บทที่ 2 โจรเด็ดบุปผาสามขา
เจ็ดวันต่อมา ณ ยอดเขาชิงอวิ๋น
ร่างสองร่างในสภาพราวกับคนป่ากำลังปีนบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมา
ฉู่เหอเนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยขี้เถ้า สกปรกประหนึ่งเพิ่งถูกฉุดขึ้นมาจากบ่อโคลน เส้นผมที่ยุ่งเหยิงราวกับรังนกเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ขนสัตว์ และของฝากจากธรรมชาติอื่นๆ
"ข้าไม่นึกเลยว่าก้าวแรกของการเข้าสู่สำนักเซียนจะยากเย็นเพียงนี้ การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เรื่องง่ายดายจริงๆ"
เฉินเชียนฟานมองดูฉู่เหอที่กำลังพร่ำเพ้อรำพัน เขาผู้ซึ่งเปลี่ยนสภาพจากคุณชายผู้ร่ำรวยในเมืองหลวงกลายเป็นขอทานเมืองหลวงกล่าวอย่างพูดไม่ออกว่า
"พี่ฉู่ ไม่ใช่ท่านหรอกรึที่บอกว่า 'จุดหมายไม่สำคัญเท่าทิวทัศน์ระหว่างทาง' แล้วก็พาข้าเดินลัดเลาะมาแต่ตามทางเล็กๆ?"
เมื่อนึกย้อนกลับไปตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับเสือร้ายและหลบหนีมังกร
ต้องบุกป่าฝ่าดงและสร้างสะพานข้ามน้ำ
ระหว่างทางยังไปแหย่รังแตนขนาดเท่าฝ่ามือและเห็นลิงบาบูนเกี้ยวพาราสีกัน
หลายครั้งที่เฉินเชียนฟานคิดว่าเขาคงต้องเดินวนเวียนอยู่ในป่าลึกดงดิบกับฉู่เหอไปตลอดชีวิตเสียแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งพักอยู่บนยอดเขา ชายหนุ่มสวมชุดหรูหราพร้อมด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง ท่ามกลางวงล้อมของบ่าวไพร่ก็เดินขึ้นมาถึงยอดเขา
เมื่อมองเห็นสภาพของทั้งคู่ที่ดูราวกับผู้อพยพหนีภัยแล้ง ชายหนุ่มผู้นั้นก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยาม
"พวกขอทานกล้าเสนอหน้ามางานรับศิษย์ด้วยรึ? คิดว่าตัวเองมีวาสนาเซียนจริงๆ หรือไง?"
เมื่อเผชิญกับการยั่วยุของชายหนุ่ม ฉู่เหอและสหายก็ลุกขึ้นยืนทันที
ความดุดันที่สั่งสมจากการเอาชีวิตรอดในป่าเจ็ดวัน ผสมผสานกับกลิ่นตัวเหม็นโฉ่จากการไม่ได้อาบน้ำมาเจ็ดวัน บีบให้ชายหนุ่มและผู้ติดตามต้องถอยกรูดไปสามก้าว
"คนคนนี้..." แววตาของเฉินเชียนฟานฉายแววครุ่นคิด ดูเหมือนเขาจะเคยเห็นหมอนี่มาก่อน
ทว่าฉู่เหอกลับไม่สนใจ ก้าวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วแบมือออก กล่าวว่า "ถ่มน้ำลายเรี่ยราดในที่สาธารณะ ปรับเงินห้าตำลึง"
คุณชายผู้ร่ำรวยกำลังจะอาละวาด แต่ถูกพ่อบ้านชราที่ติดตามมาขัดขวางไว้เสียก่อน
"นายน้อย สองคนนี้อาจจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเซียน ให้ข้าจัดการเถอะขอรับ"
เทียบกับนายน้อยที่เติบโตมาอย่างไข่ในหิน คุ้นชินกับเสื้อผ้าแพรพรรณและอาหารเลิศรส
พ่อบ้านชราผู้นี้มีประสบการณ์โชกโชนกว่ามาก เขารู้ดีว่ามียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยชอบท่องเที่ยวไปในโลกมนุษย์
มีถมไปที่แสร้งทำตัวเป็นขอทาน นายพราน หรือแม้แต่หญิงคณิกา
คนประเภทนี้ชอบที่สุดคือการถูกดูแคลน แล้วค่อยเปิดเผยตัวตนและพลังตบหน้าผู้อื่นให้ตกตะลึงจนตาค้าง
"นายน้อยของข้าเสียมารยาทไป ยินดีจ่ายค่าปรับขอรับ ยินดีจ่าย"
พ่อบ้านชรากล่าวพลางหยิบก้อนทองคำวางลงบนฝ่ามือของฉู่เหอ
ฉู่เหอแค่นเสียงเย็นอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วคล้องแขนเฉินเชียนฟานกลับไปนั่งลงที่บันไดตามเดิม
"ท่านเซียนทั้งสองคือผู้อาวุโสของสำนักเซียนชิงอวิ๋นใช่หรือไม่? เมื่อครู่นายน้อยของข้าโรคคอกำเริบ มิได้มีเจตนาดูหมิ่นสำนักเซียนแต่อย่างใด"
เห็นท่าทีของฉู่เหอกับสหาย พ่อบ้านชราก็รีบกล่าวขอโทษต่อทันที
ฉู่เหอปรายตามองพ่อบ้านชราผู้เจนจัดทางโลกแล้วตอบสั้นๆ ว่า "ไม่ใช่"
"งั้นท่านคงเป็นเซียนจากสำนักอื่น ข้าเป็นพ่อบ้านของจวนเจ้ากรมพิธีการ บางทีเราอาจจะเคยพบกันในเมืองหลวง" พ่อบ้านชรายังคงรุกถามไม่เลิก
การที่สามารถมาร่วมพิธีรับศิษย์ของสำนักเซียนชิงอวิ๋นได้ ย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศและภูมิหลังไม่ธรรมดา
การได้ทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อทั้งนายน้อยและนายท่านของเขา
หลังจากได้ยินอีกฝ่ายแนะนำตัว ในที่สุดเฉินเชียนฟานก็ทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้และเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้างว่า "ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ"
คำตอบนี้ทำเอาพ่อบ้านชราสับสนหนักในใจ
ไม่ใช่คนของสำนักชิงอวิ๋น และไม่ใช่แขกที่มาร่วมงาน
แล้วสองคนนี้เป็นใครกัน?
"พวกเราก็มาเข้าร่วมงานรับศิษย์เหมือนกัน" ฉู่เหอกล่าวพลางมองก้อนทองคำในมือ ปกติเขาแทบไม่มีโอกาสได้ใช้เศษเงินก้อนเล็กๆ ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นทองคำแท่ง
เมื่อเห็นฉู่เหอดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เฉินเชียนฟานก็คว้าก้อนทองคำไปกัดทดสอบ แล้วยกนิ้วโป้งให้ฉู่เหอ
"พี่เฉิน ท่านดูทองแท้เป็นด้วยรึ?" ฉู่เหอถามด้วยความประหลาดใจ
ผ่านมาเจ็ดวัน เขาประเมินเฉินเชียนฟานไว้ว่าทำอะไรไม่เป็นสักอย่างและหิวตลอดเวลา
เรียกได้ว่าสมบทบาทคุณชายเจ้าสำราญจากเมืองหลวงอย่างยิ่ง
รังแตนที่ไล่กวดพวกเขาครึ่งค่อนวันก็เป็นเพราะเฉินเชียนฟานบอกว่าจะไปเอาน้ำผึ้งมาย่างปลา
"ไม่เป็นหรอก ปกติข้าใช้แต่หินวิญญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นทองคำเหมือนกัน" เฉินเชียนฟานส่ายหน้า แววตาใสซื่อแฝงความโง่เขลาเล็กน้อย
"ดูไม่เป็นแล้วท่านจะกัดทำไม?"
"มันดูเป็นมืออาชีพไง ในหนังสือเขียนไว้แบบนั้น"
เมื่อมองดูทั้งสองคุยกันโดยไม่เห็นหัวคนอื่น สีหน้าของพ่อบ้านชราและบุตรชายโทนเจ้ากรมพิธีการก็ดูปั้นยาก
"น้องชายทั้งสอง ในเมื่อมาฝากตัวเป็นศิษย์เหมือนกัน ไฉนถึงมาเก็บค่าปรับกันเล่า?"
พ่อบ้านชราขมวดคิ้วแน่น ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ลมปราณสั่นไหว เขาผู้นี้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้เขามองไม่ออกถึงความตื้นลึกหนาบางของฉู่เหอจึงได้ระมัดระวังตัว
แต่ตอนนี้ดูแล้ว ทั้งสองคนเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ถ้าเขามองออกสิถึงจะแปลก
"การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคน" ฉู่เหอกล่าวด้วยความชอบธรรม
พ่อบ้านชราและบุตรชายเจ้ากรมพิธีการตัวสั่นด้วยความโกรธ เตรียมจะลงมือ
"ช้าก่อน ดูซิว่าข้าเป็นใคร" เฉินเชียนฟานลุกขึ้น ปัดผมยาวที่ปิดหน้าออก
เผยให้เห็นใบหน้าที่ดำเมี่ยม เปื้อนโคลนและฝุ่น
เมื่อเพ่งมองใกล้ๆ พ่อบ้านชราก็จำใบหน้าในความทรงจำได้ จึงอุทานด้วยความตกใจ
"เจ้า... เจ้า... เจ้าคือโจรเด็ดบุปผา 'ซานเจี่ยว' (สามขา)!"
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้คนโดยรอบที่หยุดดูเหตุการณ์ต่างตื่นตระหนกและถอยกรูด
บรรดาสตรีต่างกระชับเสื้อผ้าแน่น ตัวสั่นเทา
แม้แต่พวกผู้ชายยังรัดเข็มขัดกางเกงแน่น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
'ซานเจี่ยว' เป็นโจรเด็ดบุปผาชื่อกระฉ่อนในแคว้นชิงอวิ๋น ลือกันว่ามันกินรวบทั้งชายหญิง และมี 'อาวุธ' ขนาดมหึมา ซึ่งทำให้ผู้คนหวาดกลัวอย่างแท้จริง
เฉินเชียนฟานมองฝูงชนที่หวาดกลัวและศิษย์สำนักชิงอวิ๋นที่กำลังพุ่งเข้ามาจับกุม
นี่มันไม่ถูกต้อง ไม่ใช่อย่างที่จินตนาการไว้เลย
พอเขาเปิดเผยใบหน้า อีกฝ่ายตัวสั่นเป็นลูกนกก็จริง แต่ทำไมต้องเอามือกุมเป้ากางเกงแล้วสั่นด้วย?
เห็นท่าว่าศิษย์สำนักชิงอวิ๋นกำลังจะส่งเขาเข้าคุก สมองที่แทบไม่ได้ใช้งานมาสิบหกปีของเฉินเชียนฟานก็เริ่มทำงาน
เฉินเชียนฟานรีบใช้เสื้อตัวในที่ยังพอสะอาดอยู่บ้างเช็ดหน้า
เผยให้เห็นใบหน้าเหลี่ยมที่ดูองอาจแฝงความสูงศักดิ์ตามธรรมชาติ
"ทีนี้จำข้าได้หรือยัง นายน้อย?" เฉินเชียนฟานยิ้มมุมปาก
"มันคือโจรเด็ดบุปผาสามขาผู้เชี่ยวชาญการแปลงโฉม!" ฉู่เหอที่นั่งอยู่กับพื้นตะโกนด้วยความหวาดกลัว
เฉินเชียนฟานกระโดดถีบฉู่เหอจนกลิ้งหลุนๆ ก้อนทองคำกลิ้งตกบันไดไป ฉู่เหอรีบวิ่งไปเก็บทันที
เฉินเชียนฟานจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หยิบป้ายหยกสลักคำว่า 'เฉิน' ออกมา "หลี่โกวตั้น (ไอ้ไข่หมาหลี่) เจ้าช่างวางก้ามใหญ่โตนัก ใหญ่โตกว่านายน้อยอย่างข้าเสียอีก"
หลี่ลี่ บุตรชายโทนเจ้ากรมพิธีการที่มีชื่อเล่นว่า 'หลี่โกวตั้น' คราวนี้ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าของจริง
ความโกรธหายวับไปทันตา แทนที่ด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ "นี่คุณชายเฉินไม่ใช่หรือ? ข้ามันมีตาหามีแววไม่ เมื่อครู่จำท่านไม่ได้จริงๆ"
เฉินเชียนฟานพยักหน้าอย่างพอใจ ราวกับได้กลับคืนสู่แวดวงคุณชายเจ้าสำราญแห่งเมืองหลวง
"ลูกพี่ ท่านหนีออกจากบ้านมาไม่ใช่หรือ? ไฉนมาอยู่ที่สำนักเซียนชิงอวิ๋นได้?" หลี่ลี่ถามพลางคิดในใจว่าซวยแล้ว
สามเดือนก่อน ตอนเฉินเชียนฟานหนีออกจากบ้าน บรรดาคุณชายในเมืองหลวงฉลองกันทั้งเดือน
หลี่ลี่ยังจำบทกวี เหล้าเลิศรส และใบหน้าอันงดงามราวกับไข่ปอกของแม่นางเซียนสาลี่ได้ดี
ไฉนแค่พริบตาเดียว เขาต้องมาเจอกับพญามารผู้นี้อีกแล้ว?
"ข้าจะมา แล้วทำไมข้าจะมาไม่ได้?" เฉินเชียนฟานกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
หลี่ลี่รีบส่งยิ้มประจบประแจง หากถูกเฉินเชียนฟานหมายหัว พอกลับไปเมืองหลวงชีวิตเขาคงหาความสุขไม่ได้แน่
เฉินเชียนฟานเหลือบมองฉู่เหอที่ยังไล่เก็บก้อนทอง แล้วล้วงห่อใบบัวออกมาจากเอวด้านหลังอย่างมีลับลมคมนัย "นายน้อยอย่างข้าไม่เคยเอาเปรียบใคร ทองสิบตำลึงนั่นถือเป็นค่าแสดงความกตัญญูของเจ้า ข้าเองก็จะให้ของดีกับเจ้าเช่นกัน"
กลิ่นคาวรุนแรงโชยออกมาจากห่อใบบัว หลี่ลี่เลิกคิ้วเตรียมปฏิเสธ
ทองสิบตำลึงสำหรับเขาไม่นับเป็นอะไร แต่ถ้ารับของจากเฉินเชียนฟาน พอกลับไปเมืองหลวงเขาต้องโดนทุกคนรังเกียจแน่นอน
"เกรงใจทำไม คนกันเองทั้งนั้น นี่คือยากระดูกเสือที่ข้าขโมยมาจากที่บ้าน เอาไปต้มน้ำเจ็ดชามเคี่ยวให้เหลือหนึ่งชาม กินทางปาก วันละสามเวลา ช่วยเสริมรากวิญญาณได้"
หลี่ลี่ที่เดิมทีให้ตายก็ไม่รับ พอได้ยินสรรพคุณก็ใจเต้นแรง
ตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวงร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า ว่ากันว่าแม้แต่ในวังหลวงยังมีของวิเศษไม่เท่าตระกูลเฉิน
ถ้าเป็นของลับของตระกูลเฉินจริง มูลค่าคงไม่อาจประเมินได้ด้วยทองคำ เงิน หรือหินวิญญาณ
"จำไว้ กินทางปากนะ" เฉินเชียนฟานโยนห่อใบบัวให้ หลี่ลี่รับไว้โดยสัญชาตญาณ
ทันทีที่ถือไว้ สัมผัสนั้นนิ่มแต่แน่น กลิ่นคาวรุนแรงยิ่งขึ้น เต็มไปด้วยกลิ่นอายสัตว์ป่าเข้มข้น
ของดีจริงๆ!
หลี่ลี่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก จึงก้มหัวคารวะแผ่นหลังของเฉินเชียนฟานที่เดินจากไป
ฉู่เหอที่เก็บทองเสร็จแล้วเดินไปพร้อมกับเฉินเชียนฟานมุ่งหน้าสู่โรงเตี๊ยม
เมื่อมองกลับไปที่หลี่ลี่ซึ่งยังไม่ยอมลุกขึ้น ฉู่เหอก็เกิดความสงสัย
เขาเห็นแค่เฉินเชียนฟานโยนของบางอย่างให้หลี่ลี่ แต่ไม่ได้ยินบทสนทนา
"เจ้าให้อะไรหมอนั่นไปน่ะ?" ฉู่เหอถาม
เฉินเชียนฟานฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า "ขี้เสือที่เจ้าบอกให้ข้าเก็บมาไง"
ฉู่เหอพยักหน้า ลูกชายเจ้ากรมพิธีการช่างโลกแคบนัก แค่ได้ขี้เสือก็ดีใจขนาดนั้น อีกอย่างบนเขาก็มีโรงเตี๊ยม ไม่จำเป็นต้องใช้ขี้เสือไล่สัตว์ร้ายสักหน่อย ทำไมต้องดีใจขนาดนั้นกันนะ...?