฉับๆ จากไป ครั้นถึงห้องส้วมบ่าวผูกเชือกกางเกงคลายลง ลมหนาวพัดวูบสติของเขาก็เหมือนถูกดึงตื่นขึ้นฉับพลัน!
เหล่าเย่?
เหล่าเย่…มิได้ตายไปแล้วหรือ!
ชั่วขณะเดียว ร่างสั่นสะท้าน ปัสสาวะก็ไม่ทันปล่อย โยนโคมทิ้งรีบถลาไปซ่อนใต้ผ้าห่ม กอดเข่าตัวสั่น!
รุ่งขึ้น ก็รีบรายงานฮูหยิน
ต่อมาเรื่องเร้นลับนี้แพร่จากเรือนอาจารย์จ้าวไปสู่ปากชาวบ้านมากขึ้น ผู้คนต่างพูดกันว่า อาจารย์จ้าวตายแล้ววิญญาณย้อนกลับ ยังหลงใหลในคัมภีร์ตำราสมเป็นปราชญ์ผู้ทำงานวิชาการแห่งยุค!
ด้วยความบังเอิญผิดคาด ชื่อเสียงของอาจารย์จ้าวยิ่งสูงยิ่งดัง
ถึงขั้นนายอำเภอได้ฟัง ยังไปสุสานหมิงเยว่ด้วยตนเอง จุดธูปถวายดอกหนึ่งแก่อาจารย์จ้าว
(จบบท)