“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับข้า” หลิงเสวี่ยชิงแผดเสียงใส่หน้าลู่หลินเฟิง
“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าต่างคนต่างอยู่ แล้วตอนนี้จะมายุ่งกับข้าเพื่ออะไร”
ลู่หลินเฟิงนิ่งค้างไป ดวงตาที่เคยเย็นชารู้สึกถึงความสับสนและโทสะที่ปนเปกันจนแยกไม่ออก เขาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามเค้นเสียงเย็นชาตอบกลับแบบข้างๆ คูๆ
“ข้า…ข้าก็แค่ไม่อยากให้สตรีที่ยังไม่ออกเรือน มายอมให้บุรุษแตะเนื้อต้องตัวเช่นนั้น”
“คำแก้ตัวของท่านมันฟังไม่ขึ้นเสียเลย” หลิงเสวี่ยชิงไม่ได้สนใจลู่หลินเฟิง
คำพูดนั้นแทงใจดำนั้นทำให้ลู่หลินเฟิงถึงกับนิ่งเงียบ หาคำพูดมาสู้ไม่ได้ ได้แต่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ
“ฮ่าๆๆๆ! สะใจข้ายิ่งนัก!”
เย่เสวียนซิงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ถึงกับกลั้นไม่อยู่ เขาตบมือฉาดใหญ่พลางหัวเราะร่าอย่างเปิดเผย
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าทำดีมาก! ฮ่าๆๆ คนบางคนนี่มันสมควรโดนเสียบ้าง”
เย่เสวียนซิงเดินเข้าไปตบบ่าหลิงเสวี่ยชิง พลางหัวเราะ ทิ้งให้ ลู่หลินเฟิง ยืนกำหมัดแน่นอยู่เพียงลำพังแต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรุ่มร้อนในอกที่กำลังตีรวนกับภาพความทรงจำบางอย่าง
ลู่หลินเฟิงพยายามเค้นความทรงจำที่ถูกทับถมด้วยหิมะเมื่อสามปีก่อน ลู่หลินเฟิงมั่นใจมาตลอดว่าเด็กสาวผู้ช่วยชีวิตตนในวันนั้นคือซูหลานซิง และนั่นคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เขาให้ความสำคัญกับนางเหนือใคร ยอมเป็นโล่กำบังและมอบความอ่อนโยนที่เขามีเพียงน้อยนิดให้แก่นางเสมอมา
ทว่า เหตุใดในยามนี้ ภาพของเด็กสาวคนนั้นในหิมะกลับค่อยๆ ซ้อนทับกับใบหน้าของหลิงเสวี่ยชิงอย่างน่าประหลาด ไม่สิปกติหลิงเสวี่ยชิงจะถูกเขาพูดจาเช่นนี้หลายรอบ นางก็กลับมาวุ่นวายกับเขาเสมอ
แต่ตอนนี้นางกลับเดินหนีเขาไปหาหยางซิงอี้ หรือควงแขนหัวเราะร่ากับเย่เสวียนซิง ราวกับเขาไม่มีตัวตน จิตใจที่เคยสงบนิ่งกลับสั่นคลอนวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกนี้คืออะไร?
ลู่หลินเฟิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สายตาจดจ้องแผ่นหลังของนางที่เดินไกลออกไปทุกที ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านที่พยายามควบคุม
ทว่า ผิดกับทางด้าน หลิงเสวี่ยชิงโดยสิ้นเชิง
“ไม่รู้จะตกใจเรื่องไหนก่อนดี เฮ้อ สมองประมวลผลไม่ทันแล้วเนี่ย!” หลิงเสวี่ยชิงบ่นพึมพำกับตัวเองขณะเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ย
“ประมวลผลอย่างนั้นหรือ เจ้าพูดอะไรน่ะ ข้าไม่เข้าใจ”
เสียงนุ่มนวลที่ดังขึ้นใกล้ตัวทำให้หลิงเสวี่ยชิงสะดุ้งสุดตัว พอหันขวับไปมองพบว่าหยางซิงอี้เดินเข้ามาใกล้
ในมือของหยางซิงอี้คือกองห่อขนมหวานรสเลิศที่ตั้งใจทำเก็บไว้ให้หลิงเสวี่ยชิงโดยเฉพาะ ทว่ายามนี้เขากลับเต็มไปด้วยความสงสัยต่อถ้อยคำประหลาดที่หลุดออกมาจากปากของหลิงเสวี่ยชิง
“มันเป็น... เอ่อ ไม่มีอะไร” หลิงเสวี่ยชิงรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พลางคว้าขนมจากมือหยางซิงอี้มาเข้าปากอีกชิ้น
“กินเยอะๆ เถิด ขนมเหล่านี้ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ” หยางซิงอี้เอ่ยพลางคลี่ยิ้มอ่อนโยน มือหนาลูบศีรษะหลิงเสวี่ยชิงเบาๆ
ลู่หลินเฟิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่ไม่ไกล สายตาจดจ้องไปยังมือของหยางซิงอี้ที่กำลังลูบหัว .ในใจอยากจะพุ่งเข้าไปปัดมือนั้นออกใจจะขาด แต่ขากลับหนักอึ้งดั่งถูกโซ่ล่าม ได้แต่ยืนขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน
“แล้วของข้าเล่า ท่านซื้อให้แต่นาง ท่านลำเอียงเกินไปแล้ว” เย่เสวียนซิงทำเสียงกระเง้ากระงอดขัดจังหวะ
“ศิษย์พี่สาม…….มากินด้วยกันสิ” หลิงเสวี่ยชิงกวักมือเรียก
“แล้วท่านทั้งสองกินไหม มาลองชิมดูสิเจ้าคะ อร่อยมากเลยนะ” หลิงเสวี่ยชิงเอ่ยชวนซูหลานเซิงและลู่หลินเฟิงด้วยน้ำเสียงใสซื่อแถมยังส่งยิ้มกว้างจนตาหยีราวกับลืมเรื่องเมื่อครู่ไปแล้วหมดสิ้น
แน่นอนว่าหลิงเสวี่ยชิงไม่คิดอะไรให้ปวดหัว เพราะความคิดของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน นางล้วนไม่อยากยุ่ง
น้ำเสียงใสซื่อและรอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นสว่างไสวเสียจนคนมองตามไม่ทัน ลู่หลินเฟิงถึงกับสำลักความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่กลางอก
ทว่า..ลึกๆ ในใจที่บิดเบี้ยวของลู่หลินเฟิงกลับร่ำร้องอย่างประหลาด
ลู่หลินเฟิงกลับพบว่ายามที่หลิงเสวี่ยชิงแผดเสียงโมโหใส่เขา หรือตอนที่หลิงเสวี่ยชิงตวัดสายตาโกรธจัดมาที่ลู่หลินเฟิงนั้น
มันทำให้รู้สึกสนุกและตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนที่หลิงเสวี่ยชิงคอยเดินตามต้อยๆ และพยายามเอาใจเหมือนแต่ก่อนเป็นไหนๆ
รสชาติของการถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี และความเกรี้ยวกราดที่หลิงเสวี่ยชิงสาดใส่เขาราวกับพายุพัดกระหน่ำ กลับกลายเป็นสิ่งเร้าที่กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ลึกที่สุดให้ตื่นขึ้นมา จนหัวใจของเขาเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้
‘ไม่สิ ข้ากำลังสับสน’ ลู่หลินเฟิงคิดพลางมองรอยยิ้มตาหยีนั่นด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างอยากจะบีบคอให้นางหยุดยิ้ม กับอยากจะแกล้งให้นางโมโหจนหน้าแดงอีกครั้ง
‘หลิงเสวี่ยชิงจงใจจะยั่วโมโหข้าด้วยรอยยิ้มโง่ๆ นั่น!’ ลู่หลินเฟิงคิดพลางมองรอยยิ้มตาหยีของนางด้วยความสับสนจนทำตัวไม่ถูก เผลอมองฝ่ามือตัวเองที่ยังสั่นเทา
ลู่หลินเฟิงไม่ชอบสายตาที่หลิงเสวี่ยชิงมองผ่านเขาไปหาบุรุษอื่นอย่างไม่แยแสมากกว่า
ความต้องการที่จะครอบครองสายตานั้นให้จดจ้องเพียงเขาแม้จะเป็นสายตาที่เกลียดชังก็ตามทำให้ลู่หลินเฟิงเผลอกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น
ทางด้าน ซูหลานเซิงถึงกับยืนงันไปชั่วขณะ โดยจ้องมองรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าของลู่หลินเฟิงด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง ในระยะเวลาสามปี ที่ไม่เคยลู่หลินเฟิงแสดงออกทางอารมณ์แม้แต่แต่น้อย
ในที่สุด ก็เข้าสู่ เมืองเหยียนหู บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดจนน่าประหลาด แม้จะมองเห็นชาวบ้านออกมาจับจ่ายใช้สอยและตั้งแผงค้าขายกันตามปกติ ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วหรือเสียงหัวเราะอย่างที่ควรจะเป็น ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตน แต่พวกเขาดูหวาดกลัวกลับอะไรบางอย่างอย่างเห็นได้ชัด
หลิงเสวี่ยชิงกวาดสายตามองรอบข้างทำให้รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
จนกระทั่งรถม้าได้หยุดลงที่หน้า จวนเจ้าเมืองหวัง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่า
ประตูบานยักษ์ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
“ยินดีต้อนรับศิษย์จากสำนักสุยอวิ๋น” เสียงแหบพร่าของพ่อบ้านชราดังขึ้น เขาโค้งตัวต่ำจนเกือบขนานกับพื้น
“ท่านเจ้าเมืองหวังรอพวกท่านอยู่ด้านใน โปรดตามข้ามาเถิด”
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงรับรองได้ยินเสียงโต้เถียงอย่างรุนแรงที่ดังไปทั่วห้อง
“เจ้าเมืองหวัง! ข้าบอกท่านแล้วว่าปีศาจมันไม่มีอยู่จริง!” มือปราบสวีแผดเสียงตอบโต้พลางถลึงตาใส่อย่างไม่ลดลาวาศอก สีหน้าของเขายังคงเคร่งเครียดดุดัน
“ทำไมท่านถึงต้องพากันงมงายดึงดันจะเชิญพวก...”
มือปราบสวีแผดเสียงตอบโต้ยังไม่ทันจบประโยค เสียงบานประตูห้องโถงก็ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทุกสายตาหันขวับไปมองทันที
“หึ! สำนักสุ่ยอวิ๋นส่งเด็กเมื่อวานซืนมาช่วยอย่างนั้นหรือ?” มือปราบสวีกวาดสายตามองพวกเขาทั้งกลุ่มอย่างดูแคลน
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชัน
“พวกเจ้ามาก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า!” น้ำเสียงของมือปราบสวีเต็มไปด้วยความประชดประชันอย่างไม่ปิดบัง
คำสบประมาทนั้นทำให้หยางซิงอี้ขมวดคิ้วแน่น
ขณะที่ลู่หลินเฟิงกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อข้อมือขาวซีด ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวกับจะแช่แข็งมือปราบปากเสียผู้นี้ให้ตายคาที่
ส่วน ซูหลานเซิงทำได้เพียงปั้นหน้าลำบากใจ พยายามเอ่ยไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่กลับถูกมือปราบสวีสะบัดหน้าใส่หน้าตาเฉย
ทางด้าน หลิงเสวี่ยชิงและเย่เสวียนซิง ได้ออกมาเดินลอยชายอยู่ที่ตลาดกลางเมืองเรียบร้อยแล้ว
“ศิษย์พี่สาม ดูนั่นสิ แผงขายถังหูลู่ตรงนั้นมีคนเต็มเลย!” หลิงเสวี่ยชิงสะกิดแขนเย่เสวียนซิงพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ดวงตาเป็นประกาย
“ศิษย์น้องหญิง'…เจ้าจะมาหาข่าวหรือมาหาของกินกันแน่เนี่ย?”
“ศิษย์พี่สาม..การสืบหาข่าวที่แท้จริงน่ะ ต้องฟังจากปากคนรอบตัวต่างหาก”
หลิงเสวี่ยชิงเอ่ยพลางใช้สายตาคมกริบกวาดมองผู้คน ก่อนจะไปสะดุดตาอยู่ที่สตรีนางหนึ่ง
“ท่านดูผู้หญิงคนนั้นสิ”
เย่เสวียนซิงชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “หนึ่งคือวิญญาณธรรมดา พวกนี้ก็เหมือนคนทั่วไปที่หมดอายุขัย พอตายก็ไปปรโลก”
เขาขยับนิ้วกลางขึ้นมาสมทบ “สองคือวิญญาณเร่ร่อน พวกนี้คือคนที่ตายโดยไม่รู้ตัว หรือยังมีเรื่องค้างคาในใจ จึงไม่ยอมจากโลกมนุษย์ไปเสียที วิญญาณลักษณะนี้มักจะล่องลอยอยู่ตามสถานที่ที่ตนผูกพัน หรือที่ที่ตาย”
คราวนี้เย่เสวียนซิงลดเสียงลงต่ำจนดูน่าขนลุกขณะชูนิ้วที่สาม “สามคือวิญญาณอาฆาต พวกนี้ต่างจากวิญญาณเร่ร่อน พวกมันตายอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกกระทำอย่างโหดร้าย ความแค้นฝังลึกจนไม่อาจปล่อยวางได้ จึงกลายเป็นวิญญาณร้ายที่เริ่มทำอันตรายผู้คน”
แววตาของเย่เสวียนซิงดูจริงจังขณะพับนิ้วที่สี่ตามลงไป “แต่ที่ต้องระวังให้ สี่คือวิญญาณปีศาจ วิญญาณอาฆาตเมื่อความแค้นสะสมพลังหยินจนแกร่งกล้า หรือได้สูบกินพลังชีวิตมนุษย์มากเข้า มันจะข้ามข้ามขีดจำกัดของวิญญาณ กลายเป็นปีศาจหรือมารได้”
เย่เสวียนซิงยังพูดไม่ทันขาดคำ บะหมี่ร้อนๆ ก็ถูกยกมาวางตรงหน้า หลิงเสวี่ยชิงตาโตทันที
กลิ่นน้ำซุปลอยฟุ้งขึ้นมาพร้อมควันกรุ่น ดูจะดึงดูดความสนใจของหลิงเสวี่ยชิงได้มากกว่า ทำให้ต้องรีบคว้าตะเกียบขึ้นมาสะบัดเบาๆ อย่างคล่องแคล่ว
“กินกันก่อนเถอะ”
หลิงเสวี่ยชิงพึมพำ น้ำลายแทบสอขณะอ้าปากค้าง เตรียมจะส่งเส้นบะหมี่นุ่มชุ่มน้ำซุปเข้าปาก ทว่าในวินาทีที่เส้นบะหมี่อยู่ห่างจากริมฝีปากเพียงองคุลีเดียว เสียงเย็นชาที่แสนคุ้นเคยก็ดังสะท้อนขึ้นในหัว
[ตรวจพบเงื่อนไขครบถ้วนส่งตัวโฮสต์ไปยังพิกัดเป้าหมายทันที!]
“เดี๋ยว! เดี๋ยวสิ บะหมี่ข้า—!”
ยังไม่ทันที่คำประท้วงอันน่าเวทนาจะหลุดจากปาก ร่างของหลิงเสวี่ยชิงก็พลันเกิดแสงสว่างจ้าห่อหุ้ม
ก่อนจะหายวับไปจากม้านั่งไม้ต่อหน้าต่อตาเย่เสวียนซิง ทิ้งไว้เพียงตะเกียบข้างหนึ่งที่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นดัง
เย่เสวียนซิงที่กำลังจะยกตะเกียบขึ้นกินบะหมี่ถึงกับแข็งค้าง ตะเกียบในมือสั่น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า สลับกับชามบะหมี่ของหลิงเสวี่ยชิงที่ยังมีควันลอยกรุ่น แต่ไร้ซึ่งเงาคน
“หลิงเสวี่ยชิง!” เย่เสวียนซิงผุดลุกขึ้นจนเก้าอี้ล้มระเนระนาด ร้องเรียกชื่อหลิงเสวี่ยชิงเสียงหลง
“เจ้าหายไปไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ซูหลานเซิงสะบัดมือวาดอักขระทองกลางอากาศ แสงจากยันต์สว่างวาบขึ้นเพียงครู่ก่อนจะถูกไอหมอกสีดำกลืนกินจนมอดดับ เงาร่างมืดดำนับสิบพุ่งเข้าจู่โจมจากทุกทิศทาง
“หลบไป!”
หยางซิงอี้คำรามเสียงต่ำพลางตวัดพิณในมือ ปราณกระบี่พิณสีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานออกไปตัดผ่านหมอกดำจนแตกกระจาย ทว่าเพียงเสี้ยววินาที พวกมันก็กลับรวมตัวกันใหม่และทวีความรุนแรงขึ้น
ทางด้าน ลู่หลินเฟิงพลิกตัวหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำนิ่งบัดนี้วาวโรจน์ เขาซัดกระบี่เคลือบพลังปราณ พุ่งเข้าปักจุดตายของเงาวิญญาณตัวหนึ่งจนมันกรีดร้องโหยหวนเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู
“มันไม่ได้มีแค่ตัวเดียว!” ลู่หลินเฟิงตะโกนเตือนพลางหอบหายใจ
“ถ้าเราทำลายเขตอาคมไม่ได้ พวกเราได้ตายศพไม่สวยแน่!”
ไอหมอกเริ่มควบแน่นกลายเป็นร่างสูงตระหง่านอยู่เหนือเพดานห้อง ดวงตาของวิญญาณร้ายแดงก่ำดุจโลหิต มันแผดเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทจนคนฟังแทบกระอักเลือดออกมา ทั้งสามคนถูกกดดันจนแผ่นหลังชนกัน วงล้อมบีบคั้นเข้ามาทุกที พลังหยินอันมหาศาลกดทับจนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง
วินาทีที่ไอหมอกสีดำพุ่งดิ่งลงมาหมายจะปลิดชีพทั้งสามคน รอยแยกมิติกลางเพดานพลันระเบิดออกส่งแสงสว่างจ้าบาดตาจนวิญญาณอาฆาตต้องชะงักงัน
ตึง!!!
ร่างหนึ่งร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกลางวงล้อมคนทั้งสามพอดิบพอดี ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่วห้อง พร้อมกับเสียงโวยวายที่ดังทะลุเพดานมาแต่ไกล
“เจ็บจังเลย” หลิงเสวี่ยชิงพึมพำเสียงสั่นน้ำตาคลอเบ้า